แฟ้มเอกสารสีน้ำตาลหนาปึกที่ถูกโยนลงบนโต๊ะไม้สักราคาแพง เกิดเสียงทึบหนักหน่วงจนเร็นสะดุ้งสุดตัว
“เซ็นซะ... แล้วทุกอย่างจะจบลงโดยไม่มีใครต้องเจ็บปวดไปมากกว่านี้”
เสียงทุ้มต่ำของคิริวไม่ได้เจือปนความโกรธขึงอย่างที่ควรจะเป็น แต่มันราบเรียบ เย็นชา และเวิ้งว้างเสียจนน่ากลัว ภัณฑารักษ์หน้านิ่งยืนกอดอกพิงขอบหน้าต่างกระจกใสบานใหญ่ แสงไฟนีออนสลัวจากตึกฝั่งตรงข้ามสะท้อนเงาลงบนกรอบหน้าคมคาย ขับเน้นให้บรรยากาศในห้องทำงานสถาปัตยกรรมยามวิกาลแห่งนี้ดิ่งลึกลงสู่จุดเยือกแข็ง
เร็นก้มมองกระดาษแผ่นบนสุดที่ระบุข้อความยกเลิกสัญญาร่วมทุนโปรเจกต์ ‘The Void’ ศิลปะจัดวางที่พวกเขาทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างมันขึ้นมาด้วยกันตลอดหเดือนเต็ม ตัวหนังสือสีดำสนิทพวกนั้นบาดลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่เคยฉายแววพยศและทิฐิ ปลายนิ้วเรียวที่มักจะใช้จับปากกาเขียนแบบสถาปัตย์กำลังสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่
“คุณพูดง่ายนี่คิริว...” เร็นเค้นเสียงหัวเราะในลำคอ พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะเชิดหน้าขึ้นสู้สายตา แม้ขอบตาจะร้อนผ่าวจนแทบกั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ก็ตาม “สำหรับคุณ มันอาจจะเป็นแค่โปรเจกต์ที่ผิดพลาด... เป็นแค่ตัวเลขในบัญชี หรือความซวยที่ต้องสลัดทิ้ง แต่สำหรับผม... มันคือศักดิ์ศรีทั้งชีวิต!”
“ศักดิ์ศรีที่กำลังจะพังครืนลงมาเพราะความดื้อรั้นของคุณเนี่ยเหรอ?” คิริวผละออกจากขอบหน้าต่าง ก้าวฉับๆ เข้ามาประชิดตัวในระยะประชิด ความสูงโปร่งและแรงกดดันจากอีกฝ่ายทำให้เร็นต้องเผลอถอยหลังจนสะโพกชนขอบโต๊ะทำงาน ดวงตาคู่คมของภัณฑารักษ์จ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเขา ราวกับต้องการทะลุทะลวงเข้าไปอ่านความคิดบ้าคลั่งที่อยู่ข้างใน “คุณคิดว่าผมไม่เจ็บเหรอเร็น? ผลงานชิ้นนั้น... ผมก็รักมันไม่น้อยไปกว่าคุณหรอก”
“แต่คุณเลือกที่จะตัดหางปล่อยวัดมัน! เลือกที่จะเซ็นใบหย่าให้กับความฝันของเราแบบง่ายๆ!”
“เพราะผมรู้จักคำว่า ‘ยอมรับความจริง’ ต่างหาก!” คิริวตวาดกลับเสียงกร้าว สติที่มักจะควบคุมได้เป็นอย่างดีเริ่มขาดผึ่ง ฝ่ามือหนาเอื้อมไปกุมข้อมือเรียวของเร็นที่กำลังกำกระดาษแน่น บีบมันด้วยแรงอารมณ์ที่อัดอั้นมานาน “ตื่นจากความฝันลมๆ แล้งๆ ได้แล้วเร็น! ปัญหาเรื่องงบประมาณและข้อกฎหมายที่รั่วไหลออกไป มันไม่ใช่เรื่องที่เราจะดึงดันทำต่อได้โดยไม่สนโลก... ถ้าดื้อรั้นต่อไป คุณนั่นแหละที่จะไม่เหลืออะไรเลย แม้แต่ใบประกอบวิชาชีพ!”
เร็นชะงักกึก ลมหายใจสะดุดกึงหนึ่ง คำพูดแทงใจดำนั้นทำหน้าที่ราวกับใบมีดที่กรีดลงบนแผลสด ความจริงที่ว่าเขากำลังพาโปรเจกต์เดินหน้าไปสู่หน้าผาพังทลายเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่สิ่งที่เจ็บปวดกว่าความล้มเหลวทางธุรกิจ คือท่าทีที่ตัดเยื่อใยอย่างไร้เยื่อใยของคนตรงหน้า
ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่นจนเป็นเส้นตรง ดวงตากลมโตที่รั้นจัดช้อนขึ้นมองชายหนุ่มด้วยความตัดพ้อ “งั้นเหรอ... ที่ผ่านมา คุณมองผมเป็นแค่ภาระ เป็นตัวปัญหาที่คอยฉุดรั้งคุณไว้สินะ”
คิริวชะงักไปชั่วขณะ มือที่บีบข้อมือเร็นคลายแรงลงโดยไม่รู้ตัว ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างพวกเขาทั้งสองคน มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาหวิวท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก
ภัณฑารักษ์หน้านิ่งหลับตาลงช้าๆ พยายามรวบรวมเศษ 3 ส่วน 4 ของสติที่เหลืออยู่กลับคืนมา เขาผ่อนลมหายใจยาวเหยียด ก่อนจะถอยหลังกลับไปหนึ่งก้าว เว้นระยะห่างที่ปลอดภัยเพื่อไม่ให้ตัวเองเผลอทำตามเสียงหัวใจที่เรียกร้องอยากจะดึงอีกฝ่ายเข้ามาสวมกอด
“ผมไม่ได้หมายความแบบนั้น...” คิริวเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง แต่อัดแน่นไปด้วยความเหนื่อยล้า “ผมแค่อยلากให้คุณหยุด... หยุดแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียว แล้วให้เวลาตัวเองได้ทบทวนดูสักนิด ว่าจริงๆ แล้ว... สิ่งที่เรากำลังสู้กันอยู่เนี่ย เรากำลังสู้เพื่อความฝัน หรือเรากำลังสู้เพื่อเอาชนะกันแน่”
เร็นนิ่งอึ้ง คำพูดนั้นเหมือนค้อนทุบลงกลางใจ
“ผมให้เวลาคุณถึงเที่ยงคืนพรุ่งนี้...” คิริวทิ้งสายตาคู่คมมองเอกสารบนโต๊ะเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันหลังเดินไปหยิบเสื้อโค้ทที่พาดอยู่บนพนักเก้าอี้ “ถ้าคุณยังยืนกรานจะดื้อดึงต่อ... ผมก็คงต้องปล่อยให้คุณเผชิญหน้ากับปัญหาทั้งหมดตามลำพัง”
ประตูกระจกห้องทำงานเปิดออกและปิดลงพร้อมกับเสียงคลิกเบาๆ ทิ้งให้เร็นยืนอยู่ท่ามกลางความเงียบงันและอ้างว้างตามลำพัง
สถาปนิกหนุ่มทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ทำงานอย่างไร้เรี่ยวแรง เอกสารกองโตยังคงนอนนิ่งอยู่ตรงหน้า น้ำใสๆ ที่พยายามกลั้นไว้ไหลรินลงมาอาบแก้มเงียบๆ เป็นครั้งแรกที่เร็นรู้สึกว่ากำแพงที่เขาสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวเองมันช่างเปราะบางเหลือเกิน...
ผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่รู้ ยูมะที่หายออกไปจัดการเรื่องเอกสารด้านนอกเพิ่งผลักประตูเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก รุ่นน้องหนุ่มอ้าปากค้างเมื่อเห็นสภาพของรุ่นพี่ที่นั่งเหม่อลอยราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่าง
“พี่เร็น... เกิดอะไรขึ้นทำไมพี่คิริวถึงเดินหน้าตาถมึงทึงออกไปแบบนั้นล่ะครับ? แล้วนี่... เอกสารบ้าอะไรเนี่ย?” ยูมะหยิบกระดาษแผ่นบนสุดขึ้นมาดู ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ “นี่มันใบยกเลิกสัญญาหนิ! พี่... พี่เซ็นไปยัง?!”
เร็นส่ายหน้าช้าๆ ปลายนิ้วแตะหยาดน้ำตาบนแก้มลวกๆ
“เขากำลังให้เวลาฉันทบทวนตัวเอง... ยูมะ” เสียงแหบพร่าเอ่ยลอดไรฟัน
“ทบทวนบ้าอะไรเล่า! ถ้าพี่ปล่อยโปรเจกต์นี้หลุดมือไป บริษัทเราเจ๊งยับเยินแน่ๆ และที่สำคัญ... พี่จะเสียพี่คิริวไปจริงๆ นะครับ!” ยูมะเขย่าแขนรุ่นพี่ด้วยความร้อนรน
เร็นหันไปมองหน้าลูกน้องคนสนิท แววตาที่เคยสั่นไหวค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นประกายแห่งความเด็ดเดี่ยวขึ้นมาทีละน้อย แม้หัวใจจะเจ็บแปลบจนแทบแหลกสลาย แต่สัญชาตญาณของสถาปนิกผู้ไม่เคยยอมจำนนต่อโชคชะตากลับตื่นตัวขึ้นอีกครั้ง
“ฉันจะไม่เซ็น...” เร็นเอ่ยเสียงลอดไรฟัน แววตาคมกริบฉายความดื้อรั้นอันเป็นเอกลักษณ์ “ในเมื่อเขาบอกให้ฉันทบทวนตัวเอง... งั้นฉันก็จะใช้เวลานี้แหละ พิสูจน์ให้ไอ้ภัณฑารักษ์ปากแข็งนั่นเห็นว่า... ฉันไม่ได้พ่ายแพ้!”
ยูมะถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก แต่ยังไม่ทันที่ทั้งคู่จะได้วางแผนรับมือกับวิกฤตครั้งใหญ่ เสียงเคาะประตูก็กระแทกดังปังขึ้นสามครั้งติดๆ กันอย่างไม่มีมารยาท
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
เร็นขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจ ยามวิกาลป่านนี้แล้วใครยังจะมาที่สำนักงานสถาปัตยกรรมแห่งนี้อีก?
ก่อนที่ยูมะจะทันได้เดินไปเปิดประตู บานประตูไม้เนื้อแข็งก็ถูกผลักเปิดผางเข้ามาด้วยแรงมหาศาล ร่างสูงโปรดของบุคคลที่ไม่คาดฝันปรากฏขึ้นที่กรอบประตู พร้อมกับรอยยิ้มเยียบเย็นที่ส่งตรงมายังเร็น
“ไง... น้องชาย... ไม่เจอกันนานเลยนะ สถาปนิกคนเก่ง”
ดวงตากลมโตของเร็นเบิกกว้างค้างเติ่ง สติที่เพิ่งรวบรวมกลับมาได้กระจัดกระจายหายวับไปกับตา เมื่อบุคคลที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือ ‘พี่ชายต่างแม่’ ผู้กุมความลับดำมืดที่สามารถทำลายทั้งหน้าที่การงานและครอบครัวของเขาให้พินาศได้ในพริบตาเดียว!
---
*ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและร่วมเดินทางมาจนถึงตอนนี้นะคะ!*
เซฟเฮาส์หัวใจของสถาปนิกปากจัดกับภัณฑารักษ์หน้านิ่ง•ตอนที่ 29
ศิลปะของการรอคอย
ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของสถาปนิกปากจัดกับภัณฑารักษ์หน้านิ่ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!