"ถ้าคุณยังผัดไข่ด้วยความเร็วระดับพายุโซนร้อนแบบนั้น รันภัทร... พรุ่งนี้เราคงได้กินไข่เจียวไหม้เกรียมเป็นถ่าน ไม่ใช่ข้าวห่อไข่ละมุนลิ้นที่ยืนเถียงฉันอยู่เมื่อกี้หรอกนะคะ"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือแววระอุนิดๆ ดังขึ้นชิดริมใบหู พร้อมกับฝ่ามือใหญ่ของเซนที่เอื้อมซ้อนทับลงบนหลังมือของฉัน แนบสนิทผ่านไออุ่นจากด้ามตะหลิวไม้ น้ำหนักที่กดทับลงมาอย่างมั่น
คงทำให้จังหวะการหายใจของฉันสะดุดไปวูบหนึ่ง กลิ่นสะอาดเจือจางประจำตัวของสถาปนิกหนุ่ม—กลิ่นกระดาษไขและสบู่แฮนด์เมดกลิ่นมิตซูบิชิ—โอบล้อมรอบตัวจนแทบแทรกซึมเข้าไปในเนื้อผ้ากันเปื้อนลายแมวอ้วนที่ฉันเพิ่งสวม
ฉันเหลือบตามองค้อนคนตัวสูงกว่าที่จงใจยืนซ้อนหลังเบียดชิดจนแผ่นหลังของฉันแนบติดกับอกแกร่ง
"ก็บอกแล้วไงว่าผมถนัดงานดีไซน์โครงสร้าง ไม่ใช่เชฟกระทะเหล็ก! ถ้ามันยากนัก คุณก็ปล่อยให้ผมสั่งราเม็งแช่แข็งเหมือนเดิมสิคะ เซนจิ" ฉันเชิดหน้าเถียงกลับทันควัน ดวงตากลมโตหันไปจิกกัดคนปากร้ายที่ชอบทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของพื้นที่ในครัว แต่ริมฝีปากกลับเม้มเข้าหากันเล็กน้อยเพื่อซ่อนรอยยิ้มที่เกือบจะหลุดออกมา
ให้ตายสิ... ผู้ชายอะไร ปากบอกว่าไม่อยากยุ่งยาก แต่พอบ่นเสร็จก็ยอมสวมผ้ากันเปื้อนสีครีม ยืนประกบหลังสอนทีละขั้นตอนด้วยความอดทนสูงเสียดฟ้าแบบนี้ มันชวนให้หัวใจเต้นผิดจังหวะจนควบคุมไม่ได้เลยจริงๆ
"สั่งราเม็งแช่แข็งกินทุกวัน ไตคุณคงพังก่อนจะได้ส่งแบบโปรเจกต์ใหม่พอดีค่ะ รัน" เซนถอนหายใจเบาๆ ลมหายใจอุ่นที่เป่ารดต้นคอทำให้ขนอ่อนลุกชันไปหมด
เขาย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อให้ระดับสายตาอยู่ในระนาบเดียวกับกระทะเทฟลอนเคลือบเซรามิก ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะนิ่งขรึมและเต็มไปด้วยความเนี้ยบยามอยู่ในโหมดสถาปนิก ตอนนี้กลับผ่อนคลายลง ดวงตาคมกริบมองสำรวจส่วนผสมในกระทะด้วยความใส่ใจ ก่อนจะขยับมือของฉันให้เอียงองศาตะหลิวใหม่
"จับแบบนี้... ผ่อนคลายข้อมือลงหน่อย อย่าเกร็งเหมือนจะไปออกรบ ข้าวห่อไข่มันต้องการความนุ่มนวล ไม่ใช่ความแค้นสะสมจากลูกค้าแก้แบบสามรอบนะรัน"
คำหยอกเย้าหน้าตายแต่แฝงความเอ็นดูนั้นทำเอาฉันหมั่นไส้จนอยากจะเอาด้ามตะหลิวเคาะหัวกบาลคนพูดสักที แต่ติดที่ว่าตอนนี้มือของฉันถูกมือหนาของเขากอบกุมไว้อยู่ ขยับไปไหนก็ไม่ได้นอกจากปล่อยให้เขาพาทำตามจังหวะที่เขานำ
บรรยากาศในห้องครัวยามค่ำคืนเงียบสงบ มีเพียงเสียงน้ำมันเดือดเบาๆ ในกระทะและเสียงหัวใจที่เต้นโครมครามจนดังแข่งกับเสียงเครื่องดูดควัน แสงไฟสีส้มอบอุ่นจากโคมไฟดีไซน์มินิมอลสาดส่องลงมาทาบทับเงาของพวกเราสองคนให้ซ้อนทับกันเป็นหนึ่งเดียว บนเคาน์เตอร์ครัวหินอ่อนมีถ้วยข้าวญี่ปุ่นร้อนฉุย ชามไข่ไก่สดสีนวล และซอสมะเขือเทศที่ถูกบีบตกแต่งไว้อย่างประณีตโดยฝีมือของคนตัวสูงที่แอบกระซิบสั่งเมื่อครู่
"มองอะไรคะ หน้าฉันมีซอสมะเขือเทศติดอยู่หรือไง" เซนถามเสียงนุ่ม สายตาคมเลื่อนจากกระทะขึ้นมาสบตากันผ่านกระจกเงาบานใหญ่ตรงผนังห้องครัว
"เปล่า... แค่กำลังคิดว่า คุณนี่มันเซียนเรื่องบ่นจริงๆ ต่างหาก" ฉันตอบเสียงอุบอิบ พยายามเบนสายตาหนีประกับความอบอุ่นในดวงตาคู่นั้นที่ทรงพลังเกินกว่าจะจ้องนานๆ
"แต่ 'เซียนบ่น' คนนี้กำลังยืนสอนคุณทำอาหารมื้อดึกอยู่นะคะ" เซนหัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นสะเทือนผ่านแผ่นหลังของฉันจนรู้สึกได้ชัดเจน มือใหญ่ที่กุมมือฉันอยู่ค่อยๆ บรรจงตวัดข้อมือพลิกไข่ในกระทะอย่างคล่องแคล่ว แผ่นไข่สีเหลืองนวลฟูฟ่องค่อยๆ ม้วนตัวลงห่อหุ้มข้าวผัดซอสด้านในอย่างสมบูรณ์แบบ ราวกับงานศิลปะชิ้นเอกที่ผ่านการคำนวณสัดส่วนมาอย่างแม่นยำสมกับเป็นสถาปนิกมือหนึ่ง
กลิ่นหอมกรุ่นของเนยสดและไข่เจียวนุ่มๆ ลอยฟุ้งกระจายไปทั่วห้องนั่งเล่น ชวนให้ท้องร้องโครกครากยิ่งกว่าเดิม เซนปิดเตาแก๊ส ก่อนจะค่อยๆ คลายมือออกอย่างอ้อยอิ่ง เขายกจานกระเบื้องสีขาวลายครามขึ้นมาจัดวางข้าวห่อไข่หน้าตาน่ากินลงไปอย่างประณีต ราดซอสมะเขือเทศแต่งแต้มเป็นลวดลายหัวใจเบี้ยวๆ ที่ดูไม่ค่อยเข้ากับมาดนิ่งๆ ของเจ้าตัวสักเท่าไร
ฉันลอบมองภาพนั้นแล้วเผลอยิ้มออกมาบางๆ ความเหนื่อยล้าจากการแก้แบบแปลนตึกสูงสามสัปดาห์เต็มราวกับถูกปัดเป่าหายไปในพริบตา เหลือเพียงความอุ่นวาบที่แผ่ซ่านอยู่ในอก
"อ่ะ เสร็จแล้ว... เชฟรันภัทรผู้เก่งกาจ" เซนวางจานลงบนโต๊ะอาหารไม้โอ๊คตัวเล็กริมหน้าต่างกระจกบานใหญ่ ด้านนอกคือทัศนียภาพยามค่ำคืนของมหานครที่ประดับประดาด้วยแสงไฟระยิบระยับราวกับดวงดาวบนพื้นดิน เขาเลื่อนเก้าอี้ออกให้ฉันนั่งด้วยความเคยชิน
ฉันหยิบคู่ตะเกียบขึ้นมาเตรียมจะจัดการ แต่ไม่วายเงยหน้าขึ้นไปแซวคนตัวสูงที่ยืนกอดอกพิงเคาน์เตอร์มองมาทางนี้
"แล้วของคุณล่ะ ไม่กินด้วยกันเหรอคะ หรือว่ากลัวอ้วนตอนดึก?"
เซนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เดินเข้ามาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ร่างสูงโปร่งโน้มตัวเข้าหาโต๊ะเล็กน้อย ดวงตาคมกริบพราวระยับด้วยประกายความอบอุ่นที่นานๆ ครั้งจะได้เห็น
"ฉันไม่ได้กลัวอ้วนหรอกค่ะ..." น้ำเสียงของเขาเบาลงเล็กน้อย ทว่าชัดเจนก้องกังวานอยู่ในความเงียบงัน "แต่ฉันแค่อิ่ม... ตั้งแต่เห็นคุณตั้งใจทำหน้ามุ่ยใส่กระทะใบนั้นแล้วล่ะค่ะ"
ให้ตายเถอะ... ผู้ชายคนนี้ชักจะอันตรายต่อสุขภาพจิตของฉันเกินไปแล้วนะ!
ฉันรู้สึกได้ถึงความร้อนที่พุ่งขึ้นมารวมกันบนใบหน้าจนต้องรีบก้มหน้าลงงับข้าวห่อไข่คำโตเข้าปากเพื่อกลบเกลื่อนอาการเขินอาย รสชาติละมุนลิ้นของไข่นุ่มๆ ผสมกับข้าวผัดซอสรสกลมกล่อมกระจายไปทั่วปาก อร่อยจนแทบไม่อยากเชื่อว่าเป็นฝีมือตัวเองที่มีเซนคอยประคองมือทำ
"อร่อยไหมคะ?" เสียงนุ่มเอ่ยถามชิดใกล้ พร้อมกับนิ้วเรียวที่เอื้อมมาเช็ดคราบซอสมะเขือเทศที่เลรอะมุมปากให้อย่างเบามือ
สัมผัสแผ่วเบานั้นหยุดลมหายใจของฉันไปชั่วขณะ ดวงตาของเราประสานกันในระยะประชิด ความเงียบงันก่อตัวขึ้นรอบกาย ทว่ากลับอบอวลไปด้วยแรงดึงดูดบางอย่างที่รุนแรงและลึกซึ้งเกินกว่าจะต้านทาน
ติณ... ติณ... ติณ!
เสียงกริ่งหน้าห้องพักดังขึ้นทำลายบรรยากาศหวานละมุนลงในเสี้ยววินาที เซนชะงักมือเล็กน้อย ดวงตาคมเข้มฉายแววหงุดหงิดระคนไม่สบอารมณ์อย่างชัดเจนเมื่อความเป็นส่วนตัวถูกรบกวนยามวิกาล
ฉันกะพริบตาปริบๆ เตรียมจะลุกขึ้นไปดู แต่เซนกลับเอื้อมมือมาแตบไหล่ฉันเบาๆ เป็นเชิงห้าม สีหน้าของเขากลับมาเรียบตึงและเย็นชาดังเดิม ทว่าแววตากลับซ่อนความระแวงบางอย่างไว้
"นั่งอยู่นี่..." เซนเอ่ยเสียงต่ำ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วก้าวเท้าเดินไปยังประตูห้องโถงช้าๆ
ฉันมองตามแผ่นหลังกว้างนั้นด้วยความสงสัยระคนแปลกใจ ดึกดื่นป่านนี้ ใครกันนะที่มาเคาะห้อง... หรือจะเป็นปมปัญหาเก่าที่ยังสะสางไม่จบจากโปรเจกต์ก่อนหน้านี้?
เซนเอื้อมมือเปิดประตูห้องออกกว้าง เผยให้เห็นร่างโปร่งบางของใครบางคนที่ยืนอยู่หน้าห้อง พร้อมกับรอยยิ้มคุ้นเคยที่ทำให้ลมหายใจของฉันสะดุดกึกทันทีที่เห็นหน้า
"สวัสดีค่ะ เซน... ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ คิดถึงฉันบ้างไหมคะ?"
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะเวียนมาเติมความหวานละมุนและร่วมลุ้นไปกับความสัมพันธ์ของพวกเขานะคะ
ห้องนี้มีเด็กดื้อเป็นรูมเมต•ตอนที่ 13
สูตรอาหารลับกระชับความสัมพันธ์
ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ห้องนี้มีเด็กดื้อเป็นรูมเมต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!