เซฟเฮาส์หัวใจของสถาปนิกปากจัดกับภัณฑารักษ์หน้านิ่ง•ตอนที่ 29

ศิลปะของการรอคอย

ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
แฟ้มเอกสารสีน้ำตาลหนาปึกที่ถูกโยนลงบนโต๊ะไม้สักราคาแพง เกิดเสียงทึบหนักหน่วงจนเร็นสะดุ้งสุดตัว “เซ็นซะ... แล้วทุกอย่างจะจบลงโดยไม่มีใครต้องเจ็บปวดไปมากกว่านี้” เสียงทุ้มต่ำของคิริวไม่ได้เจือปนความโกรธขึงอย่างที่ควรจะเป็น แต่มันราบเรียบ เย็นชา และเวิ้งว้างเสียจนน่ากลัว ภัณฑารักษ์หน้านิ่งยืนกอดอกพิงขอบหน้าต่างกระจกใสบานใหญ่ แสงไฟนีออนสลัวจากตึกฝั่งตรงข้ามสะท้อนเงาลงบนกรอบหน้าคมคาย ขับเน้นให้บรรยากาศในห้องทำงานสถาปัตยกรรมยามวิกาลแห่งนี้ดิ่งลึกลงสู่จุดเยือกแข็ง เร็นก้มมองกระดาษแผ่นบนสุดที่ระบุข้อความยกเลิกสัญญาร่วมทุนโปรเจกต์ ‘The Void’ ศิลปะจัดวางที่พวกเขาทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างมันขึ้นมาด้วยกันตลอดหเดือนเต็ม ตัวหนังสือสีดำสนิทพวกนั้นบาดลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่เคยฉายแววพยศและทิฐิ ปลายนิ้วเรียวที่มักจะใช้จับปากกาเขียนแบบสถาปัตย์กำลังสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่ “คุณพูดง่ายนี่คิริว...” เร็นเค้นเสียงหัวเราะในลำคอ พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะเชิดหน้าขึ้นสู้สายตา แม้ขอบตาจะร้อนผ่าวจนแทบกั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ก็ตาม “สำหรับคุณ มันอาจจะเป็นแค่โปรเจกต์ที่ผิดพลาด... เป็นแค่ตัวเลขในบัญชี หรือความซวยที่ต้องสลัดทิ้ง แต่สำหรับผม... มันคือศักดิ์ศรีทั้งชีวิต!” “ศักดิ์ศรีที่กำลังจะพังครืนลงมาเพราะความดื้อรั้นของคุณเนี่ยเหรอ?” คิริวผละออกจากขอบหน้าต่าง ก้าวฉับๆ เข้ามาประชิดตัวในระยะประชิด ความสูงโปร่งและแรงกดดันจากอีกฝ่ายทำให้เร็นต้องเผลอถอยหลังจนสะโพกชนขอบโต๊ะทำงาน ดวงตาคู่คมของภัณฑารักษ์จ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเขา ราวกับต้องการทะลุทะลวงเข้าไปอ่านความคิดบ้าคลั่งที่อยู่ข้างใน “คุณคิดว่าผมไม่เจ็บเหรอเร็น? ผลงานชิ้นนั้น... ผมก็รักมันไม่น้อยไปกว่าคุณหรอก” “แต่คุณเลือกที่จะตัดหางปล่อยวัดมัน! เลือกที่จะเซ็นใบหย่าให้กับความฝันของเราแบบง่ายๆ!” “เพราะผมรู้จักคำว่า ‘ยอมรับความจริง’ ต่างหาก!” คิริวตวาดกลับเสียงกร้าว สติที่มักจะควบคุมได้เป็นอย่างดีเริ่มขาดผึ่ง ฝ่ามือหนาเอื้อมไปกุมข้อมือเรียวของเร็นที่กำลังกำกระดาษแน่น บีบมันด้วยแรงอารมณ์ที่อัดอั้นมานาน “ตื่นจากความฝันลมๆ แล้งๆ ได้แล้วเร็น! ปัญหาเรื่องงบประมาณและข้อกฎหมายที่รั่วไหลออกไป มันไม่ใช่เรื่องที่เราจะดึงดันทำต่อได้โดยไม่สนโลก... ถ้าดื้อรั้นต่อไป คุณนั่นแหละที่จะไม่เหลืออะไรเลย แม้แต่ใบประกอบวิชาชีพ!” เร็นชะงักกึก ลมหายใจสะดุดกึงหนึ่ง คำพูดแทงใจดำนั้นทำหน้าที่ราวกับใบมีดที่กรีดลงบนแผลสด ความจริงที่ว่าเขากำลังพาโปรเจกต์เดินหน้าไปสู่หน้าผาพังทลายเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่สิ่งที่เจ็บปวดกว่าความล้มเหลวทางธุรกิจ คือท่าทีที่ตัดเยื่อใยอย่างไร้เยื่อใยของคนตรงหน้า ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่นจนเป็นเส้นตรง ดวงตากลมโตที่รั้นจัดช้อนขึ้นมองชายหนุ่มด้วยความตัดพ้อ “งั้นเหรอ... ที่ผ่านมา คุณมองผมเป็นแค่ภาระ เป็นตัวปัญหาที่คอยฉุดรั้งคุณไว้สินะ” คิริวชะงักไปชั่วขณะ มือที่บีบข้อมือเร็นคลายแรงลงโดยไม่รู้ตัว ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างพวกเขาทั้งสองคน มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาหวิวท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก ภัณฑารักษ์หน้านิ่งหลับตาลงช้าๆ พยายามรวบรวมเศษ 3 ส่วน 4 ของสติที่เหลืออยู่กลับคืนมา เขาผ่อนลมหายใจยาวเหยียด ก่อนจะถอยหลังกลับไปหนึ่งก้าว เว้นระยะห่างที่ปลอดภัยเพื่อไม่ให้ตัวเองเผลอทำตามเสียงหัวใจที่เรียกร้องอยากจะดึงอีกฝ่ายเข้ามาสวมกอด “ผมไม่ได้หมายความแบบนั้น...” คิริวเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง แต่อัดแน่นไปด้วยความเหนื่อยล้า “ผมแค่อยلากให้คุณหยุด... หยุดแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียว แล้วให้เวลาตัวเองได้ทบทวนดูสักนิด ว่าจริงๆ แล้ว... สิ่งที่เรากำลังสู้กันอยู่เนี่ย เรากำลังสู้เพื่อความฝัน หรือเรากำลังสู้เพื่อเอาชนะกันแน่” เร็นนิ่งอึ้ง คำพูดนั้นเหมือนค้อนทุบลงกลางใจ “ผมให้เวลาคุณถึงเที่ยงคืนพรุ่งนี้...” คิริวทิ้งสายตาคู่คมมองเอกสารบนโต๊ะเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันหลังเดินไปหยิบเสื้อโค้ทที่พาดอยู่บนพนักเก้าอี้ “ถ้าคุณยังยืนกรานจะดื้อดึงต่อ... ผมก็คงต้องปล่อยให้คุณเผชิญหน้ากับปัญหาทั้งหมดตามลำพัง” ประตูกระจกห้องทำงานเปิดออกและปิดลงพร้อมกับเสียงคลิกเบาๆ ทิ้งให้เร็นยืนอยู่ท่ามกลางความเงียบงันและอ้างว้างตามลำพัง สถาปนิกหนุ่มทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ทำงานอย่างไร้เรี่ยวแรง เอกสารกองโตยังคงนอนนิ่งอยู่ตรงหน้า น้ำใสๆ ที่พยายามกลั้นไว้ไหลรินลงมาอาบแก้มเงียบๆ เป็นครั้งแรกที่เร็นรู้สึกว่ากำแพงที่เขาสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวเองมันช่างเปราะบางเหลือเกิน... ผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่รู้ ยูมะที่หายออกไปจัดการเรื่องเอกสารด้านนอกเพิ่งผลักประตูเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก รุ่นน้องหนุ่มอ้าปากค้างเมื่อเห็นสภาพของรุ่นพี่ที่นั่งเหม่อลอยราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่าง “พี่เร็น... เกิดอะไรขึ้นทำไมพี่คิริวถึงเดินหน้าตาถมึงทึงออกไปแบบนั้นล่ะครับ? แล้วนี่... เอกสารบ้าอะไรเนี่ย?” ยูมะหยิบกระดาษแผ่นบนสุดขึ้นมาดู ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ “นี่มันใบยกเลิกสัญญาหนิ! พี่... พี่เซ็นไปยัง?!” เร็นส่ายหน้าช้าๆ ปลายนิ้วแตะหยาดน้ำตาบนแก้มลวกๆ “เขากำลังให้เวลาฉันทบทวนตัวเอง... ยูมะ” เสียงแหบพร่าเอ่ยลอดไรฟัน “ทบทวนบ้าอะไรเล่า! ถ้าพี่ปล่อยโปรเจกต์นี้หลุดมือไป บริษัทเราเจ๊งยับเยินแน่ๆ และที่สำคัญ... พี่จะเสียพี่คิริวไปจริงๆ นะครับ!” ยูมะเขย่าแขนรุ่นพี่ด้วยความร้อนรน เร็นหันไปมองหน้าลูกน้องคนสนิท แววตาที่เคยสั่นไหวค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นประกายแห่งความเด็ดเดี่ยวขึ้นมาทีละน้อย แม้หัวใจจะเจ็บแปลบจนแทบแหลกสลาย แต่สัญชาตญาณของสถาปนิกผู้ไม่เคยยอมจำนนต่อโชคชะตากลับตื่นตัวขึ้นอีกครั้ง “ฉันจะไม่เซ็น...” เร็นเอ่ยเสียงลอดไรฟัน แววตาคมกริบฉายความดื้อรั้นอันเป็นเอกลักษณ์ “ในเมื่อเขาบอกให้ฉันทบทวนตัวเอง... งั้นฉันก็จะใช้เวลานี้แหละ พิสูจน์ให้ไอ้ภัณฑารักษ์ปากแข็งนั่นเห็นว่า... ฉันไม่ได้พ่ายแพ้!” ยูมะถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก แต่ยังไม่ทันที่ทั้งคู่จะได้วางแผนรับมือกับวิกฤตครั้งใหญ่ เสียงเคาะประตูก็กระแทกดังปังขึ้นสามครั้งติดๆ กันอย่างไม่มีมารยาท *ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!* เร็นขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจ ยามวิกาลป่านนี้แล้วใครยังจะมาที่สำนักงานสถาปัตยกรรมแห่งนี้อีก? ก่อนที่ยูมะจะทันได้เดินไปเปิดประตู บานประตูไม้เนื้อแข็งก็ถูกผลักเปิดผางเข้ามาด้วยแรงมหาศาล ร่างสูงโปรดของบุคคลที่ไม่คาดฝันปรากฏขึ้นที่กรอบประตู พร้อมกับรอยยิ้มเยียบเย็นที่ส่งตรงมายังเร็น “ไง... น้องชาย... ไม่เจอกันนานเลยนะ สถาปนิกคนเก่ง” ดวงตากลมโตของเร็นเบิกกว้างค้างเติ่ง สติที่เพิ่งรวบรวมกลับมาได้กระจัดกระจายหายวับไปกับตา เมื่อบุคคลที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือ ‘พี่ชายต่างแม่’ ผู้กุมความลับดำมืดที่สามารถทำลายทั้งหน้าที่การงานและครอบครัวของเขาให้พินาศได้ในพริบตาเดียว! --- *ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและร่วมเดินทางมาจนถึงตอนนี้นะคะ!*
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของสถาปนิกปากจัดกับภัณฑารักษ์หน้านิ่ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%