ห้องนี้มีเด็กดื้อเป็นรูมเมต•ตอนที่ 3

มื้อค่ำที่ไม่อร่อยอย่างที่คิด

ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
"ฉันว่านายควรเอาถุงขนมปังนั่นไปเก็บไว้ในถังขยะเปียก มากกว่าจะเอามาทำหน้าโง่ค้างอยู่ตรงนั้นนะคะ ไดกิ" น้ำเสียงเรียบนิ่งแต่เจือแววเย้าแหย่หลุดออกมาจากริมฝีปากของรันภัทร ร่างบางที่เมื่อครู่ยังหายใจหอบกระชั้นเพราะอุบัติเหตุทางกายภาพบนโซฟากับเซนจิ กลับดีดตัวผึ่งขึ้นมายืนหยัดได้อย่างรวดเร็วราวกกับติดสปริง ดวงตากลมโตคู่สวยไหวระริกด้วยประกายความเจ้าเล่ห์ ยามปรายตามองเพื่อนสนิทของรูมเมตที่ยังคงถือถุงครัวซองต์ค้างเติ่งอยู่หน้าประตูกระจกบานเลื่อน ไดกิกระพริบตาปริบๆ สมองที่ประมวลผลช้าไปสามวินาทีเริ่มทำงานทันทีเมื่อเห็นสภาพความเรียบร้อยของห้องนั่งเล่น แม้เสื้อผ้าของทั้งคู่จะยังอยู่ครบ แต่ใบหน้าที่ขึ้นสีแดงก่ำของเซนจิกับรอยยิ้มมุมปากของรันภัทรมันฟ้องชัดเจนเสียยิ่งกว่าภาพถ่าย "เฮ้ย... ฉันไม่ได้ตั้งใจจะมาขัดเวลาส่วนตัวอะไรของพวกนายจริงๆ นะวะ" ไดกิหัวเราะแห้งๆ รีบยกมือขึ้นระดับอกเป็นเชิงยอมแพ้ พร้อมก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าว "แต่พอดีข้อความที่นายส่งมาเมื่อบ่ายมันบอกว่า *'รีบเอาแบบแปลนมาเคลียร์ซะ ถ้าไม่อยากตาย'* ฉันก็เลยรีบซิ่งมาไง ใครจะรู้ว่า... อะแฮ่ม! เปิดร้านเบเกอรีกันอยู่เหรอถึงได้ตัวติดกันขนาดนั้น" "ถ้าสมองนายมีไว้ประดับผมเฉยๆ ก็บริจาคให้พิพิธภัณฑ์ซะนะไดกิ" เซนจิถอนหายใจเฮือกใหญ่ ใบหน้าคมคายบึ้งตึงขึ้นทันทีกว่าเดิม ดวงตาคมกริบส่งสายตาดุร้ายราวกับจะกินเลือดกินเนื้อไปให้เพื่อนสนิท เขายืดตัวขึ้นเต็มความสูง ปัดเศษฝุ่นที่ไม่มีอยู่จริงบนเสื้อเชิ้ตสีเข้มอย่างลวกๆ เพื่อกลบเกลื่อนความกระอักกระอ่วนที่ตีรวนขึ้นมาในอก "วางของไว้ตรงนั้นแล้วก็ไสหัวกลับไปซะ งานบนโต๊ะทำงานฉันจัดการเรียบร้อยแล้ว ส่งไฟล์ให้ทางอีเมลได้เลย" "โห เย็นชาเป็นน้ำแข็งใสใส่ไซรัปบ๊วยตลอดกาลเลยนะไอ้คุณเซนจิ" ไดกิเบ้หน้าด้วยความหมั่นไส้ ก่อนจะวางถุงครัวซองต์ลงบนเคาน์เตอร์ครัวอย่างเบามือ แล้วหันไปส่งยิ้มกว้างเป็นมิตรให้รูมเมตคนใหม่ "ยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็นทางการอีกครั้งนะรัน ฉันไดกิ เป็นเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อ... เอ๊ย เพื่อนสนิทเฉยๆ ของไอ้มนุษย์หินนี่แหละ" "ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ ไดกิ ขอบคุณสำหรับครัวซองต์นะคะ เดี๋ยวฉันเอาไปอุ่นกินเป็นมื้อดึกแทนข้าวที่คนแถวนี้กำลังจะทำดีกว่า" รันภัทรส่งยิ้มหวานหยดที่แฝงไปด้วยพิษสงรอบตัว พลางเหลือบสายตาไปมองเซนจิที่ยืนขมวดคิ้วมุ่นอยู่ข้างๆ ไดกิหัวเราะร่วนอย่างชอบใจ "โอ้โห รันนี่... สมน้ำหน้าไอ้เซนมันว่ะ ได้รูมเมตปากกล้าขนาดนี้ สงสัยบ้านหลังนี้คงไม่เงียบเหงาอีกต่อไปแล้วล่ะ งั้นฉันไม่กวนใจคู่ข้าวใหม่ปลามัน เอ๊ย คู่รูมเมตป้ายแดงดีกว่า ไปละนะ!" ประตูกระจกปิดลงพร้อมกับเสียงหัวเราะร่าเริงของไดกิที่ค่อยๆ เลือนหายไปในความเงียบของโถงทางเดิน ทิ้งให้บรรยากาศภายในห้องกลับมาอึดอัดและเต็มไปด้วยแรงกระแทกกระทั้นทางอารมณ์อีกครั้ง เซนจิหันขวับกลับมามองคนตัวเล็กที่ยืนลอยหน้าลอยตาอยู่ใกล้เคียง สถาปนิกหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์บางอย่างที่กำลังปั่นป่วนอยู่ในช่องท้อง ปากหนาเม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรงก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงห้วนจัด "เลิกทำหน้าตากวนประสาทแล้วไปล้างมือซะ มื้อค่ำพร้อมแล้ว" พูดจบ เจ้าของห้องก็หมุนตัวเดินดุ่มๆ กลับเข้าไปในครัว เปิดเตาแก๊สอุ่นซุปมิโซะหม้อเล็กที่เคี่ยวไว้ตั้งแต่ก่อนไดกิจะมาถึง กลิ่นหอมกรุ่นของดาชิและโชยุฟุ้งกระจายไปทั่วพื้นที่ เรียกน้ำย่อยในกระเพาะของรันภัทรให้ส่งเสียงร้องประท้วงเบาๆ แต่ด้วยความที่เป็นคนประเภท 'ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร' มีหรือที่รันภัทรจะยอมแสดงอาการตะกละตะกลามออกมาให้สถาปนิกหนุ่มได้ใจ รันภัทรเดินน่องเข้ามาใกล้เคียง ชะโงกหน้ามองจานอาหารบนโต๊ะญี่ปุ่นสไตล์โมเดิร์นที่จัดเตรียมไว้อย่างประณีตราวกับหลุดออกมาจากนิตยสารอาหารชั้นนำ—ปลาซาบะย่างซีอิ๊วหนังกรอบสีน้ำตาลสวย วางเคียงด้วยขิงดองสีชมพูอ่อน รากบัวต้มซีอิ๊วหั่นเป็นแผ่นบาง และข้าวสวยญี่ปุ่นเม็ดอวบอ้วนขึ้นเงาราวกับไข่มุก "อืม..." รันภัทรลากเสียงยาวในลำคอ ดวงตากลมโตหรี่ลงเล็กน้อยยามสำรวจความสมบูรณ์แบบของอาหารตรงหน้า "หน้าตาดูดีใช้ได้เลยนี่คะ นึกว่าคุณเซนจิจะเป็นพวกกินแต่อาหารสำเร็จรูปในร้านสะดวกซื้อซะอีก ไฮโซไม่เบานี่นา" เซนจิที่กำลังวางตะเกียบไม้ไผ่ลงข้างชามข้าว ชะงักกึกไปนิด ดวงตาคมตวัดกลับมามองคนพูดด้วยแววตานิ่งสนิท แต่ขากรรไกรที่ขบเข้าหากันแน่นพอบ่งบอกได้ว่าความอดทนของเขากำลังถูกทดสอบ "ถ้าไม่มีปัญญาทำกินเอง ก็หัดพูดจาให้มันน่ารักๆ หน่อย รันภัทร" เซนจินั่งลงฝั่งตรงข้าม ขยับตัวจัดระเบียบร่างกายให้อยู่ในท่านั่งเรียบร้อยตามแบบฉบับชายหนุ่มผู้ดีเก่า "นี่ไม่ใช่กับข้าวตามสั่งข้างทาง ชิมซะแล้วค่อยวิจารณ์ ถ้าสมองส่วนรับรสของนายยังใช้งานได้ปกติน่ะนะ" รันภัทรแค่น "หึ" เบาๆ ในลำคอ ดวงตาคู่สวยประกายความท้าทาย มือเรียวหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบชิ้นปลาซาบะย่างที่ส่งกลิ่นหอมเย้ายวนเข้าปาก เคี้ยวช้าๆ อย่างพินิจพิเคราะห์เพื่อจับผิดรสชาติ กลิ่นหอมของซีอิ๊วญี่ปุ่นชั้นดีผสานกับความหวานเค็มกลมกล่อมที่ซึมลึกถึงเนื้อปลา เนื้อสัมผัสนุ่มละมุนลิ้นแต่หนังกรอบกำลังดีโดยไม่มีกลิ่นคาวเลยแม้แต่น้อย มันอร่อยเสียจนรันภัทรเกือบจะเผลอหลับตาพริ้มด้วยความฟิน แต่ทว่า... ทิฐิที่มีมันค้ำคออยู่สูงลิ่ว "ก็... พอกินได้ค่ะ" รันภัทรวางตะเกียบลงเบาๆ ทำท่าทางพยักหน้ารับรู้อย่างขอไปที "รสชาติจัดจ้านน้อยไปหน่อยสำหรับคนชอบกินรสจัดแบบฉัน ซีอิ๊วหวานไปนิด ขิงดองก็เปรี้ยวโดโดด สรุปคือ... ฝีมือระดับเชฟกระทะเหล็กคงยังต้องไปฝึกหัดใหม่อีกสักสามปีนะคะ" เพล้ง! ไม่ใช่เสียงจานแตก แต่เป็นเสียงสะเก็ดไฟในความอดทนของเซนจิที่ขาดผึงลงต่อหน้าต่อตา สถาปนิกหนุ่มวางตะเกียบกระทบโต๊ะเสียงดังสนั่นจนข้าวในชามกระเซ็น ใบหน้าคมคายบึ้งตึงขึ้นจนขึ้นสันนูน ดวงตาดุจพญานครจ้องเขม็งมาที่คนปากดีอย่างเอาเรื่อง "เธอว่ายังไงนะ?" เซนจิเค้นเสียงลอดไรฟัน น้ำเสียงทุ้มต่ำตึงเครียดจนอุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงทันที "ปลาซาบะย่างนี่ฉันใช้เวลาหมักซอสสูตรพิเศษข้ามคืน ซีอิ๊วญี่ปุ่นนำเข้าแท้จากเกียวโต รากบัวนั่นก็เคี่ยวไฟอ่อนๆ สามชั่วโมงเพื่อให้เข้าเนื้อ แต่เธอ... กล้าพูดว่าพอกินได้เนี่ยนะ!" "อ้าว ก็ฉันพูดความจริงนี่คะ" รันภัทรเถียงกลับทันควัน ไร้ซึ่งความเกรงกลัวต่อรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากร่างสูงแม้แต่น้อย ริมฝีปากบางยกยิ้มเยาะอย่างเหนือกว่า "โลกนี้ไม่ได้มีแค่รสนิยมคุณคนเดียวหรอกนะคะคุณสถาปนิกผู้เพอร์เฟกต์ อาหารมันก็เหมือนงานออกแบบนั่นแหละ ถ้าทำออกมาแล้วมีแต่กรอบเดิมๆ ไร้จิตวิญญาณและความกล้าที่จะฉีกกฎ มันก็เป็นได้แค่ขยะสวยๆ บนโต๊ะอาหารเท่านั้นแหละค่ะ" "ขยะงั้นเหรอ?" เซนจิแค่นหัวเราะในลำคอ ร่างสูงลุกขึ้นยืนเต็มความสูงจนเงาทอดทับร่างบางที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ความกดดันมหาศาลพุ่งเข้าหาจนรันภัทรต้องเผลอกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ แม้ปากจะเก่งแค่ไหน แต่ยามที่คนตรงหน้าขยับเข้ามาใกล้ด้วยแววตาคุกคาม หัวใจเจ้ากรรมก็ดันเต้นผิดจังหวะขึ้นมาดื้อๆ "ในเมื่อเฝ้าวิจารณ์นักว่ามันไร้จิตวิญญาณ..." เซนจิโน้มตัวลงมาท้าวแขนกับขอบโต๊ะ ใบหน้าคมคายยื่นเข้าไปใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับแก้มเนียนใสของรันภัทรที่เริ่มขึ้นสีแดงเรื่อโดยไม่รู้ตัว "งั้นเธอก็ช่วยแสดงให้ฉันดูหน่อยสิครับ... ว่าปากเก่งๆ ของเเนี่ย จะมีปัญญาสร้างสรรค์อะไรที่มัน 'มีจิตวิญญาณ' มากกว่าขยะบนโต๊ะนี่ได้ยังไง" รันภัทรชะงักกึก ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยยามสบเข้ากับดวงตาสีดำสนิทที่ฉายแววท้าทายและ... ความปรารถนาบางอย่างที่ซ่อนอยู่ลึกซึ้งเกินกว่าจะคาดเดา ระยะห่างระหว่างใบหน้าที่ลดลงเหลือเพียงไม่กี่เซนติเมตรทำให้กลิ่นอายบุรุษเพศผสมกับกลิ่นสบู่อ่อนๆ ลอยเข้าแตะจมูกจนสติสัมปชัญญะเริ่มพร่าเลือน ทว่าในวินาทีที่บรรยากาศกำลังระอุถึงขีดสุด— *กริ๊งงงงง!* เสียงกริ่งหน้าห้องพักถูกกดรัวติดกันสามครั้งดังลั่นขึ้น ทำลายความเงียบและดึงสติของทั้งสองคนให้ผละออกจากกันราวกับโดนไฟช็อต เซนจิผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความหงุดหงิดขั้นสุดที่ถูกมารผจญขัดจังหวะเป็นรอบที่สองของวัน รันภัทรแอบพรูลมหายใจออกมายาวเหยียดเพื่อเรียกสติที่กระเจิดกระเจิงกลับเข้าร่าง พร้อมกับยกมือขึ้นลูบแก้มที่ยังร้อนผ่าวของตัวเองเบาๆ เซนจิสาวเท้าก้าวอาดๆ ไปที่ประตูกระจก มือหนากระชากเปิดออกด้วยความโมโหหวังจะไล่ตะردไอ้เพื่อนตัวดีหรือใครก็ตามที่บังجญมาขัดจังหวะเวลานี้ แต่ทว่า... เมื่อประตูเปิดกว้างออกจนสุด คำด่าทอทั้งหมดที่เตรียมไว้ก็ต้องกลืนกลับลงคอไปทันที ร่างของหญิงสาวในชุดเดรสยาวสีครีมสะоด์ไหล่ ใบหน้าสวยเฉี่ยวแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางราคาแพงและรอยยิ้มคุ้นเคย ยืนถือกระเป๋าเดินทางใบเล็กอยู่หน้าห้อง พร้อมกับเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงหวานหยดย้อยที่ทำเอาเซนจิรู้สึกเหมือนโดนน้ำเย็นจัดสาดเข้าหน้า "เซนจิคะ... เซอร์ไพรส์! เมย์กลับมาจากปารีสเร็วกว่ากำหนด คิดถึงเมย์ไหมคะ?" -------------------------------------------------------------- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาDIVEความฟินและความกวนโอ๊ยของยัยรันกับพ่อหนุ่มซึนคนนี้ด้วยกันนะคะ หวังว่าจะชอบความแซ่บพริกสิบเม็ดในตอนนี้นะคะ! — หิมะแรกในโตเกียว
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ห้องนี้มีเด็กดื้อเป็นรูมเมต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%