“คุณแม่คะ... เรื่องนั้น รันไม่เกี่ยวหรอกค่ะ เป็นความรับผิดชอบของเซนจิเองทั้งหมด”
น้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่นของเซนจิดังแทรกขึ้นกลางความเงียบอันน่าอึดอัดภายในห้องรับแขกสไตล์ญี่ปุ่นร่วมสมัย กลิ่นหอมจางๆ ของชาเขียวมัทฉะเกรดพรีเมียมที่ชงร้อนกรุ่นลอยอวลอยู่ในอากาศ ตัดกับบรรยากาศตึงเครียดที่กดทับจนแทบหายใจไม่ออก รันภัทรที่นั่งตัวเกร็งอยู่บนเบาะรองนั่งโซฟาฝั่งตรงข้ามลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ดวงตากลมโตฉายแววไม่ยอมคน แม้ว่าตรงหน้าจะเป็นมารดาผู้ให้กำเนิดของสถาปนิกหนุ่มจอมเนี๊ยบที่ทรงอิทธิพลต่อความรู้สึกของเขามากแค่ไหนก็ตาม
คุณหญิงมยุราปรายตามองบุตรชายด้วยแววตานิ่งสนิท ก่อนจะยกถ้วยเซรามิกเคลือบขึ้นจิบน้อยๆ ท่วงท่าสง่างามไร้ที่ติสมกับเป็นผู้ดีเก่า “แม่ไม่ได้มาเพื่อหาเรื่องใคร เซนจิ... แต่ในฐานะคนเป็นแม่ แม่มีสิทธิ์ที่จะปกป้องลูกชายของตัวเอง และในเมื่อหนูรันเข้ามามีส่วนร่วมในชีวิตของลูก จนทำให้บ้านที่เคยสงบต้องปั่นป่วน แม่ก็ย่อมมีสิทธิ์ที่จะพูดความจริง”
“คุณแม่ครับ!” เซนจิขมวดคิ้วแน่น สันกรามคมขบเข้าหากันจนขึ้นสันนูน ความนิ่งขรึมที่เคยมีพังทลายลงในชั่วพริบตาเมื่อเห็นรันภัทรเม้มริมฝีปากแน่นจนซีดเซียว ร่างสูงขยับตัวลุกขึ้นยืนบังร่างโปร่งของรูมเมตจำเป็นไว้ครึ่งหนึ่งโดยสัญชาตญาณ “ถ้าจะต่อว่า... เชิญลงที่ผมคนเดียวครับ รันไม่ได้ทำอะไรผิด”
รันภัทรเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังกว้างที่แผ่ไอความปกป้องออกมาอย่างชัดเจน หัวใจที่เคยด้านชาและพยายามสร้างกำแพงหนาเตอะเพื่อปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวด ค่อยๆ ถูกความอบอุ่นนี้กราะเทาะจนร้าวราน รันยื่นมือเรียวไปดึงชายเสื้อเชิ้ตสีเข้มของเซนจิเบาๆ เป็นเชิงปราม ก่อนจะลุกขึ้นยืนเคียงข้างกันอย่างไม่เกรงกลัว
“ขอโทษนะคะคุณแม่... ถ้าการที่รันเข้ามาอยู่ในห้องนี้ ทำให้คุณแม่รู้สึกว่ามันคือความวุ่นวาย” รันภัทรเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าชัดถ้อยชัดคำ ดวงตาสบประสานกับมารดาของเซนจิอย่างตรงไปตรงมา ไม่หลบตา “แต่รันกล้าพูดตรงนี้เลยว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้น... ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความขัดแย้ง หรือแม้แต่ความผูกพันที่มันเกิดขึ้นระหว่างเราสองคน มันเป็นเรื่องของคนสองคนจริงๆ ค่ะ ไม่มีใครบังคับใคร และไม่มีใครเข้ามาเพื่อทำลายใครทั้งนั้น”
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ คุณหญิงมยุรามองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา ร่องรอยความประหลาดใจฉายชัดขึ้นในดวงตาทรงอำนาจนั้น ก่อนที่มุมปากอิ่มจะยกยิ้มขึ้นบางๆ อย่างนึกขันระคนยอมรับ
“ปากเก่งเสียจริงสมกับที่ตาเซนมันเพ้อถึงไม่เว้นแต่ละวัน” คุณหญิงมยุราถอนหายใจยาว วางถ้วยแบล็กลงบนโต๊ะเสียงดังกระทบเบาๆ “แม่ก็แค่อยากรู้ว่า เด็กดื้อที่ทำให้สถาปนิกผู้เย่อหยิ่งยอมสยบได้เนี่ย จะมีดีแค่ไหนเชียว... เอาล่ะ ในเมื่อพวกเธอจับมือกันแน่นขนาดนี้แล้ว แม่ก็คงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องขัดขวางอีก”
สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศรอบตัวก็คลายความอึดอัดลงในทันที เซนจิพ่นลมหายใจออกมาพรืดใหญ่ มือหนาเอื้อมไปคว้ามือเรียวของรันภัทรมาบีบไว้แน่นโดยไม่แคร์สายตาผู้เป็นแม่ รันหน้าแดงซ่านด้วยความเขินอาย รีบชักมือออกแต่เซนจิกลับยิ่งกระชับแน่นขึ้นกว่าเดิม
ครั้นเมื่อผู้เป็นแม่ขอตัวเดินทางกลับปล่อยให้ห้องกลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง ประตูห้องชุดสุดหรูหราก็ปิดลงพร้อมกับเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ของรันภัทร ร่างโปร่งทิ้งตัวลงนั่งแผ่หลาบนโซฟานุ่มด้วยความอ่อนระอา
“ให้ตายเถอะเซนจิ! ทำไมไม่บอกก่อนว่าคุณแม่จะมาจู่โจมแบบนี้ หัวใจฉันเกือบวายไปอยู่ที่ตาตุ่มรู้ไหม” รันบ่นอุบอิ้ง พลางยกมือขึ้นพัดใบหน้าร้อนผ่าวของตัวเอง
เซนจิเดินตามมาทิ้งตัวลงนั่งเคียงข้าง ไหล่กว้างแนบชิดกับลาดไหล่บาง ดวงตาคมกริบมองสำรวจใบหน้าเนียนที่รั้นขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากความนิ่งขรึมกลายเป็นความอ่อนโยนละมุนละไมที่หาดูได้ยาก
“ก็ถ้าบอกก่อน... เธอก็จะหนีฉันไปนอนห้องเพื่อนอีกน่ะสิ” เซนจิเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ ปลายจมูกโด่งคลอเคลียอยู่แถวขมับชื้นเหงื่อของอีกฝ่ายอย่างถือวิสาสะ
“ใครหนี! ฉันแค่... หลบหน้าคนปากเสียแถวนี้ต่างหากเล่า” รันเบี่ยงหน้าหนี พยายามดันอกแกร่งออกห่าง แต่มีหรือที่แรงของสถาปนิกฟรีแลนซ์ร่างโปร่งจะสู้แรงสถาปนิกหนุ่มสายออกกำลังกายได้ เซนจิรวบเอวบางเข้ามาประชิดตัวทีเดียว ร่างของรันก็เซเข้าไปซบลงบนอกแกร่งพอดิบพอดี
กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับกลิ่นกายสะอาดๆ ของเซนจิ ทำให้รันใจเต้นรำไม่เป็นจังหวะ มือหนาข้างหนึ่งเลื่อนขึ้นมาสัมผัสแก้มเนียนแผ่วเบา นิ้วโป้งเกลี่ยไล้พวงแก้มใสอย่างทะนุถนอม ราวกับกลัวว่าหากออกแรงมากกว่านี้คนตรงหน้าจะแตกสลายคามือ
“หายงอนฉันหรือยัง... รันภัทร” เสียงทุ้มกระซิบชิดริมใบหู ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอจนรันต้องหดคอหนีด้วยความจั๊กจี้
“ใครบอกว่าฉันงอน... ฉันแค่รำคาญนายต่างหาก” รันยังคงปากแข็ง ดวงตากลมโตช้อนขึ้นมองค้อนอย่างน่ารักน่าชัง ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันเล็กน้อยอย่างคนฟอร์มจัด
“ปากแข็งจริงนะเด็กคนนี้” เซนจิหัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นสะเทือนผ่านหน้าอกจนรันสัมผัสได้ “ถ้าริมฝีปากนี้มันยังดื้อไม่ยอมรับความจริง... ฉันคงต้องใช้สิทธิ์ของรูมเมตจัดการปิดปากซะหน่อยแล้วมั้ง”
“อื้อ! นายจะ...!”
ยังไม่ทันที่รันจะได้ต่อว่าประโยคถัดไป ริมฝีปากอุ่นจัดก็ทาบทับลงมาปิดกั้นคำพูดทั้งหมดไว้ รสจูบในครานี้ไม่ได้เร่าร้อนรุนแรงเหมือนครั้งก่อนๆ หากแต่เต็มไปด้วยความโหยหา ความอ่อนโยน และความรู้สึกผิดที่อัดแน่นอยู่ในใจ เซนจิขบเม้มริมฝีปากอิ่มแผ่วเบา ราวกับเป็นการลงโทษคนดื้อรั้น ก่อนจะสอดแทรกความหวานล้ำเข้าไปกวาดต้อนความหอมหวานภายในโพรงปาก รันสะท้านเฮือก มือเรียวจิกกำเสื้อเชิ้ตของอีกฝ่ายแน่นเพื่อพยุงร่างตัวเองไม่ให้ทรุดฮวบลงไป ความตึงเครียดตลอดหลายวันที่ผ่านมามลายหายไปสิ้นในวินาทีนี้ เหลือเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรัวเป็นจังหวะเดียวกัน
เนิ่นนานกว่าเซนจิจะยอมผละริมฝีปากออกอย่างเสียดาย ปล่อยให้รันภัทรได้กอบโกยอากาศเข้าปอด ใบหน้าหวานแดงก่ำ หอบหายใจถี่กระชั้น ดวงตาฉ่ำน้ำคลอไปด้วยหยาดใสบางๆ จากอารมณ์วาบหวามที่ถูกปลุกเร้า
เซนจิใช้ปลายนิ้วเกลี่ยเช็ดคราบความชื้นที่มุมปากให้อย่างเบามือ สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยประกายความรักที่เอ่อล้นจนปิดไม่มิด
“คืนดีกันนะ... รัน” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยแผ่วเบา ทว่าจริงจังและมั่นคง “ฉันขอโทษสำหรับทุกเรื่องที่ผ่านมา ต่อไปนี้... จะไม่มีวันปล่อยให้เธอต้องรู้สึกเคว้งคว้างคนเดียวอีกแล้ว สัญญา”
รันกะพริบตาปริบๆ มองลึกเข้าไปในดวงตาคมคู่doesนั้น หัวใจที่เคยมีกำแพงหนาบัดนี้พังทลายลงราบคาบ ไม่เหลือพื้นที่ให้ความหวาดระแวงใดๆ อีกต่อไป รันยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่จริงใจและงดงามที่สุดเท่าที่เซนจิเคยได้รับมาตลอดชีวิต
“นายมันบ้าที่สุดเลย... เซนจิ” รันพึมพำเสียงเบา ก่อนจะขยับตัวขึ้นคล้องคอชายหนุ่ม หลับตาลงแล้วกดริมฝีปากประทับลงบนแก้มสากอย่างหมั่นไส้ “...แต่ก็นั่นแหละ ฉันก็ยอมคืนดีด้วยก็ได้... นายจะได้เลิกทำหน้าเป็นหมาหงอยสักที”
เสียงหัวเราะทุ้มนุ่มดังขึ้นในลำคอกับความปากแข็งที่น่ารักน่าเอ็นดูนี้ เซนจิรวบร่างโปร่งเข้ามากอดแนบอกแน่น ฝังใบหน้าลงกับลาดไหล่เนียนสูดดมความหอมกรุ่นเข้าปอดลึกๆ ความสุขที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้งอบอวลไปทั่วห้องชุดหรูในค่ำคืนนี้
บรรยากาศกำลังหวานชื่นและเต็มไปด้วยหยาดหยดแห่งความเข้าใจ ทว่าในขณะที่ทั้งคู่กำลังผสานสายากันด้วยความรักและความอบอุ่นอยู่นั้น...
กริ๊งงงงงง!
เสียงกริ่งหน้าประตูดังขึ้นทำลายความเงียบยามค่ำคืนอย่างกะทันหัน รันสะดุ้งเล็กน้อยผละออกจากอ้อมแขนกว้างด้วยความงุนงง ส่วนเซนจิขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่สบอารมณ์ที่มีคนมารบกวนเวลาส่วน The Time ของพวกเขา
เซนจิถอนหายใจยาวอย่างหัวเสีย ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปที่ประตูเพื่อดูผ่านจอมอนิเตอร์ว่าใครคือผู้มาเยือนยามวิกาลเช่นนี้ ทว่าทันทีที่ดวงตาคมกริบกวาดมองภาพบนจอภาพ ร่างสูงก็ชะงักกึก สันกรามขบเข้าหากันแน่นขึ้น ใบหน้าที่เคยผ่อนคลายกลับมาเคร่งขريดลงในพริบตาเดียว
“เซนจิ? ใครมาดึกดื่นป่านนี้เนี่ย” รันเดินตามมาสมทบ เอ่ยถามด้วยความสงสัย
เซนจิหันกลับมามองหน้าคนตัวเล็กด้วยแววตาที่สั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยชื่อบุคคลที่ยืนรออยู่หน้าประตูด้วยน้ำเสียงที่ทำให้รันต้องช็อกค้างเติ่ง
“พี่ชายฉัน... คนที่ฉันเกลียดที่สุด กลับมาแล้ว”
--------------------------------------------------
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างความรักของเซนกับรันมาจนถึงตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะคะ!
ห้องนี้มีเด็กดื้อเป็นรูมเมต•ตอนที่ 22
คืนดีกันแบบหวานหยด
ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ห้องนี้มีเด็กดื้อเป็นรูมเมต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!