เสียงกุญแจกระทบกันในมือสั่นระริก ก่อนที่บานประตูห้องสตูดิโอจะถูกกระชากเปิดออกด้วยฝีมือของบุคคลที่ไม่ได้รับเชิญ—คิมหันต์ ผู้อำนวยการฝ่าย3D ของบริษัทคู่แข่ง ก้าวเข้ามาพร้อมกับแฟ้มผลงานสีดำสนิทในมือ รอยยิ้มเยาะหยันบนมุมปากนั้นฉาบไว้ด้วยความมั่นใจเกินร้อย ขณะที่สายตาดุดันกราดมองมายังโต๊ะทำงานของรันซึ่งเต็มไปด้วยกระดาษไขและโมเดลกระดาษคัตเตอร์ที่ยังทำไม่เสร็จ
"กล้ามากนะรันภัทร ที่ขโมยคอนเซ็ปต์รีสอร์ทริมทะเลสาบของฉันไปดื้อๆ แบบนี้"
น้ำเสียงนั้นดังลั่นทะลุห้องนั่งเล่นขนาดกะทัดรัด ทำเอากลิ่นหอมกรุ่นของชาเขียวมัทฉะที่เซนเพิ่งชงเสร็จเมื่อครู่ราวกับถูกแช่แข็งลงทันที รันผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงตากลมโตฉายแวววาวโรจน์โดยไม่มีทีท่าว่าจะก้มหัวให้แม้แต่น้อย
"พูดให้มันดีๆ นะคิมหันต์ งานนี้ฉันนั่งหลังขดหลังแข็งแก้สเก็ตช์เองมากี่คืน นายเอาตาตุ่มส่วนไหนมองว่าฉันไปขโมยของคนอื่น" รันสวนกลับทันควัน น้ำเสียงเรียบสนิทแต่ทรงพลังและเชือดเฉือน ปราศจากความหวาดกลัวใดๆ ทั้งสิ้น
คิมหันต์แค่นหัวเราะในลำคอ โยนแฟ้มผลงานกระดาษลงบนโต๊ะทำงานของรันอย่างแรงจนกระดาษกระจัดกระจาย "หลักฐานคาตาแบบนี้ยังจะกล้าแถอีกเหรอ? ไฟล์โปร젝트นี้ถูกส่งเข้าระบบส่วนกลางก่อนกำหนดเวลาส่งมอบของเธอแค่สิบนาที แถมโครงสร้างดีไซน์ยังเหมือนกับไอเดียที่ฉันเพิ่งนำเสนอในที่ประชุมใหญ่เมื่อวานไม่มีผิดเพี้ยน บอร์ดบริหารเขาลือกันสนั่นว่าเด็กฝึกงานตกอับอย่างเธอ ขายตัวเพื่อแลกกับความสำเร็จมาตลอดสินะ!"
คำพูดดูถูกเหยียดหยามพ่นออกมาอย่างไร้รอยต่อ บรรยากาศในห้องอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก รันกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ความโกรธแล่นริ้วขึ้นมาจนขอบตาร้อนผ่าว ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นความอัดอั้นตันใจที่ถูกย่ำยีหยาดเหงื่อแรงกาย
ทว่า ก่อนที่รันจะได้สวนกลับด้วยถ้อยคำที่เจ็บแสบกว่าเดิม ร่างสูงโปรดของเซนที่ยืนนิ่งเงียบอยู่มุมห้องมาตลอดก็ก้าวเท้าเข้ามาแทรกกลางระหว่างทั้งสองคนอย่างนุ่มนวลแต่เด็ดขาด
เซนไม่ได้ส่งเสียงดัง ร่างกายสูงใหญ่ภายใต้เสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนเสื้อขึ้นลวกๆ แผ่รังสีความเย็นชาและกดดันออกมาจนคิมหันต์ต้องชะงักฝีเท้า สถาปนิกหนุ่มผู้รักความสะอาดและระเบียบวินัยขั้นสุดก้มลงหยิบกระดาษแบบร่างชิ้นที่เสียหายขึ้นมาปัดฝุ่นเบาๆ ด้วยท่าทางทะนุถนอม ราวกับสิ่งนั้นคืองานศิลปะล้ำค่า ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับผู้บุกรุกด้วยนัยน์ตานิ่งสนิทที่ซ่อนความอันตรายไว้เต็มเปี่ยม
"พูดจาให้เกียรติเจ้าของห้องนี้ด้วยครับ" เซนเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำเรียบเฉยแต่กดดันจนอีกฝ่ายเสียวสันหลังวาบ "และกรุณาถอดรองเท้าก่อนเข้าห้องผมด้วย... พื้นปาเกต์ตรงนี้ราคาแพงกว่าเงินเดือนที่คุณได้จากการเป็นลูกจ้างบริษัทไร้มาตรฐานนั่นเสียอีก"
"คุณเซน..." คิมหันต์หน้าเสียไปเล็กน้อยเมื่อเจอเจ้าพ่อวงการสถาปัตยกรรมตัวจริงเสียงจริงกดดันเข้าใส่ "นี่มันเรื่องภายในระหว่างผมกับลูกน้องเก่าของคุณนะครับ อย่ามา..."
"ลูกน้องเก่า?" เซนเลิกคิ้วสูง รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปาก แต่นัยน์ตากลับไร้ความรู้สึกโดยสิ้นเชิง "รันไม่เคยเป็นลูกจ้างใครในทางที่ผิด และงานชิ้นนี้... ผมเป็นคนนั่งตรวจสเก็ตช์ทุกเส้น ตั้งแต่เส้นแรกจนถึงเส้นสุดท้ายบนโต๊ะนี้ด้วยตัวเอง ถ้าคุณบอกว่ารันขโมยงาน... นั่นเท่ากับคุณกำลังบอกว่า 'ผม' เป็นคนขโมยไอเดียคุณสินะครับ?"
ประโยคคำถามเรียบๆ แต่น้ำหนักของมันทำเอาคิมหันต์ถึงกับกลืนน้ำลายไม่ลงคอ เซนก้าวเข้าไปประชิดตัวอีกฝ่ายทีละน้อยจนคิมหันต์ต้องถอยหลังกรูด สถาปนิกหนุ่มผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเนี๊ยบและไม่เคยสนใจเรื่องชาวบ้าน กลับยอมเอาชื่อเสียงและเครดิตทั้งหมดของตัวเองมาค้ำประกันให้รูมเมตตัวแสบคนนี้อย่างไม่ลังเล
"ฉ...ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น..." คิมหันต์เสียงสั่น
"ถ้าไม่มีหลักฐานที่หนักแน่นพอจะหักล้างฝีมือของรัน กรุณาไสมือออกไปจากห้องของผมซะ" เซนยื่นมือไปหยิบแฟ้มผลงานของคิมหันต์โยนกลับคืนเจ้าของอย่างไม่ใยดี "แล้วจำไว้... ถ้าคุณยังกล้ามาเหยียบที่นี่เพื่อสาดโคลนใส่คนของผมอีก ผมจะฟ้องหมิ่นประมาทเรียกค่าเสียหายจนบริษัทคุณไม่มีปัญญาจ่ายแน่นอน ออกไป!"
เสียงตวาดกร้าวเพียงคำเดียวทรงพลังพอกระชากวิญญาณ คิมหันต์หน้าซีดเผือด รีบคว้าแฟ้มผลงานแล้วถอยร่นออกจากห้องไปอย่างลนลาน พร้อมกับเสียงปิดประตูกระแทกตามหลังดังสนั่น
ความเงียบงันกลับมาปกคลุมห้องอีกครั้ง รันยืนนิ่งค้างอยู่ที่เดิม หัวใจเต้นรัวระส่ำด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก ทั้งโกรธ คลื่นไส้กับความสกปรกของคนพวกนั้น แต่ในขณะเดียวกัน... หัวใจเจ้ากรรมกลับพองโตจนคับอกเมื่อนึกถึงประโยคเมื่อครู่ที่เซนเพิ่งพูดออกไป
*‘คนของผม’*... เซนกล้าพูดคำนี้ออกมาหน้าตาเฉยได้ยังไงกันนะ
รันสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ ก่อนจะหันไปมองแผ่นหลังกว้างของคนที่ยืนหันหลังให้อยู่ริมหน้าต่าง เซนกำลังใช้มือเสยผมลวกๆ ท่าทางหงุดหงิดชัดเจน แผ่นหลังที่มักจะดูผ่อนคลายและสุขุมเสมอในยามนี้กลับตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด
"นาย... ทำไมต้องเอาตัวเข้ามารับหน้าแทนขนาดนั้นด้วยเล่า" รันเอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงติดจะห้วนเล็กน้อยตามฟอร์มปากเก่ง เพื่อกลบเกลื่อนความสั่นไหวในน้ำเสียงของตัวเอง "ฉันจัดการเองได้น่า... ปากร้ายอย่างฉัน ไม่ปล่อยให้ใครมาขยี้เล่นๆ นานหรอก"
เซนค่อยๆ หมุนตัวกลับมามองช้าๆ ดวงตาคู่คมทอดมองเด็กดื้อที่ยืนกอดอกพยายามทำเป็นเข้มแข็ง ทั้งที่ดวงตากลมโตคู่สวยนั้นแดงก่ำและสั่นระริก สถาปนิกหนุ่มถอนหายใจยาว เดินเข้ามาใกล้ทีละก้าว ปลายนิ้วเรียวอุ่นจัดเอื้อมไปแตะที่ปลายคางมนของรันอย่างแผ่วเบา บังคับให้อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมาสบตากันตรงๆ
"เก่งนักนะ... ปากดีได้ตลอดเวลาจริงๆ" เซนเอ่ยเสียงดุ แต่แววตากลับอ่อนโยนจนแทบละลาย "รู้ไหมว่าตอนที่มันพูดจาดูถูกเธอ... ฉันแทบอยากจะซัดหน้ามันสักหมัดสองหมัดให้รู้แล้วรู้รอด"
"..." รันชะงัก ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อปลายนิ้วอุ่นไล้เบาๆ ที่พวงแก้มเนียน ความอบอุ่นจากฝ่ามือของอีกฝ่ายแผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจ จนความเย็นชาและความเครียดเมื่อครู่มลายหายไปจนหมดสิ้น
"จำไว้รัน..." เซนโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนหน้าผากแทบจะชนกัน ลลมหายใจอุ่นร้อนปัดผ่านปลายจมูก สัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมสะอาดที่เป็นเอกลักษณ์ของเจ้าของห้อง "ไม่ว่าใครหน้าไหนจะพยายามเหยียบย่ำความพยายามของเธอ... ตราบใดที่เธอยังอยู่ในห้องนี้ และฉันยังยืนอยู่ตรงนี้ จะไม่มีใครทำอะไรเธอได้ทั้งนั้น เพราะฉันเชื่อใจผลงานของเธอ... และเชื่อใจตัวตนของเธอที่สุด"
คำพูดเรียบง่ายแต่หนักแน่นราวกับค้อนตอกลงกลางใจ รันเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจเต้นแรงเสียจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินมัน เคมีที่คุ้นเคยในจังหวะหยอกล้อบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความลึกซึ้งและจริงจังจนน่าใจหาย รันเงยหน้าขึ้นสบตากับนัยน์ตาสีเข้มคู่นั้น หัวใจไหววูบอย่างควบคุมไม่ได้ มือเรียวเล็กยกขึ้นหมายจะผลักอกอีกฝ่ายเพื่อแก้เขิน
"พูดอะไรเล่า... เลี่ยนเป็นบ้าเลยเซนจิ" รันพึมพำเสียงเบา แก้มใสขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัด
เซนหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเชิงหยอกล้อ มือหนายังคงประคองกรอบหน้าของรันไว้ไม่ยอมปล่อย ระยะห่างระหว่างกันลดลงจนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้หายใจ ริมฝีปากหยักลึกยกยิ้มเจ้าเล่ห์เล็กน้อยอย่างที่ชอบทำเวลาจะแกล้งกัน
"เลี่ยนเหรอ? งั้นคงต้องพิสูจน์ให้ดูหน่อยแล้วมั้ง... ว่าคำพูดเมื่อกี้มันจริงจังแค่ไหน" เซนกระซิบเสียงพร่า ริมฝีปากเคลื่อนเข้าไปใกล้กลีบปากนิ่มช้าๆ ราวกับดึงดูดด้วยแรงโน้มถ่วง
รันใจเต้นรัวโครมคราม เปลือกตาปิดลงครึ่งหนึ่งโดยสัญชาตญาณ ปลายนิ้วจิกเข้าที่ชายเสื้อของเซนแน่น รอคอยสัมผัสที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า บรรยากาศหวานละมุนอบอวลไปทั่วห้องราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุน
ทว่า... ในวินาทีที่ริมฝีปากของทั้งคู่ห่างกันแค่เพียงคืบเดียว เสียงโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานของเซนก็แผדเสียงแหลมสูงขึ้นทำลายบรรยากาศสีชมพูอย่างไม่รู้เวล่ำเวลา
เซนชะงักเล็กน้อย ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความขัดใจ แต่รันกลับได้สติ รีบยกมือดันอกเซนออกแล้วกระโดดถอยหลังไปหนึ่งก้าวทันทีด้วยใบหน้าที่แดงแจ๋ราวกับลูกมะเขือเทศสุก
เซนถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความหงุดหงิดอย่างที่สุด ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมากดรับสายด้วยน้ำเสียงติดห้วนตามประสาคนอารมณ์เสีย "มีอะไร... ถ้าไม่สำคัญ หัวนายขาดแน่"
รันยืนหอบหายใจเบาๆ พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ แต่หัวใจยังคงเต้นระรัวไม่เป็นจังหวะ ทว่าสายตาที่มองไปยังเซนซึ่งกำลังฟังปลายสายพูดอยู่นั้น กลับต้องเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ เมื่อจู่ๆ สีหน้าสุขุมของเซนก็แปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งเครียดและเย็นชาขึ้นมาทันทีในพริบตาเดียว
เซนลดโทรศัพท์ลงช้าๆ นัยน์ตาสีเข้มตวัดกลับมามองรันด้วยประกายแวววาวที่อ่านไม่ออก ก่อนจะเอ่ยชื่อบุคคลที่สามออกมาด้วยน้ำเสียงที่ทำให้เลือดในกายของรันเย็นเฉียบลงชั่วขณะ
"รัน... พ่อของเธอ... ยืนรออยู่ที่ล็อบบี้ข้างล่างแล้ว"
— หิมะแรกในโตเกียว
ห้องนี้มีเด็กดื้อเป็นรูมเมต•ตอนที่ 24
บทพิสูจน์ความเชื่อใจ
ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ห้องนี้มีเด็กดื้อเป็นรูมเมต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!