เซฟเฮาส์หัวใจของสถาปนิกปากจัดกับภัณฑารักษ์หน้านิ่ง•ตอนที่ 28

ถ้อยคำที่ยังไม่พูด

ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
เงาตะคุ่มหลังกระจกฝ้าไม่ได้ทำให้เร็นตกใจเท่ากับจังหวะที่หัวใจของตัวเองกระตุกวูบ เสียงเคาะประตูกระจกสามครั้งดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้หนักแน่นและยาวนานขึ้น ราวกับเจ้าของร่างสูงโปรดที่ยืนอยู่ด้านนอกกำลังประกาศกร้าวว่าเขาจะไม่ยอมเดินจากไปไหนจนกว่าบานประตูนี้จะถูกเปิดออก คิริวขมวดคิ้วมุ่น ดวงตาสีเข้มฉายแววหงุดหงิดระคนระมัดระวังอย่างเห็นได้ชัด นิ้วเรียวที่กำลังถือเอกสารโครงการจัดแสดงนิทรรศการชะงักค้างกลางอากาศ บรรยากาศในเซฟเฮาส์ที่เคยอบอวลไปด้วยความอึดอัดจากบทสนทนาก่อนหน้า พลถูกแทนที่ด้วยความตึงเครียดระลอกใหม่ที่เฉียบคมยิ่งกว่า "ยูมะ..." เร็นพึมพำชื่อรุ่นน้องตัวดีลอดไรฟัน ขณะที่ดวงตาสีเทาเข้มตวัดมองไปยังบานกระจกสลับกับใบหน้าเรียบนิ่งของภัณฑารักษ์หนุ่ม "นายบอกแผนที่นี่ให้เด็กนั่นรู้เหรอ?" "ผมเปล่า" คิริวปฏิเสธเสียงเรียบ ทว่าสันกรามกลับขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน "ยูมะไม่มีทางรู้ว่าเราอยู่ที่นี่... เว้นแต่ว่าจะมีใครบางคนจงใจทิ้งร่องรอยไว้" เร็นแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบฉายแววท้าทายตามประสาคนปากจัดที่ไม่เคยยอมใคร "โทษผมหรือไง? ทั้งๆ ที่คุณเป็นคนบอกเองว่าที่นี่ปลอดภัยที่สุด ไหงตอนนี้แขกไม่ได้รับเชิญถึงมาเคาะประตูเรียกเหมือนเจ้าหนี้ทวงเงินค่าแบบล่ะครับ คุณภัณฑารักษ์?" "ถ้าคุณเลิกทำตัวเป็นเด็กเอาแต่ใจแล้วช่วยเงียบปากสักวินาที เราคงคิดทางแก้ปัญหาได้เร็วกว่ามายืนเถียงกันเรื่องไร้สาระแบบนี้" คิริวสวนกลับทันควัน น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมพอกรีดแทงอีโก้ของสถาปนิกหนุ่มให้กระเจิง แต่ก่อนที่เร็นจะได้อ้าปากพ่นคำพูดจาถางถางกลับไป เสียงบิดลูกบิดประตูด้านนอกก็ดังขึ้น พร้อมกับร่างสูงใหญ่ของ 'ทานากะ' สถาปนิกรุ่นพี่ผู้กุมความลับในอดีตของเร็น และเป็นคนที่คิริวพยายามหลบหน้ามาตลอดสามเดือนเต็ม ก้าวเข้ามาในห้องโถงกว้างด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ "โอ๊ะ ดูเหมือนผมจะมาขัดจังหวะอะไรสำคัญสินะครับ" ทานากะกวาดสายตามองคนทั้งสองด้วยรอยยิ้มที่เคลือบแคลง ส้นรองเท้าหนังราคาแพงกระทบพื้นปูนเปลือยของเซฟเฮาส์เกิดเสียงก้องกังวานน่ารำคาญ "สถาปนิกผู้รักความสมบูรณ์แบบกับภัณฑารักษ์ผู้เย็นชา มาแอบกบดานอยู่ด้วยกันสองต่อสอง... น่าสนใจกว่าที่คิดแฮะ" เร็นขยับตัวก้าวไปยืนขวางหน้าคิริวโดยสัญชาตญาณ ร่างสูงโปร่งแผ่รังสีคุกคามอย่างชัดเจน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการปรากฏตัวของทานากะในเวลานี้ เหมือนการราดน้ำมันลงบนกองไฟที่กำลังคุกรุ่นระหว่างเขากับคิริว "คุณเข้ามาได้ยังไง?" เร็นถามเสียงต่ำ ดวงตาสีเทาเข้มจ้องเขม็งไปยังรุ่นพี่ตัวแสบ "ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่คุณจะก้าวก่ายเข้ามาตามใจชอบ ออกไปซะ!" "ใจเย็นน่า เร็น นายนี่มันยังใจร้อนไม่เปลี่ยนเลยนะ" ทานากะหัวเราะในลำคอ สายตาเจ้าเล่ห์เหลือบมองข้ามไหล่ของเร็นไปยังคิริวที่ยืนนิ่งสงบอยู่ด้านหลัง "ฉันไม่ได้มาหาเรื่องหرอก แค่บังเอิญผ่านมา... แล้วก็บังเอิญรู้มาว่าโปรเจกต์สำคัญที่นายสองคนกำลังร่วมมือกันปิดบัง มันมีเบื้องหลังที่น่าสนุกกว่าที่คิด" คิริวขยับตัวก้าวพ้นเงาร่างของเร็น น้ำเสียงราบเรียบเอ่ยขึ้นท่ามกลางความกดดัน "ถ้าคุณไม่มีธุระอะไรที่เป็นทางการ เชิญกลับไปครับ ที่นี่ไม่มีพื้นที่สำหรับคนนอก" "คนนอกเหรอ?" ทานากะหรี่ตามองคิริว รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏบนมุมปาก "แน่ใจเหรอคิริว ว่าฉันเป็นคนนอก? หรือจริงๆ แล้ว... นายต่างหากที่เป็นคนพยายามหนีความจริง ตลอดสามปีเต็มที่ผ่านมา นายเอาแต่หลบซ่อนอยู่หลังกองงานศิลปะ หลอกตัวเองว่าลืมเรื่องอดีตได้แล้ว ทั้งที่ความจริง... นายไม่กล้าแม้แต่จะเผชิญหน้ากับความผิดพลาดของตัวเองด้วยซ้ำ" ประโยคนั้นราวกับคมมีดที่กรีดลงบนแผลเป็นที่ยังไม่ตกสะเก็ด เร็นสังเกตเห็นแผ่นหลังของคิริวที่ยืนนิ่งแข็งทื่อ มือเรียวที่กำเอกสารแน่นจนปลายนิ้วซีดขาว ความเงียบงันที่น่ากลัวแผ่ซ่านไปทั่วห้อง ความอึดอัดของคนที่กลัวการเริ่มต้นใหม่ถูกฉีกกระชากออกจนเผยให้เห็นเนื้อสดๆ ข้างใน เร็นหันกลับไปมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของคิริว หัวใจกระหน่ำเต้นรัวด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเป ทั้งโกรธ ทั้งห่วง และแปลกใจที่ตัวเองรู้สึกเจ็บปวดลึกๆ ทุกครั้งที่เห็นภัณฑารักษ์หน้านิ่งคนนี้ต้องแบกรับอดีตอันหนักอึ้งไว้คนเดียว "หุบปากซะ ทานากะ" เร็นกดเสียงต่ำ ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ไม่ต้องเสแสร้ง "ถ้าคุณยังพูดมากอีกคำเดียว ผมไม่รับรองความปลอดภัยของซี่โครงคุณแน่" ทานากะยักไหล่อย่างไม่สะทกสะท้าน "ขู่ไปก็เท่านั้นแหละ เร็น นายเองก็กลัวไม่ใช่เหรอ? กลัวว่าถ้าโปรเจกต์นี้สำเร็จ คิริวจะต้องกลับไปเผชิญหน้ากับโลกภายนอก แล้วนายก็จะกลายเป็นแค่ 'ทางผ่าน' ในชีวิตเขา เหมือนที่นายเคยเป็นกับครอบครัวของตัวเอง" คำพูดแทงใจดำนั้นทำให้เร็นชะงักไปชั่วขณะ ความรู้สึกผิดบาปและปมด้อยในวัยเด็กที่พยายามฝังกลบไว้ถูกขุดคุ้ยขึ้นมากลางอากาศ เร็นหันกลับไปมองคิริวทันทีราวกับคนทำ ความผิดกำลังรอรับการพิพากษา ทว่าสิ่งที่เขาพบในดวงตาสีเข้มคู่นั้น... กลับไม่ใช่ความสมเพชอย่างที่กลัว แต่เป็นความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ภายใต้กำแพงน้ำแข็งหนาเตอะ คิริวหันมาสบตาเร็น นิ่งนาน... ก่อนที่ริมฝีปากบางจะขยับเอ่ยคำพูดที่ทำเอาเร็นแทบหยุดหายใจ "เร็น... ปล่อยผม" คิริวเอ่ยเสียงเบาราวกับกระซิบ ทว่ามั่นคง "เรื่องระหว่างผมกับเขา... ผมต้องสะพายมันไว้จัดการเอง คุณไม่มีหน้าที่ต้องมารับผิดชอบความพินาศในอดีตของผม" "พูดบ้าอะไรของนาย!" เร็นเผลอขึ้นเสียงอย่างลืมตัว ความรู้สึกร้อนรุ่มตีรวนขึ้นมาในอก "ฉันไม่ได้ทำเพื่อรับผิดชอบ ฉันแค่อยู่ตรงนี้... โธ่เว้ย!" ทานากะมองภาพคนทั้งสองด้วยรอยยิ้มสมเพช "ซึ้งกินใจชะมัด สรุปว่าพวกนายสองคนก็แค่คนขลาดเขลาที่เอาแต่สร้างกำแพงกั้นความรู้สึกตัวเองไว้สินะ... น่าสมเพชจริงๆ" ทันใดนั้น ก่อนที่เร็นจะทันพุ่งตัวเข้าไปซัดหน้าไอ้รุ่นพี่ปากเสีย เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงตะโกนหอบแฮกของยูมะก็ดังแทรกขึ้นจากทางบันไดหนีไฟ "พอกロได้แล้วพี่ทานากะ! หยุดสร้างความปั่นป่วนสักที!" ยูมะพุ่งเข้ามาแทรกกลางระหว่างวงสนทนา ใบหน้าอ่อนเยาว์เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก "ผมแจ้งตำรวจแล้วนะ ถ้าไม่อยากมีเรื่องใหญ่โต เชิญกลับไปซะตอนนี้เลย!" ทานากะหรี่ตามองยูมะสลับกับเร็น ก่อนจะหัวเราะในลำคออย่างเย้ยหยัน "ฝากไว้ก่อนเถอะ... หวังว่าพวกนายจะยังรักษาโปรเจกต์นี้ไว้ได้จนถึงวันจัดแสดงนะ" ร่างสูงใหญ่หมุนตัวเดินกลับออกไปทางประตูเดิม ทิ้งความเงียบงันและบรรยากาศอึดอัดที่ชวนหายใจไม่ออกไว้เบื้องหลัง เซฟเฮาส์กลับสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง แต่มันเป็นความเงียบที่หนักอึ้งเสียจนเร็นรู้สึกหายใจไม่ออก ยูมะถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอกก่อนจะขอตัวเดินเลี่ยงออกไปข้างนอกเพื่อสงบสติอารมณ์ ตอนนี้ ในห้องโถงกว้างเหลือเพียงเร็นกับคิริวเท่านั้น เร็นหันกลับมามองภัณฑารักษ์หนุ่มที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม แผ่นหลังบางที่เคยดูแข็งแกร่งมาตลอดเวลานี้กลับสั่นเทาเล็กน้อยอย่างปิดไม่มิด ความรู้สึกอึดอัดและกลัวการเริ่มต้นใหม่ที่คิริวเก็บซ่อนไว้ตลอดสามปี พรั่งพรูออกมาพร้อมกับหยาดน้ำใสที่เอ่อคลอขึ้นในดวงตาสีเข้มคู่นั้นเป็นครั้งแรก เร็นก้าวเข้าไปใกล้ ช้าๆ... อย่างระมัดระวังราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะแตกสลาย มือหนายื่นออกไปหมายจะแตะลงบนไหล่บาง ทว่าคิริวกลับเบือนหน้าหนีเล็กน้อย "อย่ามองผมด้วยสายตาสงสารแบบนั้นเลย เร็น..." คิริวเอ่ยเสียงสั่น พยายามกลั้นก้อนสะอื้นในลำคอ "เพราะมันทำให้ผม... อยากเห็นแก่ตัวแล้วเกาะติดคุณไว้ตลอดไป" เร็นชะงักมือที่ค้างกลางอากาศ หัวใจกระหน่ำเต้นรัวจนแทบทะลุออกมานอกอก ทว่าก่อนที่เขาจะทันได้เอ่ยคำหวานซึ้งใดๆ เพื่อปลอบประโลมคนตรงหน้า เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของคิริวก็แผดเสียงกรีดร้องทำลายบรรยากาศโรแมนติกทิ้งในเสี้ยววินาที คิริวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอ ชั่วพริบตานั้น... สีหน้าของภัณฑารักษ์หน้านิ่งก็เปลี่ยนเป็นซีดเผือดราวกับกระดาษ "ว่าไงนะ..." คิริวพึมพำเสียงสั่น ทว่าดังพอให้เร็นได้ยินชัดเจนทุกถ้อยคำ "ภาพวาดหลักของงาน... ถูกขโมยไปแล้วงั้นเหรอ?" เร็นเบิกตากว้าง สติที่เคยกระจัดกระจายกลับมารวมตัวกันในฉับพลัน ความซวยระดับวิกฤตกำลังพุ่งเข้าชนพวกเขาอีกครั้ง และครั้งนี้... มันไม่ใช่แค่เรื่องความรู้สึก แต่มันคือจุดจบของทุกสิ่งที่พวกเขาร่วมกันสร้างมา! ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านถ้อยคำและหัวใจไปด้วยกันนะคะ — หิมะแรกในโตเกียว
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของสถาปนิกปากจัดกับภัณฑารักษ์หน้านิ่ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%