"ถ้าคุณคิดว่าการกลับมาแบบไร้หัวคิด แล้วจะทำให้ทุกอย่างกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้... ธันวา คุณคงประเมินสมองตัวเองสูงเกินไปหน่อยแล้วล่ะค่ะ"
น้ำเสียงของวินทร์ไม่ได้สั่นไหวอย่างที่ใครบางคนคาดคิด แม้ว่าแผ่นหลังของเขาจะแนบชิดอยู่กับแผงอกกว้างของคิรินที่ก้าวเข้ามาประชิดตัวเพื่อบังร่างของเขาไว้โดยสัญชาตญาณก็ตาม ความเงียบงันที่เข้าปกคลุมห้องสตูดิโออพาร์ตเมนต์ในยามวิกาลนั้นหนักหน่วงเสียจนแทบจะได้ยินเสียงเข็มนาฬิกาเดินถอยหลัง ธันวาในชุดสูทสีเข้มที่ยับย่นเล็กน้อยจากการเดินทาง ยืนอยู่เบื้องหน้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งความรู้สึกผิด ความโหยหา และความถือดีที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในฐานะ 'อดีต' ที่ถูกฝังกลบไปแล้ว
คิรินไม่พูดอะไรสักคำ นัยน์ตาสีเข้มคมกริบของสถาปนิกหนุ่มจับจ้องผู้มาเยือนด้วยรังสีความเย็นชาที่แผ่ซ่านออกมาจนอุณหภูมิรอบตัวลดฮวบ มือหนาที่วางอยู่บนบ่าของวินทร์ไม่ได้ละออกไปไหน มีแต่จะกระชับแน่นขึ้นเล็กน้อย ราวกับเป็นการประกาศอาณาเขตทางอ้อมว่า คนๆ นี้ในตอนนี้... ไม่ใช่พื้นที่สาธารณะที่ใครอยากจะเข้ามาเหยียบย่ำซ้ำสองอีกแล้ว
"วิน... ผมขอคุยกับคุณเป็นการส่วนตัวได้ไหมครับ" ธันวาเอ่ยขึ้น เสียงทุ้มนั้นสั่นพร่าเล็กน้อย สายตาคมกวาดมองมือของคิรินที่แตะอยู่บนตัววินทร์ด้วยความไม่พอใจที่พยายามเก็บซ่อนไว้อย่างยากลำบาก
"ไม่มีอะไรต้องคุยค่ะ และที่นี่ก็ไม่ใช่โรงแรมร้อยชั้นที่คุณจะเดินเข้ามาตอนไหนก็ได้" วินทร์แค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตากลมโตฉายแววเย้ยหยันชัดเจน "เชิญกลับไปทางที่คุณมาเถอะค่ะ ก่อนที่ฉันจะแจ้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้มาหามคุณออกไป"
สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศก็ตึงเครียดขึ้นจนถึงขีดสุด แต่ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายไปมากกว่านั้น คิรินก็ขยับตัวก้าวขึ้นมาบังร่างของนักเขียนบทหนุ่มไว้จนมิด พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่น่าเกรงขาม
"ได้ยินที่เจ้าของห้องเขาพูดแล้วใช่ไหมครับ? เชิญ"
ธันวากัดฟันกรอด ส่งสายตาอาฆาตมาที่คิรินแวบหนึ่ง ก่อนจะจำใจหมุนตัวเดินกลับออกไปพร้อมกับเสียงปิดประตูที่ดังสนั่นก้องห้อง
ปัง!
ความเงียบสงบกลับคืนมาอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความเงียบที่ผ่อนคลาย วินทร์ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ร่างกายที่เคยตั้งกำแพงแข็งกร้าวเมื่อครู่ราวกับทรุดฮวบลงเล็กน้อย แต่เขาก็ยังคงฟอร์มจัดด้วยการปัดเสื้อผ้าตัวเองเบาๆ ทั้งที่มือเรียวเริ่มเย็นเฉียบ
"เก่งนักนะ" เสียงทุ้มต่ำของคิรินดังขึ้นเหนือศีรษะ เมื่อเจ้าตัวก้มลงมองคนปากเก่งที่ยังยืนพิงอกเขาอยู่
"ก็ไม่ได้อยากอ่อนแให้ใครเห็นนี่คะ โดยเฉพาะคุณสถาปนิกหน้าตาย" วินทร์เงยหน้าขึ้นเถียงทันควัน แม้ว่าหัวใจดวงน้อยจะยังเต้นโครมครามจากเหตุการณ์เมื่อครู่ก็ตาม "ขอบคุณค่ะ... ที่ช่วยกันไว้เมื่อกี้"
คิรินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาสีเข้มพินิจพิเคราะห์ใบเนียนที่เชิดขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้ ก่อนมุมปากหยักจะยกยิ้มขึ้นบางเบา เป็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่ง "ผมไม่ได้ช่วยคุณเพราะความสงสารหรอกนะครับ วินทร์... แต่เพราะผมรำคาญเสียงโวยวายของคุณต่างหาก ถ้าคุณเป็นอะไรไป งานบทละครที่เราต้องแก้ด้วยกันคงล่มพอดี"
"ปากเสีย..." วินทร์เบะปากใส่ ทว่าใบหูกลับขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างปิดไม่มิด "ไหนบอกว่าจะไม่กวนประสาทกันไงคะ"
"ผมพูดความจริงต่างหาก เลิกเพ้อเจ้อแล้วไปนั่งทำงานต่อได้แล้วครับ โปรเจกต์รีโนเวทห้องสมุดชุมชนกับบทซีรีส์ของคุณ ไม่ได้เสร็จได้ด้วยการยืนเถียงกับผมตรงนี้นะ"
คิรินผละตัวออกไปหยิบแท็บเล็ตบนโต๊ะทำงานด้วยท่าทีเรียบเฉย แต่หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่าจังหวะการก้าวเดินของเขานั้นผ่อนคลายลงกว่าเดิมมาก การเผชิญหน้ากับอดีตคนรักของวินทร์เมื่อครู่ แทนที่จะทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่สั่นคลอน กลับกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาบางอย่างที่ทำให้กำแพงน้ำแข็งในใจของสถาปนิกหนุ่มพังทลายลงทีละน้อย เหลือเพียงพื้นที่ความไว้วางใจที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ
ตลอดทั้งคืนนั้น ห้องสตูดิโอขนาดกะทัดรัดไม่ได้ยินเสียงทะเลาะเบาะแว้งเหมือนเช่นเคย มีเพียงเสียงเคาะแป้นพิมพ์สลับกับเสียงกระซิบปรึกษาเรื่องงาน สถาปนิกหนุ่มร่างสูงคอยชี้จุดบกพร่องของโครงสร้างฉากในบทละคร ขณะที่นักเขียนบทตัวแสบก็คอยแย้งเรื่องฟังก์ชันการใช้งานของตัวละครอย่างเผ็ดร้อน เคมีที่เคยขัด
แย้ง บัดนี้กลับกลายเป็นการประสานงานกันอย่างลงตัวราวกับคู่หูมืออาชีพที่ผ่านสนามรบมาด้วยกัน
เวลาล่วงเลยไปจนกระทั่งเข็มนาฬิกาบอกเวลาตีสาม คิรินเงยหน้าขึ้นจากแปลนบ้านกองโต พบว่าคนปากเก่งที่นั่งเถียงเขาฉอดๆ เมื่อชั่วโมงก่อน ตอนนี้ฟุบหลับคาโต๊ะทำงานไปเสียแล้ว ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอทำให้ไหล่บางขยับขึ้นลงช้าๆ ใบหน้ายามหลับใหลไม่มีร่องรอยของความพยศ เหลือเพียงความอ่อนล้าที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้รอยยิ้มยียวนมาตลอด
สถาปนิกหนุ่มถอนหายใจออกมาเบาๆ ด้วยความเอ็นดู เขาเดินเข้าไปใกล้ร่างโปร่ง ช้อนตัวอุ้มขึ้นด้วยความระมัดระวังเพื่อย้ายไปนอนบนโซฟาตัวยาวที่ดีไซน์มาอย่างดี วินทร์ขยับตัวเล็กน้อยอย่างรำคาญ แต่ก็ยอมซุกใบหน้าเข้ากับแผงอกอุ่นตามสัญชาตญาณ มือหนาของคิรินเผลอยื่นไปปัดปอยผมที่ปรกหน้าผากเนียนออกให้อย่างเบามือ นัยน์ตาสีเข้มมองสำรวจใบหน้าหวานนั้นด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้งกว่าเดิม
วินทร์ไม่ใช่แค่ผู้ชายปากร้ายที่เข้ามาป่วนชีวิตเขาอีกต่อไปแล้ว... แต่เป็นคนที่เข้ามาปั่นป่วนหัวใจของเขาโดยที่เขาไม่ทันตั้งตัว
คิรินโน้มตัวลงตั้งใจจะห่มผ้าให้ แต่อยู่ๆ เปลือกตาของคนหลับก็ลืมขึ้นมาอย่างกะทันหัน ดวงตากลมโตฉายแววเจ้าเล่ห์เป็นประกายในความมืด ไม่มีเค้าความง่วงงันหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย
"แอบมองอะไรอยู่เหรอคะ คุณสถาปนิก... หรือว่าเริ่มตกหลุมรักคนปากเสียคนนี้เข้าแล้วจริงๆ" วินทร์กระซิบเสียงพร่า ริมฝีปากบางยกยิ้มยั่วเย้าโดยที่ใบหน้าอยู่ห่างกันเพียงคืบ ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดริมฝีปากของกันและกันจนคิรินชะงักค้าง
หัวใจของคิรินกระตุกวูบ สติที่เคยควบคุมได้เป็นอย่างดีพังทลายลงในเสี้ยววินาที
แต่ก่อนที่คิรินจะได้ทันเอ่ยคำพูดใดเพื่อแก้เก้อ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น... ก๊อก ก๊อก ก๊อก... สามครั้งติดๆ กันอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
วินทร์ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิด ขณะที่คิรินหันขวับไปมองบานประตูด้วยสายตาระแวดระวัง
แอด... เสียงลูกบิดประตูด้านนอกหมุนเปิดออกเองอย่างช้าๆ ทั้งที่พวกเขาทั้งคู่จำได้แม่นว่าลงกลอนไว้อย่างแน่นหนาแล้ว และร่างเงาดำของใครบางคนก็ก้าวพ้นธรณีประตูเข้ามาในห้อง พร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่ทำให้เลือดในกายของทั้งคู่เย็นเฉียบ!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและเดินทางมาถึงตอนนี้ด้วยกันนะคะ หวังว่าจะฟินและลุ้นไปกับความสัมพันธ์ของพวกเขานะคะ!
เซฟเฮาส์นี้มีไว้ให้เธอพักใจ ไม่ใช่ให้มาป่วน•ตอนที่ 11
กำแพงที่เริ่มบางลง
ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์นี้มีไว้ให้เธอพักใจ ไม่ใช่ให้มาป่วน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!