"ถ้าคุณยังดื้อดึงจะนั่งแก้บทตรงนี้ต่อ ฉันจะถอดปลั๊กคอมพิวเตอร์ของคุณแล้วโยนออกนอกหน้าต่างซะ เดี๋ยวนี้ค่ะ"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือกระแสความหงุดหงิดอย่างปิดไม่มิดดังขึ้น พร้อมกับร่างสูงโปรดของคิรินที่ก้าวเข้ามาในห้องทำงานส่วนกลางของเซฟเฮาส์โดยไม่เคาะประตูก่อน สถาปนิกหนุ่มมาดนิ่งในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนเผยให้เห็นท่อนแขนแข็งแรงกำลังยืนค้ำโต๊ะทำงานของฉัน—อา ของวินทร์ คนนี้—ด้วยสีหน้าถมึงทึง ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาจดจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่มีตัวอักษรวิ่งเป็นพรืดสลับกับตารางพล็อตเรื่องที่ยังแก้ไม่เสร็จ
ฉันเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอ ส่งยิ้มแห้งแล้งที่คิดว่ากวนประสาทที่สุดไปให้เขา แม้ว่าพิษไข้ต่ำๆ จะทำให้หัวของฉันหนักอึ้งและขอบตาร้อนผ่าวจนแทบจะลืมตาไม่ขึ้นก็ตามที
"ใจเย็นน่า คุณสถาปนิก... บ.ก. ของผมเขาจิกงานยิ่งกว่าไก่จิกข้าวเปลือก ถ้าตอนนี้ผมไม่ส่งซินอปซิสตอนใหม่ มีหวังรินได้ตามมาทุบหัวผมถึงโตเกียว เอ้ย ถึงเซฟเฮาส์นี่แน่ๆ" ฉันตอบเสียงแหบพร่า พยายามกลบเกลื่อนอาการสั่นเทาของปลายนิ้วที่พิมพ์แป้นพิมพ์ด้วยการแค่นหัวเราะกลบเกลื่อน
คิรินไม่พูดพร่ำทำเพลง เขายื่นมือหนามาปิดฝาแล็ปท็อปฉับลงทันที เสียงกระแทกเบาๆ ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบของห้อง แรงลมจากการพับจิดึงเส้นผมปรกลงมาเคลียแก้มฉัน วินาทีก่อนที่จอภาพจะมืดสนิท ดวงตาของเขาไหววูบด้วยประกายบางอย่างที่รวดเร็วเกินกว่าจะจับ10ความทัน—ประกายความห่วงใยที่ถูกกลบฝังไว้ภายใต้ใบหน้าบึ้งตึงตามเคย
"คุณกำลังไข้ขึ้นสูงค่ะ วินทร์" คิรินเอ่ยเสียงเรียบ แต่กลับทรงพลังจนฉันเถียงไม่ออก มือใหญ่ของเขายื่นมาแตะหน้าผากฉันทันทีโดยไม่ทันตั้งตัว ความเย็นเฉียบจากฝ่ามือของอีกฝ่ายตัดกับความร้อนรุ่มบนผิวหนังของฉันได้อย่างชะงัด ฉันสะดุ้งเฮือก เผลอถอยหลังกรูดจนเก้าอี้ล้อเลื่อนไถลไปชนชั้นวางหนังสือด้านหลัง
สัมผัสเพียงเสี้ยววินาทีนั้นทำให้หัวใจเจ้ากรรมเต้นผิดจังหวะ บ้าจริง... ผู้ชายคนนี้เย็นชาเป็นน้ำแข็ง แต่ทำไมมือถึงได้อุ่นและสร้างความปั่นป่วนในท้องฉันได้ขนาดนี้กันนะ
"ผมไม่ได้เป็นอะไร แค่... นอนน้อยไปหน่อย" ฉันเม้มริมฝีปากที่แห้งผาก พยายามดันตัวลุกขึ้นยืนเพื่อแสดงให้อีกฝ่ายเห็นว่ายังไหว แต่แรงโน้มถ่วงของโลกดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยเท่า ขาทั้งสองข้างพับอ่อนแรงลงในพริบตา โชคดีที่ท่อนแขนแข็งแรงของคิรินคว้าเอวฉันไว้ได้ทันก่อนที่ร่างของฉันจะฟาดลงกับพื้นพรม
กลิ่นน้ำหอมจางๆ เจือกลิ่นกระดาษและไอฟืนจากตัวเขาลอยเข้า 10แตะจมูก ท่ามกลางระยะประชิดที่ใกล้จนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน หน้าอกกว้างของเขากระเพื่อมขึ้นลงเบาๆ ขณะที่ฉันซบหน้าลงกับลาดไหล่หนาโดยไม่รู้ตัว
"ดื้อด้าน" คิรินพึมพำชิดกลุ่มผมของฉัน น้ำเสียงของเขาไม่ได้ดุเดือดอย่างที่ควรจะเป็น กลับเจือความอ่อนล้าและระคนระอาใจเสียมากกว่า "ปากบอกว่าเก่ง แต่สุดท้ายก็ปล่อยให้ตัวเองป่วยจนเดินไม่ไหวทุกทีสินะครับ... อ๊ะ หมายถึง ทุกทีสินะคะ"
ฉันอดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะแห้งๆ ออกมาแม้จะหายใจไม่ค่อยทั่วท้อง "นี่คุณแอบแก้คำพูดตัวเองเหรอเนี่ย... เซียนสถาปนิกผู้เคร่งขรึม กลัวผมจับผิดเรื่องสรรพนามรึไงคะ"
"หุบปากแล้วอยู่นิ่งๆ เถอะน่า" เขากระซิบเสียงดุ แต่สองแขนกลับช้อนอุ้มร่างของฉันขึ้นจากพื้นอย่างง่ายดายราวกับฉันเป็นแค่ตุ๊กตาตัวหนึ่ง น้ำหนักตัวที่เบาหวิวของนักเขียนบทจอมกะล่อนทำให้คิรินขมวดมวลคิ้วมุ่นหนักกว่าเดิมขณะเดินสาวเท้ายาวๆ ออกจากห้องทำงานตรงไปยังห้องนอนส่วนตัวของฉันที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของเซฟเฮาส์
เตียงนอนนุ่มมือถูกทิ้งตัวลงเบาๆ คิรินดึงผ้าห่มผืนหนาขึ้นมาคลุมโปงให้ถึงอกอย่างทะนุถนอม ท่าทีที่ขัดแย้งกับบุคลิกเย็นชาโดยสิ้นเชิงนี้ทำให้ฉันเผลอมองเขาตาแป๋ว
"คุณ... จะทำอะไรต่อ หรือจะร่ายคาถาไล่ที่ผมอีกรอบ?" ฉันถามเสียงเบา หรี่ตามองคนตัวสูงที่กำลังจัดการปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม
คิรินหันกลับมามองฉัน แววตาภายใต้กรอบแว่นส่อแววอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด เขาถอดแว่นสายตาออกแล้ววางไว้บนโต๊ะข้างเตียง ทำให้ใบหน้าคมคายนั้นดูผ่อนคลายและเข้าถึงได้ง่ายขึ้นอย่างประหลาด
"ฉันไม่ใช่ซาตานใจร้ายขนาดนั้นหรอกค่ะ" เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทุ้มนุ่มน่าฟัง "นอนพักซะ เดี๋ยวฉันไปต้มอะไรอุ่นๆ มาให้กิน ยาพาราเซตามอลกับเกลือแร่ก็วางอยู่ตรงนี้ ห้ามลุกหนีไปไหนเด็ดขาด ไม่อย่างนั้น... ฉันจะยึดคอมพิวเตอร์ของคุณไว้จริงๆ ด้วย"
พูดจบเขาก็หมุนตัวเดินออกไปจากห้อง ทิ้งให้ฉันนอนกะพริบตาปริบๆ อยู่บนเตียง กลิ่นอายความอบอุ่นที่เขาทิ้งไว้ยังคงอบอวลอยู่รอบตัว หัวใจที่เคยเหงาหงอยและโดดเดี่ยวในเซฟเฮาส์แห่งนี้กลับถูกเติมเต็มด้วยความใส่ใจอันเงียบงันที่อีกฝ่ายหยิบยื่นให้
ผ่านไปราวๆ ยี่สิบนาที ประตูห้องนอนถูกผลักเปิดออกแผ่วเบา คิรินเดินถือถาดไม้ที่มีชามข้าวต้มร้อนกรุ่นส่งกลิ่นหอมฉุยของขิงและต้นหอมเข้ามาใกล้ กลิ่นนั้นกระตุ้นความหิวโหยที่หลับใหลให้ตื่นขึ้นมาทันที เขาวางถาดลงบนโต๊ะข้างเตียง ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าลงข้างๆ เพื่อปรับระดับความสูงของโต๊ะพับให้พอดีกับตัวฉัน
"ลุกขึ้นมาพิงหัวเตียงก่อนค่ะ" เขาออกคำสั่งเสียงนุ่ม มือหนาช่วยประคองแผ่นหลังฉันขึ้นช้าๆ แล้วนำหมอนมาหนุนหลังให้อย่างเบามือ ความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นทำให้ฉันแอบเหลือบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเขา สันจมูกโด่งเป็นสันคมและริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันเล็กน้อยยามใช้สมาธิ
คิรินตักข้าวต้มคำเล็กขึ้นมาเป่าเบาๆ จนไอความร้อนจางลง แล้วยื่นมาจ่อ10ตรงริมฝีปากของฉัน
ฉันชะงัก เลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจระคนขบขัน "คุณคิริน... มือไม้ผมไม่ได้หักนะ แค่ไข้ขึ้น ทำไมต้องบริการกันขนาดนี้ด้วยเล่า"
"ถ้าปล่อยให้คุณถือเอง มีหวังข้าวต้มได้หกเลอะเทอะเปรอะเปื้อนที่นอน แล้วใครจะต้องเป็นคนทำความสะอาดล่ะคะ? ฉันเองต่างหาก" เขาตอบหน้าตาย สายตากดดันเชิงบังคับให้ฉันอ้าปากรับข้าวต้มคำนั้นเข้าไป
รสชาติกลมกล่อมของข้าวต้มฝีมือสถาปนิกหนุ่มกระจายไปทั่วปาก อุ่นซ่านลงสู่ลำคอ ช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอได้อย่างชะงัด ฉันเคี้ยวเงียบๆ โดยไม่กล้าสบตาเขาตรงๆ เพราะกลัวว่าเขาจะทันเห็นรอยยิ้มพึงพอใจที่ระบายอยู่บนใบหน้าของฉันตอนนี้
"อร่อยไหม?" เขาถามขึ้นทำลายความเงียบ
"อื้อ... อร่อยดีครับ เอ้ย อร่อยดีค่ะ" ฉันเกือบหลุดปากพูดภาษาถิ่นตัวเองออกไปแก้เขิน คิรินหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงที่นานๆ ครั้งจะได้ยินที และมันก็ทำเอาใจฉันกระตุกวูบอย่างแรง
หลังจากป้อนข้าวต้มจนหมดชามและบังคับให้ฉันกินยาตามเรียบร้อยแล้ว คิรินก็จัดการเก็บถาดอาหารเพื่อเตรียมตัวจะเดินออกจากห้อง ฉันมองตามแผ่นหลังกว้างนั้นด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปจากวันแรกที่ก้าวเข้ามาในเซฟเฮาส์นี้ลิบลับ ผู้ชายที่ปากบอกว่ารำคาญนักหนา กลับเป็นคนเดียวที่คอยเช็ดเนื้อเช็ดตัวและดูแลฉันยามป่วยไข้อย่างใส่ใจในรายละเอียด
"นี่... คิริน" ฉันเอ่ยเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงจริงจังเป็นครั้งแรก ทำให้ร่างสูงที่กำลังจะเอื้อมมือจับลูกบิดประตูชะงักฝีเท้าลง เขาหันกลับมาเลิกคิ้วมองฉันเชิงคำถาม
"ขอบคุณนะ... ที่ดูแล" ฉันยิ้มบางๆ ส่งไปให้ รอยยิ้มที่ไม่มีความกะล่อนเจือปน มีเพียงความจริงใจล้วนๆ
คิรินนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ แววตาไหววูบคล้ายคนทำอะไรไม่ถูกเป็นครั้งแรกในชีวิต เขากลืนน้ำลายลงคออึกหนึ่ง ก่อนจะเสมองไปทางอื่นแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงห้วนๆ กลบเกลื่อนความเขินอาย
"นอนพักซะเถอะค่ะ... เรื่องงานไว้ค่อยเคลียร์พรุ่งนี้"
พูดจบเขาก็รีบผลักประตูเดินออกไปทันทีราวกับหนีอะไรบางอย่าง ทิ้งให้ฉันนอนอมยิ้มอยู่คนเดียวใต้ผ้าห่มอุ่น
แต่ทว่า... ความสุขสงบนั้นยังไม่ทันได้แช่ทิ้งไว้นาน เสียงฝีเท้าเร่งรีบหลายคู่ก็ดังขึ้นที่โถงทางเดินด้านนอก ตามด้วยเสียงเคาะประตูดังปึงปังและเสียงโวยวายที่คุ้นหูจนฉันต้องขมวดคิ้ว
"คุณวินทร์! เปิดประตูให้รินเดี๋ยวนี้เลยนะ! ฉันรู้ว่าเธอแอบกบฏไม่ยอมส่งต้นฉบับ!"
เสียงแหลมสูงของบรรณาธิการสาวคู่ใจดังทะลุเข้ามาในห้อง ตามมาด้วยเสียงเปิดประตูพรวดพราดยาวนานโดยไม่รออนุญาต รินก้าวเข้ามาพร้อมกับใบหน้าถมึงทึงและกองกระดาษพล็อตเรื่องในมือ แต่ทว่า... สิ่งที่ทำให้ลมหายใจของฉันสะดุดกึกและทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าค้างเติ่ง ไม่ใช่เสียงบ่นของริน...
หากแต่เป็นร่างสูงอีกร่างหนึ่งที่ก้าวตามหลังรินเข้ามาในห้องนอน พร้อมกับถุงกระดาษแบรนด์ดังและรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ฉันจำได้แม่นยำจากอดีต
"อ้าว... วินทร์ เป็นอะไรมากรึเปล่าครับเนี่ย? หน้าตาซีดเซียวเชียว"
เสียงทุ้มคุ้นเคยของ 'ธันวา' อดีตคนรักเก่าที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยดังขึ้น ท่ามกลางความตกตะลึงที่ทำให้ห้องทั้งห้องเย็นเยียบลงในพริบตาเดียว!
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษแห่งความรู้สึกนี้ไปด้วยกันนะคะ หิมะแรกในโตเกียว
เซฟเฮาส์นี้มีไว้ให้เธอพักใจ ไม่ใช่ให้มาป่วน•ตอนที่ 10
ความใจดีที่ซ่อนไว้
ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์นี้มีไว้ให้เธอพักใจ ไม่ใช่ให้มาป่วน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!