ความเย็นเฉียบของอากาศยามวิกาลดูจะเทียบไม่ได้เลยกับอุณหภูมิในห้องนั่งเล่นของเซฟเฮาส์หลังนี้ เงาดำทะมึนที่ก้าวผ่านธรณีประตูเข้ามาไม่ได้มาพร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักหน่วง ทว่ามันกลับเงียบเชียบเสียจนเสียงลมหายใจของคีย์และวินที่สะท้อนอยู่ในอกดังชัดเจนราวกับเสียงกลองเพล
"ใคร..."
วินเป็นฝ่ายหลุดเสียงลอดไรฟันออกมา แม้ริมฝีปากจะยังคงยกยิ้มหยันตามสัญชาตญาณการป้องกันตัว ทว่ามือข้างที่ไขว้ไว้ด้านหลังกลับคว้าจับขอบโต๊ะทำงานตัวเตี้ยไว้แน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด ดวงตาคมกริบกวาดสำรวจร่างโปร่งบางที่ยืนอยู่ตรงรอยต่อของแสงสลัวจากหลอดไฟทางเดิน
ร่างนั้นหยุดนิ่ง... ก่อนที่เสียงหัวเราะเบาๆ จะหลุดออกมาจากลำคอ
"ตกใจกันขนาดนั้นเลยเหรอคะ คุณนักเขียนบทมือทอง กับคุณสถาปนิกผู้รักความสะอาด"
เสียงทุ้มนุ่มที่เอ่ยทักทายทำเอาเส้นประสาทตึงเครียดของทั้งคู่คลายลงชั่วขณะ คีย์ผ่อนลมหายใจยาวเหยียดพร้อมกับเสยผมลวกๆ ด้วยความหงุดหงิด ขณะที่วินเบ้หน้าทันทีเมื่อจำเสียงนั้นได้แม่นยำ
"ริน! เธอเข้ามาได้ยังไงวะเนี่ย! แล้วประตู... ฉันจำได้ว่าลงกลอนสองชั้นนะ!" วินโวยวายเสียงดังลั่นพร้อมกับทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างหมดแรง ปลดปล่อยความตึงเครียดที่พุ่งปรี๊ดเมื่อครู่ให้กลายเป็นความหมั่นไส้เพื่อนสนิทแทน
รินก้าวเท้าพ้นเงามืดเข้ามาเต็มตัว หญิงสาวในชุดสูทลำลองดูทะมัดทะแมงส่งยิ้มหวานหยาดเยิ้ม พรางชูกุญแจสำรองในมือให้ดู "กุญแจผีไงคะคุณวิน เกิดฉันปล่อยให้พวกนายสองคนอยู่กันตามลำพังแล้วเกิดคดีฆาตกรรม 'นักเขียนปากเสียตายคาอกสถาปนิกจอมเนี๊ยบ' ขึ้นมา ต้นฉบับฉันใครจะรับผิดชอบล่ะคะ"
"ปากคอเราะร้ายเหมือนเดิมนะริน" คีย์เอ่ยเสียงเรียบ แม้สีหน้าจะผ่อนคลายลงแล้ว แต่แววตายังคงมีความระ3วังหลงเหลืออยู่ เขากวาดสายตามองเพื่อนสนิทของวินที่เดินดุ่มๆ เข้ามาในอาณาเขตส่วนตัวที่พวกเขาเพิ่งสร้างกำแพงความรู้สึกขึ้นมาใหม่เมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา
"สวัสดีค่ะคุณคีย์ หน้าตาดูอิดโรยนะคะเนี่ย ช่วงนี้คงปั่นต้น... เอ๊ย ปั่นแบบแปลนหนักสินะคะ" รินทิ้งตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม สายตาคมกริบแบบบรรณาธิการมือฉกาจกวาดมองสำรวจคนทั้งคู่สลับไปมาอย่างจับผิด รอยยิ้มมีเลศนัยปรากฏขึ้นที่มุมปาก "ฉันไม่ได้ตั้งใจจะมารบกวนเวลาส่วนตัว... ถ้าพวกนายไม่ได้กำลังทำหน้าเหมือนคนเพิ่งถูกขัดจังหวะอะไรสำคัญเข้าพอดิบพอดีนะ"
"ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ เธอมาทำไมดึกดื่นแบบนี้ มีเรื่องเร่งด่วนอะไร หรือว่าต้นฉบับฉันมีปัญหา?" วินรีบตัดบท ดวงตาเรียวรีไหววับอย่างมีพิรุธ เขารู้จักนิสัยรินดี ผู้หญิงคนนี้จมูกไวเรื่องชาวบ้านยิ่งกว่าสุนัขตำรวจเสียอีก
"เรื่องต้นฉบับน่ะเรื่องรองค่ะ แต่เรื่องที่ฉันได้ยินมาจากข้างนอกเนี่ยสิคะ... เรื่องใหญ่กว่าเยอะ" รินหุบยิ้มลง สีหน้าเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาทันทีจนบรรยากาศในห้องกลับมาอึมครึมอีกครั้ง "มีข่าวลือหนาหูว่าสำนักพิมพ์คู่แข่งกำลังพยายามซื้อตัวนายไปร่วมงานด้วยเงื่อนไขมหาศาล และพวกมันกำลังสืบหาตัวตนจริงๆ ของนายที่ซ่อนอยู่หลังนามปากกา 'วินทร์ธารา' อยู่ค่ะ"
คำพูดนั้นทำให้รอยยิ้มยียวนบนใบหน้าของวินหายวับไปในพริบตา แววตาคมกริบฉายแววเคร่งเครียดขึ้นมาทันที เช่นเดียวกับคีย์ที่ขมวดคิ้วมุ่น สถาปนิกหนุ่มหันขวับมามองหน้าคนข้างกายโดยสัญชาตญาณ ความเงียบโรยตัวปกคลุมห้องนั่งเล่นอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้ไม่ใช่ความเงียบจากความอึดอัดทางอารมณ์ แต่เป็นความเงียบของปัญหาจริงจังที่กำลังคืบคลานเข้ามา
"พวกมันรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่นี่..." วinพึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงปราศจากความกะล่อนโดยสิ้นเชิง
"ก็เพราะช่วงนี้คุณท่านนักเขียนเล่นหายหัวไปจากสังคม ไม่ยอมรับโทรศัพท์ แถมยังมาขลุกอยู่แต่ในเซฟเฮาส์กลางป่าของคุณสถาปนิกน่ะสิคะ คนเขาก็เลยเริ่มสงสัยกัน" รินถอนหายใจยาว "ฉันรีบแจ้นมานี่เพราะไม่อยากให้พวกมันสาวมาถึงตัวนายได้ก่อนที่เราจะจัดการโครงเรื่องซีรีส์เรื่องใหม่เสร็จ... และอีกอย่าง..."
รินเว้นจังหวะ ปรายตามองคีย์ที่นั่งนิ่งเป็นรูปปั้น ก่อนจะหันกลับมาส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ให้วิน "ฉันเป็นห่วงความปลอดภัยของนายด้วยค่ะ... ดูท่าทางแล้ว อยู่กับคุณคีย์เนี่ย นายอาจจะไม่ได้ตายเพราะโดนฆาตกรโรคจิตหรอกนะคะ แต่อาจจะหัวใจวายตายเพราะความดันโลหิตพุ่งพรวดเสียก่อน"
"ริน!" วินโพล่งขึ้นมาหน้าแดงก่ำ ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะความโกรธหรือเพราะความเขินที่ถูกเพื่อนรู้ทันสายตาที่ใช้มองคนข้างกายเมื่อครู่
"ฉันพูดความจริงนี่คะ หน้าแดงใหญ่แล้วนะคุณนักเขียน" รินหัวเราะคิกคักอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง "เอาล่ะ ฉันแค่มารabข่าวแล้วก็เตือนแค่นี้แหละค่ะ ที่เหลือ... พวกนายจัดการเคลียร์กันเองตามสบายนะ ฉันไม่อยากเป็นก้างขวางคอชิ้นใหญ่ไปมากกว่านี้แล้ว"
พูดจบ บรรณาธิการสาวก็โบกมือลาแล้วสาวเท้าเดินออกไปจากห้องอย่างรวดเร็วราวกับลมพัด ทิ้งให้ประตูบานเดิมปิดสนิทลงอีกครั้ง พร้อมกับความเงียบงันที่กลับมาโอบล้อมคนทั้งสองไว้อีกครา
ทว่า... บรรยากาศหลังจากรินกลับไปมันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว
ความอึดอัด ความกังวลเรื่องปัญหาภายนอก และความใกล้ชิดทางกายที่สะสมมาตลอดหลายวันที่ผ่านมา หลอมรวมกันจนกลายเป็นแรงดึงดูดประหลาด คีย์ยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม สายตาสีเข้มทอดมองตรงไปยังร่างโปร่งของคนที่นั่งกอดอกทำหน้ายุ่งอยู่บนโซฟา
วินขยับตัวไปมาอย่างกระสับกระส่าย ความเงียบที่ยืดเยื้อทำให้เขาหายใจไม่ทั่วท้อง ปกติแล้วเขาเป็นคนมีคำพูดแพรรพราวเสมอ ยามวิกาลแบบนี้เขาควรจะพ่นคำพูดกวนประสาทอะไรสักอย่างออกมาเพื่อทำลายบรรยากาศน่าอึดอัดนี้ แต่แปลก... ครั้งนี้ริมฝีปากของเขากลับหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว
"เหม่ออะไรของนาย" สุ้มเสียงทุ้มต่ำเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน คีย์ขยับตัวเข้าใกล้โซฟาอีกนิด ดวงตาสีเข้มคู่นั้นสะท้อนภาพเงาของเขาชัดเจน
"เปล่า..." วินตอบเสียงเบา หันหน้าหนีไปมองทางอื่นเพื่อหลบสายตาที่พยายามจะเจาะลึกเข้าไปถึงก้นบึ้งของหัวใจ "แค่คิดว่า... ถ้าวันหนึ่งฉันต้องออกไปเผชิญหน้ากับความวุ่นวายพวกนั้นจริงๆ ที่นี่คงจะเงียบเหงาพิกล"
"งั้นก็ไม่ต้องออกไปสิ"
คำพูดนั้นหลุดออกมาจากปากของคีย์... น้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งการปรุงแต่ง ทว่าหนักแน่นและจริงจังจนหัวใจของคนที่นั่งฟังกระตุกวูบ
วินหันขวับกลับมามองหน้าคนพูดทันที ดวงตาเรียวเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ "นาย... พูดว่าอะไรนะ?"
คีย์ไม่ได้พูดซ้ำ สถาปนิกหนุ่มเพียงแค่ถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะขยับตัวเข้ามาประชิดจนระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงเหลือเพียงแค่คืบเดียว กลิ่นหอมจางๆ จากตัวของคีย์ลอยแตะจมูก ปลุกเร้าความรู้สึกบางอย่างให้ตื่นขึ้นในอกของคนตัวบาง
ดวงตาคมกริบของคีย์กวาดมองสำรวจใบหน้าเนียนใสของนักเขียนบทจอมกะล่อนอย่างละเอียด ตั้งแต่คิ้วเรียวสวย จมูกรั้นๆ ไปจนถึงริมฝีปากที่ชอบเอ่ยคำพูดกวนประสาทใส่เขาอยู่เสมอ
มันเป็นสายตาแบบที่คีย์ไม่เคยใช้มองใครมาก่อนในชีวิต... สายตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน ความห่วงใย และความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะอธิบายด้วยคำพูดธรรมดา
วินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก หัวใจในอกเต้นรัวระรัวจนแทบจะกระดอนหลุดออกมานอกซี่โครง ความซ่า ความปากเก่ง และความกวนประสาทที่เคยมีมลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความตื่นตระหนกและอาการหน้าร้อนผ่าวที่ควบคุมไม่ได้
"นายมัน..." วินพยายามจะเอ่ยคำพูดกลบเกลื่อน ทว่าเสียงของตัวเองกลับสั่นพร่าเสียจนน่าอาย
คีย์ยقมุมปากขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มจางๆ ที่หาดูได้ยากยิ่ง รอยยิ้มที่ทำให้ใบหน้าคมคายนั้นดูหล่อเหลาจนแทบหยุดหายใจ และก่อนที่วินจะทันได้ตั้งตัว มืออุ่นจัดของสถาปนิกหนุ่มก็เอื้อมมาแตะเบาๆ ที่ข้างแก้มเนียน ลูบไล้ผิวเนื้อแผ่วเบาราวกับกลัวว่ามันจะบอบช้ำ
"นายรู้ตัวไหม..." คีย์กระซิบชิดริมฝีปาก เสียงทุ้มนุ่มต่ำทอดความรู้สึกทั้งหมดลงไปในประโยคสั้นๆ นั้นอย่างชัดเจน
"...ว่าเวลานายเงียบ ไม่พูดจาหาเรื่องใคร... นายโคตรจะน่ามองเลย, วิน"
ความเงียบสนิทเข้าปกคลุมทั่วทั้งห้องในเสี้ยววินาทีนั้น วินรู้สึกราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุน คำชมจากปากของคนปากแข็งและเจ้าระเบียบอย่างคีย์ ทำเอาสมองของนักเขียนบทมือทองขาวโพลนไปหมด ร่างกายแข็งทื่อ ขยับเขยื้อนไม่ได้ดั่งใจ ราวกับถูกตรึงไว้ด้วยมนต์สะกดจากแววตาสีเข้มคู่นั้นที่กำลังจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเขา
ทว่า... ในจังหวะที่หัวใจกำลังเต้นระส่ำและระยะห่างระหว่างริมฝีปากของพวกเขาลดลงจนแทบจะแนบชิด
กริ๊งงงงงงง!
เสียงโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานของคีย์ก็แผดเสียงกรีดร้องดังลั่นทำลายบรรยากาศแสนหวานลงอย่างไร้ความปรานี!
คีย์ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดสุดขีด สบถเบาๆ ในลำคออย่างหัวเสีย ขณะที่วินสะดุ้งสุดตัวราวกับเพิ่งตื่นจากภวังค์ รีบผละถอยหลังออกห่างทันทีด้วยใบหน้าที่แดงก่ำลามไปจนถึงใบหู
สถาปนิกหนุ่มจำใจละสายตาจากริมฝีปากบางเฉียบที่เขาเพิ่งชมไปหมาดๆ เอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาด้วยความหงุดหงิด ทว่าทันทีที่ก้มลงมองหน้าจอแสดงสายเรียกเข้า สีหน้าเรียบเฉยของคีย์ก็เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาทันทีในเสี้ยววินาที
ชื่อที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ... คือชื่อของบุคคลที่พวกเขาไม่มีทางคาดคิดว่าจะติดต่อมาในเวลานี้ และเป็นคนที่จะพลิกสถานการณ์ทุกอย่างให้กลายเป็นพายุลูกใหญ่!
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับตัวละครของเรานะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
เซฟเฮาส์นี้มีไว้ให้เธอพักใจ ไม่ใช่ให้มาป่วน•ตอนที่ 12
คำสารภาพของคนปากเสีย
ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์นี้มีไว้ให้เธอพักใจ ไม่ใช่ให้มาป่วน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!