ฝุ่นผงอิฐปูนที่ฟุ้งตลบยังไม่ทันจางหายดี เสียงตะโกนโกลาหลของคนงานก่อสร้างก็ดังระงมผสมกับเสียงไซренаเตือนภัยที่กรีดแหลมบาดหู ธันวาแทบไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองพุ่งฝ่าแนวเขตอันตรายเข้ามาถึงโซน B ได้อย่างไร รองเท้าหนังราคาแพงเหยียบย่ำลงบนเศษปูนและคราบน้ำจนเลอะเทอะ แต่ในวินาทีนี้... ภาพความเนี๊ยบไร้ที่ติของสถาปนิกหนุ่มถูกสลัดทิ้งไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงหัวใจที่หล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม
“คิน!” เสียงเรียกของธันวาขาดห้วing ตีบตันอยู่ในลำคอ
ร่างสูงโปรดปรานในชุดช่างสีเข้มของวิศวกรโครงสร้าง หายลับเข้าไปหลังโครงเหล็กมหึมาที่บิดเบี้ยวผิดรูปจากการทรุดตัว ก่อนที่เสียงทุ้มห้าวจะตะโกนสวนออกมาทันที
“เฮ้ย! คุณธันวา! หยุดอยู่ตรงนั้น! อย่าขยับเข้ามาอีกนะ พื้นตรงนี้มันยังไม่เซ็ตตัว!”
ธันวาเม้มปากแน่นจนเป็นเส้นตรง มือเรียวที่กำม้วนกระดาษแปลนจนยับยู่ยี่สั่นเทาเล็กน้อย ความโกรธที่อีกฝ่ายชอบทำตัวบุ่มบ่ามไม่เข้าเรื่องถูกแทนที่ด้วยความกลัวอย่างไร้เหตุผล—กลัวว่าไอ้คนปากเสียที่ชอบกวนประสาทเขาจะกลายเป็นอะไรไปต่อหน้าต่อตา
ครืนนน!
เสียงโครงสร้างลั่นเปรี๊ยะดังขึ้นอีกระลอก พร้อมกับละอองฝนเม็ดใหญ่ที่เริ่มโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้าสีตะกั่ว ก่อนที่พายุฝนฤดูร้อนจะโหมกระหน่ำเทลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตาในเวลาไม่ถึงนาที
โลกทั้งใบเหมือนถูกตัดขาดจากความวุ่นวายภายนอก เมื่อคินดันร่างตัวเองออกมาจากซอกคานเหล็กที่พังถล่ม ใบหน้าคมเข้มเปรอะเปื้อนคราบเขม่าและหยาดเหงื่อ ผสมกับน้ำฝนที่ไหลลู่ลงมาตามกรอบหน้าคมคาย ดวงตาคมกริบมองตรงมาที่ธันวาด้วยแววตาดุแกมเอือมระอา
“บอกให้ยืนรอข้างนอก ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือไงครับคุณสถาปนิก” คินเอ่ยกลั้วเสียงหอบหายใจ ขณะก้าวฉับๆ เข้ามาประชิดตัวแล้วดึงข้อมือบางให้ถอยร่นเข้าไปในมุมอับใต้โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กที่แข็งแรงที่สุดของโซน B
“ปล่อยนะ! แล้วคุณเจ็บตรงไหนหรือเปล่า... ผมเห็นมันทรุดลงมา...” ธันวาเผลอเสียงสั่น สะบัดข้อมือออกแต่ก็ถูกมือหนาคว้าจับไว้มั่น แรงบีบที่อบอุ่นและมั่นคงทำให้ความตื่นตระหนกในอกค่อยๆ สงบลง
“เป็นห่วงผมเหໍอ?” คินเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากหยักลึกยกยิ้มกวนประสาท แม้สถานการณ์รอบตัวจะย่ำแย่แค่ไหน นิสัยกวนโอ๊ยของวิศวกรหนุ่มก็ดูจะไม่เคยลดน้อยลงเลย “นึกว่าคุณจะดีใจซะอีก ที่โปรเจกต์นี้จะพังคามือผม”
“ปากเสีย!” ธันวาถลึงตาใส่ ทุบกำปั้นลงบนอกแกร่งเบาๆ อย่างหมั่นไส้ “คนอื่นเขาวิ่งหน้าตั้งมาช่วยเพราะกลัวคุณตายคาซากตึก แต่คุณยังจะมีอารมณ์มาเล่นลิ้นอีกเหรอ!”
“ก็เห็นคุณทำหน้าเหมือนคนจะร้องไห้... ผมก็ต้องรีบพูดให้คุณหายเครียดสิครับ” คินเสียงอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว สายตาคมกริบที่มักใช้มองแปลนงาน กลับทอดมองสำรวจใบเนียนใสที่เปียกปอนไปด้วยหยาดน้ำฝนอย่างพินิจพิเคราะห์ “เปียกหมดแล้วเนี่ย... ตัวสั่นเป็นลูกแมตกน้ำเลยนะคุณ”
ธันวาเพิ่งสังเกตว่าระยะห่างระหว่างเขากับอีกฝ่ายมันใกล้ชิดจนเกินไป พื้นที่แคบๆ ใต้คานปูนทำให้พวกเขาต้องเบียดชิดกันเพื่อหลบสายฝนที่สาดส่องเข้ามา กลิ่นอายความเป็นผู้ชายปะปนกับกลิ่นฝนและกลิ่นฝุ่นเหล็กจางๆ ลอยอบอวลอยู่รอบตัว หัวใจที่เคยเต้นรัวด้วยความตกใจเมื่อครู่ กลับเต้นระรัวด้วยจังหวะแปลกประหลาดที่ควบคุมไม่ได้
“ถอยไปหน่อยสิ คุณตัวใหญ่อย่างกับหมี เบียดอยู่ได้” ธันวาหลบสายตา แกล้งเบือนหน้ามองออกไปด้านนอกที่ตอนนี้สายฝนโปรยปรายลงมาหนาตาจนกลายเป็นม่านน้ำทึบ ทัศนวิสัยภายนอกมืดมิดจนแทบมองไม่เห็นอะไรเลย
“เบียดตรงไหน หลบแค่นี้ก็บุญแล้วครับ ทางข้างในนั้นอันตรายเกินกว่าจะเดินออกไปตอนนี้... เราคงต้องติดแหง็กอยู่ตรงนี้กันยาวๆ จนกว่าฝนจะซาโน่นแหละ” คินถอนหายใจยาว ทรุดตัวลงนั่งพิงกับเสาปูนพร้อมกับกวักมือเรียก “มานั่งนี่เถอะครับ ยืนค้ำหัวกันอยู่แบบนั้น เดี๋ยวขาคุณก็ได้พับไปซะก่อน”
ธันวานิ่งลังเลอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะยอมหย่อนตัวลงนั่งยองๆ ห่างออกไปพอสมควร ความเย็นยะเยือกจากสายฝนเริ่มกัดกินผิวเนื้อจนเขาต้องยกมือขึ้นกอดอกเพื่อคลายความหนาวสั่น
คินที่สังเกตเห็นอาการนั้นไม่พูดเปล่า ถอดเสื้อแจ็คเก็ตกันน้ำตัวนอกออกแล้วโยนคลุมไหล่บางทันที กลิ่นอายความอบอุ่นจากตัวของวิศวกรหนุ่มลอยกรุ่นแตะจมูก พร้อมกับเสียงทุ้มที่เอ่ยดุเบาๆ
“ดื้อรั้นชะมัด... ถ้าคุณไม่สบายขึ้นมา งานแก้แบบรอบหน้าใครจะมานั่งเถียงกับผมล่ะ”
“ผมไม่ได้ดื้อสักหน่อย... แล้วก็ไม่ได้ขอให้คุณมาทำดีด้วยซ้ำ” ธันวาพึมพำตอบเสียงอ้อมแอ้ม มือเรียวขยุ้มชายเสื้อแจ็คเก็ตตัวใหญ่เข้ามาแนบชิดลำตัวเพื่อรับไออุ่น ความแข็งกระด้างของภายนอกซ่อนความใส่ใจที่ประโคมเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว ทำให้กำแพงความเย่อหยิ่งของสถาปนิกหนุ่มสั่นคลอน
“ปากแข็งจริงนะคุณ... แต่ก็นั่นแหละครับ” คินขยับเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด จนไหล่กว้างสัมผัสกับไหล่บาง “เพิ่งรู้เหมือนกันนะเนี่ยว่าเวลาที่คุณไม่ได้เชิดใส่ผม... ก็น่ารักดีเหมือนกัน”
“ใครน่ารัก! พูดจาทุเรศ...” ธันวาหันขวับกลับมาจะต่อปากต่อคำ แต่ทว่า... ปลายจมูกโด่งรั้นกลับเฉียดผ่านแก้มสากของอีกฝ่ายไปเพียงไม่กี่มิลลิเมตร!
ระยะห่างที่ใกล้ชิดจนลมหายใจอุ่นร้อนรินรดกัน ทำให้เสียงต่อว่าทั้งหมดกลืนหายลงไปในลำคอ ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ ขณะที่นัยน์ตาคมกริบของคินพราวระยับด้วยประกายบางอย่างที่อ่านไม่ออก มันเป็นความรู้สึกที่ลึกซึ้งและร้อนแรงเสียยิ่งกว่าเปลวไฟในฤดูหนาว
บรรยากาศรอบตัวเงียบสงบลง มีเพียงเสียงเม็ดฝนที่กระทบพื้นคอนกรีตด้านนอกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ คินโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนธันวารู้สึกได้ถึงความกดดันอ่อนโยนที่บีบคั้นหัวใจให้เต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมานอกอก สติสัมปชัญญะเตือนให้ถอยห่าง แต่ร่างกายกลับแข็งทื่อราวกับถูกสะกดด้วยมนต์ตรา
“ธันวา...” เสียงทุ้มต่ำที่เรียกชื่อเขาตรงๆ โดยไม่มีคำว่า ‘คุณ’ นำหน้าเป็นครั้งแรก ทำให้หัวใจสถาปนิกหนุ่มกระตุกวาบ ปลายจมูกของคนทั้งคู่แทบจะสัมผัสกันอยู่รอมร่อ
ติ๊ด... เสียงวิทยุสื่อสารฉุกเฉินที่เหน็บอยู่ที่เอวของคินดังแทรกขึ้นทำลายความเงียบ พร้อมกับเสียงปลายสายที่ตะโกนัลหม่านเข้ามา
“หัวหน้าคิน! หัวหน้าคินรับทราบด้วยครับ! เกิดเรื่องแล้วครับ... ทางโกดังเก็บวัสดุโซน C มีคนแอบล็อคประตูข้างใน... แล้วตอนนี้... มีกลิ่นควันไฟลอยออกมาจากห้องเก็บสารเคมีครับ!”
คินชะงัก ดวงตาคมกริบละสายตาจากริมฝีปากบางเฉียบที่กำลังเม้มเข้าหากันอย่างประหม่า หันขวับไปมองทางทิศของโซน C ทันทีด้วยแววตาที่เปลี่ยนเป็นความเคร่งเครียดดุดันในเสี้ยววินาที
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะเวียนมาสัมผัสความระทึกและเคมีที่เริ่มปะทุของพ่อแง่แม่งอนคู่นี้ด้วยกันนะคะ!
สถาปนิกปากจัดกับโปรเจกต์รื้อถอนหัวใจ•ตอนที่ 4
เมื่อความเนี๊ยบต้องมาเจอกับความดิบ
ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากจัดกับโปรเจกต์รื้อถอนหัวใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!