เสียงปรบมือแปะๆ สองครั้งดังขึ้นทำลายบรรยากาศอึมครึมที่เกาะกุมห้องจัดแสดงนิทรรศการชั่วคราว จนเร็นและคิริวที่ยืนประชิดกันจนแทบจะสิงร่างสะดุ้งสุดตัว ทั้งคู่ผละออกจากกันอย่างรวดเร็วราวกับเด็กนักเรียนที่ถูกจับได้ว่ากำลังทำผิดกฎโรงเรียน
"โอ๊ะ... ดูเหมือนผมจะมาขัดจังหวะอะไรสำคัญหรือเปล่าครับเนี่ย?"
ยูมะส่งยิ้มกริ่ม รอยยิ้มแบบรุ่นน้องเจ้าเล่ห์ที่รู้ทันโลกฉายชัดบนดวงเรียวรี มือข้างหนึ่งถือแก้วกาแฟเย็นที่หยดน้ำเกาะพราว อีกมือถือแท็บเล็ตคู่ใจ สลับมองหน้าสถาปนิกหนุ่มรุ่นพี่ที่ตอนนี้ใบหูขึ้นสีแดงจัดด้วยความเคืองปนเขิน กับภัณฑารักษ์หน้านิ่งที่กำลังปั้นสีหน้าเรียบเฉยกลบเกลื่อนความวุ่นวายภายในใจได้อย่างแนบเนียน
เร็นถอนหายใจเฮือกใหญ่ ปัดเศษฝุ่นที่ไม่มีอยู่จริงบนเสื้อเชิร์ตสีเข้มเพื่อเรียกความมั่นใจกลับคืนมา ก่อนจะตวัดสายตาคมกริบใส่รุ่นน้องตัวดี "ถ้าว่างมากนัก ก็เอาเวลาไปเช็คสเปกวัสดุกระจกนิรภัยโซน B โน่นยูมะ อย่ามาทำตัวเป็นไทยมุงแถวนี้"
"โห, พี่เร็นครับ ผมไม่ได้มุงนะ ผมแค่มองเห็นความคืบหน้าของโปรเจกต์ในแง่... 'สถาปัตยกรรมผสมผสานกับมนุษยศาสตร์' ต่างหาก" ยูมะหัวเราะร่วนในลำคออย่างอารมณ์ดี ก่อนจะหันไปโค้งหัวให้คิริวเล็กน้อยตามมารยาท "สวัสดีครับคุณคิริว ผมยูมะนะครับ สถาปนิกผู้ช่วยของคนปากแข็งแถวนี้ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ"
คิริวพยักหน้ารับช้าๆ แววตาคมปลาบกวาดมองผู้มาใหม่ครู่หนึ่งก่อนจะกลับมานิ่งสนิทตามเดิม "ยินดีครับ คุณยูมะ... หวังว่าคุณจะทำงานได้รวดเร็วและมีระเบียบกว่าหัวหน้าทีมของคุณนะ"
เร็นแค่น "เฮอะ" ออกมาทันที "พูดจาแบบนี้หมายความว่ายังไงครับคุณภัณฑารักษ์ ผมทำงานเนี๊ยบทุกกระบวนการอยู่แล้ว ปัญหาเดียวในโปรเจกต์นี้ไม่ใช่ผม แต่เป็นความยึดติดกับกฎเกณฑ์โบราณคร่ำครึของคุณต่างหาก!"
บทสนทนาที่ทำท่าจะปะทุขึ้นอีกรอบถูกขัดจังหวะด้วยเสียงกระแอมเบาๆ ของคิริว เขาหยิบสมุดบันทึกปกหนังสีดำสนิทเล่มหนาออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูท วางมันลงบนโต๊ะกลางห้องด้วยท่าทางเยือกเย็นราวกับพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์
"ในเมื่อเราต้องทำงานร่วมกันภายใต้พื้นที่ที่มีมูลค่ามหาศาลแห่งนี้ และเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อชิ้นงานศิลปะหรือโครงสร้างสถาปัตยกรรม ผมมีความจำเป็นต้องร่าง 'ข้อตกลงและกฎเหล็ก' ขึ้นมา" คิริวเปิดหน้ากระดาษที่มีลายมือเขียนด้วยหมึกซึมอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยขึ้นมาอ่านด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย
เร็นกอดอก เบะปากมองบนทันทีด้วยความหมั่นไส้ "อะไรอีกเนี่ย? นี่เรากำลังทำโปรเจกต์ปรับปรุงหอศิลป์ หรือกำลังเซ็นสนธิสัญญาแบ่งแยกดินแดนกันแน่ครับคุณคิริว ถึงต้องมีกฎเหล็กอะไรนี่ด้วย?"
"ข้อแรก" คิริวไม่สนิทคำเหน็บแนมของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย ดวงตาสีนิลมองตรงมาที่เร็นด้วยความจริงจัง "ห้ามสถาปนิกทุกนายเหยียบย่างเข้าสู่โซนจัดแสดงหลัก (Main Gallery) หลังเวลาสิบแปดนาฬิกาเด็ดขาด โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผมล่วงหน้าอย่างน้อยยี่สิบสี่ชั่วโมง"
"ห๊ะ?" เร็นอุทานเสียงหลง ขยับตัวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานมากขึ้นจนแทบจะชิดร่างของอีกฝ่าย "หลังหกโมงเย็น? นั่นมันคือช่วงเวลาทองที่แสงธรรมชาติส่องเข้ามาตกกระทบกับมุมตึกฝั่งตะวันตกนะคุณ! ถ้าผมไม่เข้าไปดูหน้างานช่วงเวลานั้น ผมจะคำนวณองศาการสะท้อนของแสงที่ลอดผ่านโครงสร้างกระจกใหม่ได้ยังไง!"
"เพราะช่วงเวลานั้นเป็นเวลาที่ระบบรักษาความปลอดภัยอัตโนมัติทำงาน และเป็นเวลาที่ผมต้องตรวจสอบสภาพความชื้นของห้องจัดแสดงชิ้นเอก" คิริวตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความลังเล "ผมไม่อนุญาตให้ใครก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นสถาปนิกอัจฉริยะมาจากไหน เข้าไปเสี่ยงสร้างความเสียหายให้กับผลงานศิลปะอายุกว่าร้อยปีเพียงเพราะความต้องการส่วนตัว"
ยูมะที่ยืนดูสถานการณ์อยู่ห่างๆ แอบกลืนน้ำลายเอื้อมมือไปดึงชายเสื้อของเร็นเบาๆ พร้อมกับส่งซิกเตือนสติว่าอย่าเพิ่งระเบิดอารมณ์ใส่ว่าที่คู่กรณี แต่ดูเหมือนว่าเร็นจะเลยจุดที่จะควบคุมความหงุดหงิดไปเสียแล้ว
"ความต้องการส่วนตัวงั้นเหรอ?" เร็นก้าวเข้าไปประชิดตัวคิริวอีกก้าว จนระยะห่างระหว่างเขาทั้งสองลดลงเหลือเพียงคืบเดียว ดวงตาสองคู่จ้องประสานกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ประกายไฟแห่งความดื้อรั้นพุ่งชนกันกลางอากาศ "คุณกำลังดูถูกงานออกแบบของผม คุณคิริว ทุกเส้นที่ผมลาก ทุกมุมที่ผมคำนวณ มันไม่ใช่แค่ 'ความต้องการส่วนตัว' แต่มันคือการคืนชีวิตให้หอศิลป์เฮงซวยนี่ต่างหาก!"
"โปรดรักษาความสุภาพและระยะห่างด้วยครับ คุณเร็น" คิริวเบี่ยงตัวหลบเล็กน้อย แต่แววตาไม่ได้แสดงความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย มีเพียงความเยือกเย็นที่ยิ่งเพิ่มดีกรีความน่าหมั่นไส้ให้กับคนฟัง "และนั่นคือข้อที่สอง... ห้ามแตะต้องหรือขยับย้ายแท่นวางผลงานศิลปะเด็ดขาด แม้แต่เซนติเมตรเดียวก็ไม่อนุญาต หากพบการฝ่าฝืน โปรเจกต์นี้จะถูกยกเลิกทันที"
เร็นกำ1 หมัดแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวโพลน ความโกรธผสมผสานกับความทิฐิพุ่งพล่านขึ้นมาถึงขีดสุด เขาไม่เคยเจอใครที่เผด็จการและน่ารำคาญเท่านี้มาก่อนในชีวิต การทำงานกับคิริวก็ไม่ต่างอะไรกับการเดินเหยียบอยู่บนทุ่นระเบิดที่พร้อมจะระเบิดใส่หน้าได้ตลอดเวลา
"คุณคิดว่าคุณเป็นใครกันถึงมาออกคำสั่งกับผมเป็นชุดแบบนี้?" เร็นเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาสีเข้มวาวโรจน์ด้วยความท้าทาย "คิดว่าผมกลัวคำขู่เรื่องยกเลิกโปรเจกต์ของคุณรึไง?"
"ผมไม่ได้ขู่ครับ..." คิริวขยับใบหน้าเข้าไปใกล้จนลมหายใจอุ่นๆ ปะทะเข้าที่ข้างแก้มของสถาปนิกหนุ่ม น้ำเสียงที่เคยราบเรียบกลับลดระดับลงจนกลายเป็นเสียงกระซิบพร่าต่ำที่ทรงพลังอย่างประหลาด "...แต่ถ้าคุณยังดื้อดึงและไม่ยอมเคารพกฎของที่นี่ คุณอาจจะไม่ได้มีโอกาสเห็นแม้แต่โครงสร้างกระจกที่คุณภูมิใจนักหนาก็ได้"
บรรยากาศในห้องเงียบกริบลงทันที เสียงเครื่องปรับอากาศตัวเก่าส่งเสียงหึ่งเบาๆ ท่ามกลางความตึงเครียดที่แทบจะเชือดเฉือนกันได้ ยูมะที่ยืนอยู่มุมห้องถึงกับต้องยกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆ พยายามหาทางแทรกตัวเข้ามาช่วยกู้สถานการณ์ก่อนที่หัวหน้าทีมสถาปนิกของเขาจะกระโจนเข้าใส่ภัณฑารักษ์หน้านิ่ง
"เอ่อ... คือว่านะครับ พวกเรามาหาจุดตรงกลางกันดีกว่าไหมครับ? แบบว่า... ประนีประนอม--"
*กริ๊งงงงง!*
เสียงโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานของคิริวแผดเสียงดังลั่น ขัดจังหวะการเผชิญหน้าที่กำลังดุเดือด คิริวผละสายตาออกจากเร็นอย่างไม่รีบร้อน เขายื่นมือไปหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาดูหน้าจอ
เพียงแค่แวบแรกที่เห็นชื่อผู้โทรเข้า สีหน้าเรียบเฉยเป็นนิจของภัณฑารักษ์หนุ่มก็เปลี่ยนไปในเสี้ยววินาที ดวงตาสีนิลเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยอย่างปิดไม่มิด กล้ามเนื้อบริเวณกรามขบเข้าหากันแน่นโดยอัตโนมัติ ความนิ่งสงบที่เขาสร้างขึ้นมาตลอดทั้งวันพังทลายลงในพริบตา
เร็นที่ยืนสังเกตการณ์อยู่สังเกตเห็นความผิดปกตินั้นทันที เขาเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัยระคนแปลกใจ อะไรกันที่ทำให้คนเย็นชาอย่างคิริวถึงกับสีหน้าเปลี่ยนสีได้ขนาดนี้?
คิริวสูดหายใจเข้าลึกเพื่อควบคุมสติ ก่อนจะกดรับสายด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบกว่าเดิมหลายเท่า "ครับ... ผมเอง... กำลังจะไปเดี๋ยวนี้ครับ"
เขาวางสายลงทันทีโดยไม่รอให้อีกฝ่ายพูดจบ ดวงตาสีนิลเงີบขึ้นมองหน้าเร็นและยูมะสลับกัน แววตานั้นเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิงที่ปิดไม่มิด ก่อนที่เขาจะคว้าสมุดบันทึกและกุญแจรถบนโต๊ะด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย
"การประชุมวันนี้สิ้นสุดแค่นี้" คิริวเอادเสียงเรียบเฉยแต่แฝงความรีบร้อนไว้อย่างชัดเจน "พรุ่งนี้แปดโมงเช้า... หวังว่าคุณจะมาตรงเวลาและทำตามกฎทุกข้อที่ผมแจ้งไป มิฉะนั้น... คุณจะไม่ได้รับอนุญาตให้เหยียบเข้ามาในตึกนี้อีก"
พูดจบ คิริวก็หมุนตัวเดินจ้ำอ้าวออกจากห้องจัดแสดงไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้เร็นและยูมะยืนงงอยู่กับความว่างเปล่าที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความลับบางอย่าง
เร็นมองตามแผ่นหลังที่รีบเร่งนั้นไป ดวงตาคู่สวยหรี่ลงอย่างใช้ความคิด ความรู้สึกหงุดหงิดเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความสงสัยใคร่รู้ที่พุ่งสูงจนแทบจะทนไม่ไหว
มีบางอย่าง... บางอย่างที่ใหญ่กว่าเรื่องกฎเหล็กงี่เง่าพวกนั้นซ่อนอยู่เบื้องหลังท่าทีร้อนรนของคิริว และเขาก็ไม่ใช่ประเภทที่จะปล่อยให้เรื่องคาใจแบบนี้ผ่านไปง่ายๆ เสียด้วย
ยูมะเดินเข้ามาใกล้รุ่นพี่ เอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวลเล็กน้อย "พี่เร็น... ดูท่าทางคุณคิริวเขาจะไม่ได้แค่หวงหرفผลงานศิลปะธรรมดาแล้วล่ะครับ ผมว่าหมอนี่มีอะไรปิดบังเราอยู่แน่ๆ"
เร็นแค่นยิ้มมุมปาก ดวงตาคมกริบสะท้อนประกายความท้าทายที่ไร้ความกลัวใดๆ เขาสะบัดหน้าไปทางประตูที่คิริวเพิ่งเดินหายออกไป พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้ยูมะถึงกับต้องถอนหายใจยาว
"ปิดบังงั้นเหรอ? งั้นคืนนี้... เราคงต้องแอบเข้าไปพิสูจน์กันหน่อยแล้วล่ะ ว่าหลังหกโมงเย็นในโซนจัดแสดงหลัก... มันมีอะไรที่เขาไม่อยากให้ฉันเห็นกันแน่!"
---
*ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับความลับและกฎเหล็กที่ชวนให้หัวใจเต้นผิดจังหวะของพ่อสถาปนิกปากจัดกับภัณฑารักษ์หน้านิ่งนะคะ! หวังว่าจะสนุกและฟินไปพร้อมๆ กับหิมะแรกในโตเกียวค่ะ*
เซฟเฮาส์หัวใจของสถาปนิกปากจัดกับภัณฑารักษ์หน้านิ่ง•ตอนที่ 4
กฎเหล็กในหอศิลป์
ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของสถาปนิกปากจัดกับภัณฑารักษ์หน้านิ่ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!