"สวัสดีค่ะ เซน... ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ คิดถึงฉันบ้างไหมคะ?"
น้ำเสียงหวานหยาดเยิ้มนั้นยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท แม้เจ้าของเสียงจะเดินลับหายเข้าไปในลิฟต์ของคอนโดมิเนียมหรูแห่งนี้แล้วก็ตาม รันภัทรยืนกอดอกพิงกรอบประตูห้องพักของตัวเอง มุมปากกระตุกขึ้นเล็กน้อยด้วยรอยยิ้มที่ไม่อาจเรียกว่ารอยยิ้มได้เต็มปากนัก ดวงตากลมโตคมกริบเหลือบมองสถาปนิกหนุ่มรุ่นพี่ที่ยืนหน้าตึงอยู่ข้างกัน บรรยากาศรอบตัวของเซนจิในตอนนี้เย็นเยียบเสียยิ่งกว่าเครื่องปรับอากาศในโหมดประหยัดพลังงาน
"ยืนเป็นเสาหินทื่อๆ แบบนั้น แฟนเก่ามาทักทั้งที ไม่คิดจะวิ่งตามไปส่งหน่อยเหรอคะ คุณสถาปนิกคนเก่ง" รันภัทรเอ่ยแซะด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงประกายประชดประชันอย่างปิดไม่มิด
เซนจิหันขวับมามองคนตัวเล็กทันที นัยน์ตาสีเข้มฉายแววหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด "รันภัทร เลิกพูดจาประชดประชันแล้วเข้าห้องไปได้แล้วครับ"
"อุ๊ย เรียกชื่อเต็มด้วย แปลว่าเริ่มหูอื้อตาลายเพราะความคิดถึงหรือเปล่าคะเนี่ย" รันภัทรลอยหน้าลอยตาตอบ พลางหมุนตัวเตรียมจะก้าวเท้าเข้าห้องพักของตัวเอง แต่ทว่า...
*เปรี๊ยะ! พรึบ!*
ยังไม่ทันที่ปลายนิ้วจะได้สัมผัสลูกบิดประตู แสงไฟนีออนสว่างจ้าทั่วทั้งชั้นก็ดับวูบลงพร้อมกันอย่างไร้สัญญาณเตือน ทัศนียภาพรอบด้านถูกกลืนกินด้วยความมืดมิดในชั่วพริบตา ระบบสำรองไฟของตึกดูเหมือนจะรวนสนิทเนื่องจากพายุฝนด้านนอกที่โหมกระหน่ำอย่างรุนแรงเมื่อครู่
"เฮ้ย!" รันภัทรหลุดอุทานออกมาด้วยความตกใจ มือเรียวคว้าหมับเข้าที่ชายเสื้อของคนด้านข้างตามสัญชาตญาณ
ในความมืดสนิท เซนจิชะงักไปชั่ววินาที ก่อนที่สัญชาตญาณความเป็นห่วงจะทำงานเร็วกว่าสมอง มือหนาเอื้อมออกไปคว้าเอวบางของรูมเมตจำเป็นเข้าหาตัวอย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันไม่ให้ร่างเล็กเซไปชนเข้ากับผนังหรือชั้นวางรองเท้า
"มืดตื๊ดตื๋อขนาดนี้ มองเห็นทางหรือไงถึงรีบเดินหนีนัก" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบชิดริมหรูกระจ่างชัดในความเงียบ ลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดต้นคอทำให้รันภัทรสะดุ้งสุดตัว
"ปล่อยเลยนะ ฉันไม่ได้ตาบอดสักหน่อย แค่ตกใจไฟดับเฉยๆ หรอกน่า" รันภัทรพยายามดันแผงอกกว้างออก แต่ทว่าอ้อมแขนที่โอบรอบเอวไว้กลับรัดแน่นขึ้น ราวกับคีมเหล็กที่ไม่อภัยให้ความดื้อดึง
"ยืนนิ่งๆ ถ้าไม่อยากหัวโนตู้รองเท้า" เซนจิเอتดุเสียงเข้ม ปลายจมูกโด่งคมเฉี่ยวเฉียดผ่านกลุ่มผมนุ่มของคนในอ้อมแขนโดยไม่ได้ตั้งใจ กลิ่นหอมสะอาดอ่อนๆ จากตัวรันภัทรตีเข้าจมูกท่ามกลางความมืด ยิ่งปลุกเร้าความรู้สึกบางอย่างที่เขาพยายามกดทับไว้มานานให้ตื่นขึ้น
"มือไม้หนักเป็นบ้า ปล่อยได้แล้ว ฉันจะเข้าห้องไปจุดเทียน" รันภัทรบ่นอุบอิบ พยายามขยับตัวหนีความแนบชิดที่เริ่มทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ "แล้วอีกอย่าง... แฟนเก่าคุณกลับไปแล้ว ไม่ต้องมาทำเป็นหวงก้างแถวนี้หรอกค่ะ"
เซนจิชะงักไปเล็กน้อย คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันทันทีที่ได้ยินประโยคหลัง "พูดจาอะไรไร้สาระ เมยูเป็นแค่รุ่นน้องที่บริษัทเก่า แค่บังคับผ่านมาทำธุแถวนี้เท่านั้น"
"อ๋อเหรอคะ รุ่นน้องที่มองด้วยสายตาหวานหยาดเยิ้มซะขนาดนั้น ถ้าไม่บอกว่ารุ่นน้อง ฉันนึกว่าภรรยาหลวงมาตามสามีกลับบ้านซะอีกนะเนี่ย" รันภัทรยังคงลอยหน้าลอยตากัดไม่ปล่อย แม้จะมองไม่เห็นใบหน้าของอีกฝ่ายในความมืด แต่เขาก็สัมผัสได้ถึงไอความหงุดหงิดที่แผ่ออกมาจากตัวเซนจิ
"รันภัทร!" เซนจิหมดความอดทน มือหนาเลื่อนขึ้นจับไหล่บางทั้งสองข้างแล้วดันร่างเล็กให้ถอยหลังจนแผ่นหลังชนเข้ากับผนังห้องเย็นเฉียบ ก่อนที่ร่างสูงจะก้าวตามเข้าไปประชิด จนพื้นที่ระหว่างเขาทั้งสองแทบไม่เหลือช่องว่าง
ความมืดมิดรอบกายทำให้ประสาทสัมผัสส่วนอื่นๆ เด่นชัดขึ้นเป็นทวีคูณ รันภัทรรับรู้ได้ถึงไออุ่นจากร่างกายของสถาปนิกหนุ่มที่แผ่ซ่านเข้ามาในความเย็นของห้องโถง เสียงหัวใจของอีกฝ่ายที่เต้นตึ้กตั๊กอยู่ใกล้แค่เอื้อม ทำให้คำพูดทั้งหมดที่เตรียมจะเถียงติดอยู่แค่ลำคอ
"หึงเหรอครับ..." เสียงกระซิบพร่าต่ำดังขึ้นชิดริมใบหู น้ำเสียงนั้นเจือความกรุ่นโกรธปนความขบขันจางๆ
"ใคร... ใครหึงคุณ อย่ามาหลงตัวเองหน่อยเลยเซนจิ" รันภัทรเถียงเสียงแข็ง ทว่าน้ำเสียงกลับสั่นพร่าอย่างน่าประหลาด ยิ่งเมื่อฝ่ามืออุ่นจัดของอีกฝ่ายเลื่อนขึ้นมาสัมผัสกรอบหน้าเรียวเบาๆ ปลายนิ้วโป้งเกลี่ยเบาๆ ที่พวงแก้มเนียนอย่างลืมตัว สมองของเขาก็พลانขาวโพลนไปหมด
"ปากแข็งชะมัด..." เซนจิพึมพำเบาๆ ในลำคอ ปลายจมูกโด่งคมกดลงมาคลอเคลียข้างแก้มเนียนอย่างถือวิสาสะ กลิ่นกายหอมหวานและสัมผัสแนบชิดในคืนที่ไร้แสงไฟ ทำให้กฎทุกข้อที่เซนจิเคยตั้งไว้เพื่อรักษาระยะห่างพังทลายลงราบคาบ
"เซน... อื้อ..."
คำประท้วงที่เหลือถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่อริมฝีปากอุ่นร้อนทาบทับลงมาบด ริมฝีปากของเซนจิไม่ได้รุนแรงหรือป่าเถื่อน แต่มันเต็มไปด้วยความโหยหาและความดึงดันที่ทำเอาคนปากเก่งอย่างรันภัทรสมองหมุนคว้าง สัญชาตญาณการป้องกันตัวหายวับไปกับตา ร่างกายและจิตใจคล้ายถูกสูบเอาแรงไปจนหมดสิ้น มือเรียวที่เคยพยายามผลักไส เปลี่ยนเป็นกำเสื้อเชิร์ตด้านหน้าของอีกฝ่ายแน่นเพื่อพยุงตัวไม่ให้ทรุดลงไปกองกับพื้น
รสจูบที่เนินนานและลึกซึ้งท่ามกลางความมืดมิด ดึงเอาความรู้สึกซ่อนเร้นที่ทั้งคู่ต่างเก็บงำไว้ออกมาเปิดเผย กฎของความเป็นรูมเมต กฎของความเป็นเพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่กำแพงความเย่อหยิ่งของคนทั้งคู่ ถูกลบเลือนหายไปทีละนิดด้วยความอบอุ่นจากอ้อมกอดที่โอบประคองกันไว้
เซนจิถอนริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง ปล่อยให้รันภัทรได้หอบหายใจโกยกอบโกยอากาศเข้าปอด ใบหน้าเนียนแดงก่ำในความสลัว แม้จะมองไม่เห็นชัดเจน แต่ดวงตาคู่สวยที่ฉ่ำน้ำด้วยพิษจูบก็ทำให้เซนจิแทบคลั่ง
"ทีนี้... ยังจะกล้าไล่ให้ฉันไปสนใจคนอื่นอีกไหมครับ" เสียงกระซิบแหบพร่าเอ่ยชิดริมฝีปากที่ยังคงบวมเจ่อ
รันภัทรเม้มปากแน่น หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ความดื้อดึงถูกแทนที่ด้วยความเขินอายจนพูดไม่ออก แต่ทว่า... ก่อนที่รันภัทรจะได้เอ่ยปากตอบโต้อะไรกลับไป
*แกร๊ก...*
เสียงไขกุญแจประตูกระจกบานเลื่อนระเบียงด้านนอกดังขึ้นแผ่วเบา พร้อมกับแสงไฟฉายสว่างวาบสาดส่องเข้ามาภายในห้องรับแขก ร่างสูงโปรดของบุคคลที่สามก้าวเข้ามาพร้อมกับถุงกระดาษแบรนด์ดังในมือ โดยไม่มีใครคาดคิดมาก่อน
"พี่เซนคะ พอดีรินลืม... เอ๊ะ! นี่พวกพี่..."
เซนจิและรันภัทรชะงักค้างในท่าทางที่แนบชิดสนิทแนบ รันภัทรเบิกตากว้างเมื่อเห็นใบหน้าของคนที่เพิ่งก้าวเข้ามาอย่างชัดเจนภายใต้แสงไฟฉาย
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ ผลิบานของพวกเขานะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
ห้องนี้มีเด็กดื้อเป็นรูมเมต•ตอนที่ 14
เส้นกั้นที่ถูกลบเลือน
ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ห้องนี้มีเด็กดื้อเป็นรูมเมต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!