รอยชอล์กสีแดงสดที่ขีดกากบาทไว้บนแปลนโครงสร้างชั้นสาม ไม่ได้เป็นแค่เพียงสัญลักษณ์บอกจุดแก้ไข แต่มันคือหลักฐานชิ้นโบแดงที่ตะโกนใส่หน้าเร็นว่า งานระดับมาสเตอร์พีซที่เขาภาคภูมิใจกำลังจะพังทลายลงมาทั้งคูหา
"คุณบ้าไปแล้วหรือไงเร็น?"
เสียงเรียบเรื่อยแต่ทรงพลังของคิริว, ภัณฑารักษ์หน้านิ่งผู้ไม่เคยแสดงอารมณ์ใดเกินขีดจำกัด ดังขึ้นเหนือหัว ท่ามกลางความเงียบงันของห้องจัดแสดงนิทรรศการที่ยังสร้างไม่เสร็จ กลิ่นสีทาผนังและฝุ่นปูนคละคลุ้งอยู่ในบรรยากาศที่อัดแน่นไปด้วยแรงกดดัน
เร็นขบกรามแน่นจนสันนูนขึ้นมา สถาปนิกหนุ่มในเสื้อเชิ้ตพับแขนลวกๆ ปัดเศษผงคอนกรีตออกจากมือด้วยความหงุดหงิด เขาก้าวเท้าเข้าไปประชิดตัวอีกฝ่ายโดยไม่ยอมเว้นระยะห่างที่เหมาะสม "ผมไม่ได้บ้าคิริว คนที่บ้าคือไอ้พวกผู้รับเหมาที่ลักไก่ลดสเปกเหล็กเสริมคานต่างหาก ถ้าคุณตาไม่บอดสนิทจนเกินไป น่าจะมองเห็นนะว่ารอยร้าวพวกนี้มันไม่ใช่แค่รอยยิปซัมแตก แต่มมันคือรอยร้าวระดับโครงสร้างหลัก"
คิริวไม่สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย เขายังคงกอดอกมองร่างสูงที่กำลังหัวเสียด้วยสายตานิ่งสนิท ราวกับกำลังประเมินราคาสินค้าตำหนิในตลาดนัด "ผมเป็นภัณฑารักษ์ ไม่ใช่วิศวกรโครงสร้าง แต่ผมมีตาพอกับการมองออกว่าคุณกำลังใช้อารมณ์ตัดสินงานศิลปะและสถาปัตยกรรมชิ้นนี้... คุณกำลังกลัวเร็น"
"กลัว? ผมเนี่ยนะกลัว?" เร็นแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบฉายแวววาวโรจน์ด้วยความทิฐิ เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกับสันจมูกโด่งเป็นสันของอีกฝ่าย "สถาปนิกอย่างผมไม่เคยกลัวความจริง แต่ผมเกลียดพวกโลกสวยที่ไม่ยอมรับความจริงต่างหาก ถ้าตึกนี้เปิดแสดงงานศิลปะแล้วถล่มลงมาทับหัวคนดู คุณจะรับผิดชอบไหวไหมล่ะคุณภัณฑารักษ์หน้านิ่ง"
บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกแช่แข็งด้วยความเงียบเชียบ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศตัวเก่าที่ส่งเสียงฮัมเบาๆ อยู่มุมห้อง คิริวไม่ถอยหนี เขากลับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่กำลังร้อนรุ่มด้วยเพลิงโทสะ ความนิ่งสงบของคิริวเปรียบเสมือนน้ำเย็นที่ราดลงบนกองไฟ ยิ่งทำให้เร็นรู้สึกหงุดหงิดจนแทบคลั่ง แต่ในขณะเดียวกัน แรงดึงดูดประหลาดบางอย่างก็พุ่งเข้าชนหัวใจของสถาปนิกหนุ่มเข้าอย่างจัง
ยูมะที่ยืนถือแท็บเล็ตอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว กระแอมเบาๆ เพื่อทำลายบรรยากาศตึงเครียดที่ชวนให้หายใจไม่ออก "เอ่อ... พี่เร็นครับ พี่คิริวครับ ใจเย็นๆ กันก่อนดีไหมครับ คือ... ผมเพิ่งไปดึงไฟล์แบบแปลนดั้งเดิมของตึกนี้สมัยรีโนเวทครั้งก่อนมาดู และผมคิดว่า... เราเจอต้นตอของปัญหาแล้วล่ะครับ"
เร็นละสายตาจากริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันเล็กน้อยของคิริวอย่างไม่เต็มใจนัก เขาสลัดความรู้สึกวาบหวามแปลกประหลาดที่แล่นพล่านอยู่ในอกทิ้งไป แล้วหันไปคว้าแท็บเล็ตจากมือรุ่นน้อง
นิ้วเรียวยาวกวาดหน้าจอไปมาอย่างรวดเร็ว ดวงตาคมกริบกวาดมองตัวเลขและลายเส้นสถาปัตยกรรมยุคเก่าที่ถูกสแกนเอาไว้ ยิ่งอ่าน คิ้วเข้มก็ยิ่งขมวดเข้าหากันแน่นขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะเป็นปม
"นี่มัน... อะไรกันวะเนี่ย" เร็นพึมพำกับตัวเอง สีหน้าเปลี่ยนจากความเกรี้ยวกราดเป็นความตื่นตะลึงระคนไม่อยากเชื่อ
คิริวขยับเข้าไปใกล้ ขยับแว่นตาเล็กน้อยเพื่อมองดูหน้าจอร่วมด้วย กลิ่นน้ำหอมจางๆ ประจำตัวของภัณฑารักษ์หนุ่มลอยมาแตะจมูกเร็น ทำให้สถาปนิกหนุ่มเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว "เจออะไรเร็น?"
"ดูนี่สิ" เร็นชี้ไปยังจุดตัดของเสาหลักในแปลนโครงสร้างชั้นสาม "แบบแปลนเดิมไม่ได้ถูกแก้ไขแค่เรื่องความหนาของผนัง แต่เสาต้นนี้... เสาที่รับน้ำหนักห้องโถงจัดแสดงหลัก มันถูกเปลี่ยนจากเหล็กกล้าเกรดเอ เป็นเหล็กผสมรีไซเคิลที่รับน้ำหนักได้ไม่ถึงครึ่งตามมาตรฐานวิศวกรรม"
คิริวหันขวับมามองหน้าเร็นทันที "หมายความว่ายังไง? ตึกนี้เพิ่งผ่านการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยไปเมื่อสามเดือนก่อนไม่ใช่หรือไง"
"นั่นแหละคือประเด็น!" เร็นหันกลับมาเผชิญหน้า น้ำเสียงของเขาจริงจังและเฉียบคมจนไม่มีคราบความปากจัดหลงเหลืออยู่ "เอกสารการตรวจสอบนั่นถูกปลอมแปลง หรือไม่ก็... มีใครบางคนจงใจปกปิดรอยร้าวนี้ตั้งแต่แรกเริ่มรีโนเวทโครงการนี้แล้ว"
ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังดิ่งลงสู่ความมืดมนของข้อสงสัยและอันตรายที่ซ่อนเร้น ยูมะก็เอ่ยแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย "เอ่อ... พี่เร็นครับ คือว่า... ลายเซ็นอนุมัติวัสดุชุดนี้ในระบบฐานข้อมูลเก่า มันเป็นลายเซ็นของ..."
รุ่นน้องหนุ่มกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองรุ่นพี่ทั้งสองด้วยสายตาสั่นไหว "เป็นลายเซ็นของอาจารย์ธน ากร... สถาปนิกที่ปรึกษาอาวุโส, และ... และเป็นคุณพ่อของคุณเร็นเองครับ"
ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงกลางห้องโถงที่กำลังสร้างไม่เสร็จ เร็นชะงักค้าง ร่างกายแข็งทื่อราวกับรูปปั้นหิน ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา ถูกแทนที่ด้วยความว่างเปล่าเย็นเยียบที่กัดกินขั้วหัวใจ บาดแผลในอดีตที่เขาพยายามฝังกลบมันไว้ด้วยความสมบูรณ์แบบในการทำงาน ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาประจานต่อหน้าต่อตาอีกครั้ง
คิริวหันมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเร็นที่ซีดเผือด ริมฝีปากที่เคยขยับต่อปากต่อคำกับเขากำลังเม้มเข้าหากันแน่นจนเป็นเส้นตรง ดวงตาคู่สวยที่เคยพยศและดุดัน บัดนี้กลับไหววับไปด้วยความเจ็บปวดและสับสนที่ซ่อนเร้นภายใต้เกราะป้องกันหนาทึบ
ภัณฑารักษ์หน้านิ่งตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด มือเรียวเอื้อมไปคว้ามือหนาของเร็นที่กำลังกำแท็บเล็ตแน่นจนสั่นเทามากุมไว้หลวมๆ สัมผัสอุ่นจากปลายนิ้วของคิริวส่งผ่านความนิ่งสงบและความมั่นคงมาให้อย่างเงียบเชียบ โดยไม่มีคำปลอบโยนใดๆ หลุดออกมาจากริมฝีปาก
เร็นสะดุ้งเล็กน้อย เขาหันกลับมามองคนข้างกายที่ยังคงตีสีหน้านิ่งเรียบ แต่สายตากลับเต็มไปด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งที่ทำเอาหัวใจคนปากจัดกระตุกวูบ
ทว่า ก่อนที่เร็นจะได้ทันเอ่ยคำใดออกมาเพื่อทำลายความเงียบงันที่บีบคั้นหัวใจ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นจากบันไดหนีไฟด้านหลัง พร้อมกับเงาร่างของชายวัยกลางคนในสูทราคาแพงที่ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขา พร้อมรอยยิ้มเยียบเย็นที่มุมปาก
"ไงล่ะลูกชาย... เพิ่งค้นพบความจริงที่พ่ออุตส่าห์ซ่อนเอาไว้สินะ"
________________________________________
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาอ่านและอินไปกับความสัมพันธ์ที่เริ่มสั่นคลอนนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ!
-- หิมะแรกในโตเกียว --
เซฟเฮาส์หัวใจของสถาปนิกปากจัดกับภัณฑารักษ์หน้านิ่ง•ตอนที่ 5
รอยร้าวที่ซ่อนอยู่
ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของสถาปนิกปากจัดกับภัณฑารักษ์หน้านิ่ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!