“ถ้าคุณเลือกจะเดินกลับไปในกองเพลิงนั้นอีกครั้ง รินก็ไม่มีสิทธิ์จะรั้งอาคิระไว้ใช่ไหมคะ?”
รินเอ่ยถามออกไปโดยไม่กล้าสบตาชายหนุ่มที่ยืนอยู่หน้าประตูไม้บานเก่า กลิ่นหอมหวานของวานิลลาจากขนมที่อบทิ้งไว้ในครัวดูจะจางหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความเย็นเยียบของสายลมริมแม่น้ำคาโมะที่พัดผ่านเข้ามาในโฮมสเตย์จนทำให้เขารู้สึกหนาวสั่นไปถึงขั้วหัวใจ อาคิระไม่ได้หันกลับมา เขายังคงยืนนิ่งราวกับรูปปั้นที่ถูกสลักเสลาขึ้นด้วยความโศกเศร้า มือหนาที่เปื้อนแป้งเล็กน้อยกำลูกบิดประตูแน่นจนขึ้นข้อขาว
“ไม่ใช่การกลับไปเพื่อทำลายตัวเองหรอกครับริน... แต่มันถึงเวลาที่ผมต้องไปหยุดวงจรนี้เสียที” อาคิระตอบเสียงเรียบ ทว่าสั่นไหวเล็กน้อย “ครอบครัวของผมไม่ได้เรียกให้ผมกลับไปในฐานะลูกชาย แต่เรียกไปในฐานะของ ‘สมบัติ’ ที่กำลังจะถูกขายทอดตลาดถ้าผมไม่ยอมตกลงรับข้อเสนอของพวกเขา”
รินเม้มริมฝีปากแน่นจนรู้สึกถึงรสฝาดของเลือด เขาอยากจะรั้งอาคิระไว้ อยากจะตะโกนบอกว่าที่นี่คือบ้าน แต่คำพูดเหล่านั้นกลับจุกอยู่ที่ลำคอ เมื่อนึกถึงสายตาของอาคิระตอนที่รับโทรศัพท์สายนั้นจากโตเกียว ใบหน้าที่มักจะนิ่งเฉยดุจผิวน้ำในยามไร้ลม บัดนี้กลับมีรอยร้าวที่ซ่อนไม่มิด
เสียงฝีเท้าของอาคิระก้าวห่างออกไป รินทำได้เพียงยืนกอดอกแน่นในความเงียบงัน เสียงหยดน้ำจากก๊อกน้ำในครัวดังขึ้นเป็นจังหวะเหมือนเข็มนาฬิกาที่กำลังนับถอยหลังสู่ความพินาศของความสัมพันธ์ที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างงดงาม
สามชั่วโมงต่อมา ณ ร้านอาหารญี่ปุ่นหรูใจกลางเกียวโตที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความเป็นทางการจนน่าอึดอัด อาคิระนั่งอยู่เบื้องหน้าชายวัยกลางคนที่มีใบหน้าถอดแบบมาจากเขาไม่มีผิดเพี้ยน ทว่าแววตานั้นกลับเย็นชาและเต็มไปด้วยอำนาจเหนือกว่า
“เธอคิดว่าการหนีไปซุกหัวอยู่ที่โฮมสเตย์เล็กๆ ริมแม่น้ำนั่น จะทำให้ชื่อเสียงของตระกูลเราดีขึ้นงั้นหรือ อาคิระ?” ชายผู้นั้นเอ่ยขึ้นโดยไม่แม้แต่จะตักอาหารตรงหน้า “พ่อเรียกเธอมาวันนี้ ไม่ใช่เพื่อถามความสมัครใจ แต่เพื่อสั่งให้เธอเตรียมตัวแต่งงานกับลูกสาวของหุ้นส่วนเราในเดือนหน้า”
อาคิระหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความรื่นเริงโดยสิ้นเชิง “ผมทิ้งมีดทำครัวที่นั่นมาเพื่อคุยกับคุณด้วยความเคารพเป็นครั้งสุดท้าย แต่ดูเหมือนว่าสายเลือดในตัวผมกับคุณ มันจะจางหายไปนานจนไม่มีค่าอะไรเหลือแล้วสินะครับ”
“แกกล้าดีอย่างไร!” ผู้เป็นพ่อตบโต๊ะเสียงดังสนั่นจนแขกโต๊ะอื่นหันมามอง อาคิระไม่สะทกสะท้าน เขาวางผ้าเช็ดปากลงบนโต๊ะอย่างใจเย็นก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง “ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อเป็นหุ่นเชิดให้ใครอีกแล้ว ต่อให้ต้องแลกด้วยการถูกตัดออกจากตระกูล หรือสูญเสียทุกอย่างที่พวกคุณยัดเยียดให้ ผมก็จะไม่กลับไป”
ขณะที่อาคิระก้าวออกมาจากร้านอาหารด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง เขากลับพบกับเงาร่างหนึ่งที่ยืนรออยู่ใต้ต้นซากุระที่เริ่มผลัดใบ เป็นหญิงสาวในชุดกิโมโนหรูหราที่เขาจำได้แม่นว่าคือคู่หมั้นที่พ่อพยายามยัดเยียดให้ เธอไม่ได้เอ่ยทักทาย แต่เดินเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ
“เขากำลังจะทำลายโฮมสเตย์นั่นนะ อาคิระ” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ชัดเจน “พ่อของฉันไม่ได้แค่ขู่ แต่เขาได้ซื้อที่ดินผืนข้างๆ โฮมสเตย์ของรินไว้เรียบร้อยแล้ว และเขากำลังจะใช้เหตุผลเรื่อง ‘การจัดการมลภาวะจากร้านอาหาร’ บีบให้รินต้องปิดกิจการภายในอาทิตย์นี้ ถ้าเธอยังไม่ยอมกลับไปหาเขา”
อาคิระชะงักไป ความโกรธแค้นปะทุขึ้นในอกจนมือสั่นเทา เขาเพิ่งตระหนักได้ว่าความพยายามที่จะหนีจากอดีตของเขา กลับกลายเป็นหอกที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงคนที่เขาหวงแหนที่สุด
เขารีบวิ่งกลับไปที่โฮมสเตย์ด้วยใจที่ร้อนรนดั่งไฟเผา ตลอดทางเขาภาวนาขอให้รินยังอยู่ที่นั่น ขอให้ความอบอุ่นที่เขาทิ้งไว้ยังคงอยู่ ทว่าเมื่อไปถึงหน้าร้าน เขากลับพบกับรถยนต์สีดำคันหรูจอดสนิทอยู่หน้าประตูโฮมสเตย์ และที่หน้าทางเข้า รินกำลังยืนเผชิญหน้ากับชายแปลกหน้าในชุดสูทสีเข้มสามคนที่มีท่าทีคุกคาม
รินไม่ได้ร้องขอความช่วยเหลือ แต่รินกำลังพยายามขวางทางชายเหล่านั้นไม่ให้เข้าไปในครัวที่เขารักนักหนา รินมองเห็นอาคิระวิ่งมาแต่ไกล ดวงตาคู่นั้นไม่ได้มีเพียงความกลัว แต่ยังมีร่องรอยของการตัดสินใจบางอย่างที่น่าใจหาย
“อาคิระ... พวกเขาบอกว่าที่นี่ถูกสั่งให้ตรวจสอบเรื่องใบอนุญาตใหม่ทั้งหมด และอาจจะต้องปิดตัวลงในคืนนี้” รินตะโกนบอกเสียงเครือ ทว่าในจังหวะนั้นเอง ชายคนหนึ่งในกลุ่มคนเหล่านั้นก็หยิบเอกสารฉบับหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเอกสารแล้วยื่นให้รินด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน
“ไม่ใช่แค่เรื่องใบอนุญาตหรอกครับคุณริน” ชายคนนั้นกล่าวเสียงเย็น “แต่เราได้รับมอบอำนาจให้มาแจ้งว่าที่ดินผืนนี้ รวมถึงสัญญาเช่าทั้งหมดของคุณ ได้ถูกเปลี่ยนมือเจ้าของไปเมื่อหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมานี้เอง และเจ้าของคนใหม่... ต้องการให้คุณย้ายออกไปทันทีตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป”
อาคิระเบรกเท้าจนตัวโก่ง รินยืนนิ่งงันดั่งคนไร้วิญญาณ ขณะที่ชายคนนั้นหันมามองอาคิระด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเยาะเย้ย พร้อมกับเปิดเผยความลับที่ทำให้หัวใจของคนทั้งคู่แทบหยุดเต้น
“คนซื้อที่ดินผืนนี้ไม่ใช่คนอื่นไกลที่ไหน... แต่เป็นคุณอาคิระเองไม่ใช่หรือครับ ที่เป็นคนเซ็นสัญญาโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมดให้บริษัทในเครือของตระกูลคุณเมื่อครู่นี้... หรือว่าคุณจะยังไม่รู้ตัวว่าตัวเองได้กลายเป็นคนขายโฮมสเตย์แห่งนี้ไปแล้ว?”
รินหันไปมองอาคิระด้วยสายตาที่แตกสลาย น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นลงสู่พื้นดินที่เขารัก ท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับลงมาดั่งภูเขา อาคิระพยายามจะเอ่ยปฏิเสธ ทว่าเสียงของเขากลับหายไปในลำคอ พร้อมกับเสียงเครื่องยนต์รถของคนพวกนั้นที่ดังขึ้นเตรียมจะขับออกไป ทิ้งไว้เพียงความจริงที่บิดเบี้ยวซึ่งกำลังฉีกกระชากชีวิตของพวกเขาออกจากกันอย่างไม่มีวันหวนกลับ
***
ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและแบ่งปันหัวใจไปกับความเจ็บปวดของตัวละครในบทนี้กับหิมะแรกในโตเกียวนะคะ
สูตรรักฉบับอุ่นไอในโฮมสเตย์ริมแม่น้ำคาโมะ•ตอนที่ 11
ปมที่ยังไม่ได้แก้ไข
ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สูตรรักฉบับอุ่นไอในโฮมสเตย์ริมแม่น้ำคาโมะ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!