"ถ้าคุณยังยืนกรานจะทุบผนังรับน้ำหนักฝั่งทิศตะวันออกเพื่อเอาพื้นที่ไปทำห้องจัดแสดงงานเซรามิกงี่เง่าพวกนั้นล่ะก็... ผมแนะนำให้คุณไปซื้อตึกใหม่แล้วเอาสมองส่วนหน้าไปรีเซ็ตใหม่ยกชุดเลยดีกว่าค่ะ คุณคิริว"
เสียงทุ้มต่ำที่อัดแน่นไปด้วยความหงุดหงิดระเบิดขึ้นกลางห้องประชุมชั่วคราวบนชั้นสองของหอศิลป์เก่า เร็นสะบัดปากกาไวท์บอร์ดในมือลงบนโต๊ะไม้จนเกิดเสียงดังสนั่น พิมพ์เขียวผังอาคารสถาปัตยกรรมยุคโชวะถูกกางแผ่หراหลาอยู่เบื้องหน้า รอยปากกาเคมีสีแดงวงทับจุดที่ทั้งคู่เพิ่งทะเลาะกันมาร่วมสามชั่วโมงเต็ม
เหตุการณ์เมื่อครู่... ตอนที่ใบหน้าของพวกเขากลืนหายไปกับความมืดและเกือบจะแนบชิดกันจนสัมผัสลมหายใจ ดูเหมือนจะถูกลบเลือนหายไปจากความทรงจำของสถาปนิกหนุ่มผู้รักความสมบูรณ์แบบจนหมดสิ้น เหลือเพียงสัญชาตญาณดิบในการปกป้องงานออกแบบของตัวเองจากเงื้อมมือของภัณฑารักษ์หน้านิ่งคนนี้เท่านั้น
คิริวไม่ได้สะดุ้งสะเทือนกับคำพูดเชือดเฉือนนั้นเลยแม้แต่น้อย เขายังคงยืนกอดอกพิงขอบหน้าต่าง แสงแดดยามบ่ายที่ส่องผ่านกระจกฝ้าขับให้กรอบหน้าคมคายนั้นดูเยือกเย็นและดื้อรั้นเป็นทวีคูณ ดวงตาสนิมเหล็กคู่นั้นกวาดมองแปลนอาคารด้วยความนิ่งสงบราวกับกำลังมองกองขยะ
"ถ้าคุณเร็นใช้สมองซีกซ้ายคิดสักนิด ไม่ใช่เอาแต่อารมณ์เป็นที่ตั้งเหมือนเด็กฝึกงาน คุณจะรู้ว่าพื้นที่ตรงนั้นมันอับแสงและไร้ชีวิตชีวา งานเซรามิกโบราณของผมต้องการแสงธรรมชาติในการเล่าเรื่อง ไม่ใช่มืดมนและอึดอัดเหมือนห้องใต้ดินสถาปัตย์แบบที่คุณออกแบบมาเพื่อสนองนี้ดตัวเอง"
คิริวสวนกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่นิ่มนวล เชือดเฉือนจนคนฟังรู้สึกเหมือนโดนกรีดด้วยกระดาษทีละนิดอย่างเจ็บแสบ
เร็นสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับสติอารมณ์ที่พุ่งปรี๊ดจนเส้นเลือดข้างขมับเต้นตุบๆ เขาก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะทำงานจนระยะห่างระหว่างเขากับคิริวลดลงเหลือเพียงคืบเดียว ดวงตากลมโตที่มักจะฉายแววหยิ่งทะนงจ้องมองอีกฝ่ายเขม็ง
"คุณกำลังดูถูกงานของผม..." เร็นกดเสียงต่ำ รemind ตัวเองให้สุภาพเข้าไว้แม้ในใจอยากจะคว้าไม้บรรทัดเหล็กมาฟาดหัวอีกฝ่าย "นี่คือตึกประวัติศาสตร์นะคะคุณคิริว โครงสร้างหลักมันรับภาระมาเจ็ดสิบปีแล้ว ถ้าคุณอยากได้แสงธรรมชาติ ทำไมไม่ไปเจาะหลังคาโรงเรือนปลูกต้นไม้ล่ะคะ จะมาดันทุรังทำลายสถาปัตยกรรมดั้งเดิมทำไม"
"เพราะผมเป็นภัณฑารักษ์ หน้าที่ของผมคือการทำให้งานศิลปะหายใจได้ ไม่ใช่ถูกจองจำอยู่ในซากปรักหักพังที่ใครก็ไม่รู้มาแปะป้ายว่ามันคือมรดกทางวัฒนธรรม" คิริวโน้มตัวลงมาเล็กน้อย ระยะห่างที่ใกล้ชิดทำให้กลิ่นน้ำหอมจางๆ แนวไม้สนและชาเขียวผสมกับกลิ่นฝนจางๆ ลอยแตะจมูกเร็นโดยไม่ทันตั้งตัว
หัวใจของสถาปนิกหนุ่มกระตุกวูบอย่างประหลาด เขาชะงักไปชั่ววินาทีเมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่นั้นที่ไม่ได้เย็นชาอย่างที่คิด แต่มันเต็มไปด้วยความดื้อรั้นและ... ความเจ็บปวดบางอย่างที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากไร้ความรู้สึก
บรรยากาศในห้องเงียบลงชั่วขณะ เสียงพัดลมเพดานหมุนเอื่อยๆ แข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นผิดจังหวะในอกของเร็น เขารีบเบือนหน้าหนีแล้วกระแอมเบาๆ เพื่อกลบเกลื่อนความประหลาดใจที่จู่ๆ ก็แล่นพล่านขึ้นมา
"โอเค..." เร็นถอนหายใจยาวเหยียด ยอมถอยหลังกลับไปหนึ่งก้าวเพื่อเว้นระยะห่าง "ในเมื่อเราไม่มีใครยอมใคร งั้นเรามาตกลงกันแบบคนโตแล้วดีกว่าค่ะ"
คิริวเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างสนใจ "ข้อเสนออะไรล่ะครับสถาปนิกปากจัด"
"เราจะแบ่งพื้นที่ออกเป็นสองโซน โซนแรกคือสเปซเดิมที่คุณอยากได้แสงธรรมชาติ ผมจะยอมออกแบบโครงสร้างเหล็กเสริมพิเศษมารองรับน้ำหนักให้โดยที่คุณไม่ต้องทุบผนังรับน้ำหนักทิ้ง แต่แลกกับการที่โซนที่สอง... คุณต้องยอมให้ผมทำผนังทึบเพื่อโชว์โครงสร้างคอนกรีตเปลือยตามแบบที่ผมต้องการ"
เร็นยื่นข้อเสนอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ แบบนี้คือการประนีประนอมที่ยุติธรรมที่สุดในสายตาของเขา งานศิลปะของคิริวจะมีพื้นที่หายใจ และโครงสร้างสถาปัตยกรรมอันสมบูรณ์แบบของเขาก็จะไม่ถูกทำลาย
คิริวหรี่ตามองพิจารณาแปลนในหัว สมองของภัณฑารักษ์หนุ่มประมวลผลอย่างรวดเร็ว เขารู้ดีว่าโครงสร้างเหล็กเสริมที่เร็นพูดถึงนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องใช้ต้นทุนสูง แต่มันก็เป็นทางออกเดียวที่จะไม่ทำให้ตึกนี้พังลงมาก่อนงานนิทรรศการจะเริ่ม
ริมฝีปากบางเฉียบยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มแรกในรอบวันที่ทำให้เร็นรู้สึกว่ามันน่าหมั่นไส้ที่สุดในโลก
"ฉลาดนี่ครับ... นึกว่าจะเอาแต่ใจตัวเองเป็นเด็กๆ ซะอีก"
"ฉันเป็นมืออาชีพค่ะ ไม่ใช่เด็กอนุบาลที่จะเอาแต่ขว้างสีใส่กันเหมือนคุณ" เร็นเชิดหน้าขึ้นตอบโต้ทันควัน "ตกลงตามนี้ใช่ไหมคะ? ถ้าตกลงก็เซ็นชื่อลงในบันทึกข้อตกลงซะ"
เร็นเลื่อนกระดาษบันทึกข้อตกลงพร้อมปากกาไปตรงหน้าคิริว ภัณฑารักษ์หนุ่มก้มลงมองครู่หนึ่งก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบปากกา ปลายนิ้วเรียวยาวของทั้งคู่บังเอิญแตะโดนกันเบาๆ บนด้ามปากกา ความเย็นเยียบจากปลายนิ้วของคิริวปะทะกับความอุ่นร้อนจากมือของเร็น ราวกับมีกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ วิ่งพล่านผ่านผิวหนังสัมผัสจนเร็นต้องรีบชักมือกลับราวกับถูกไฟลวก
คิริวชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาสนิมเหล็กช้อนขึ้นมองเร็นที่กำลังก้มหน้าหลบสายตาด้วยใบหน้าที่ขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างปิดไม่มิด
ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังจะกลับมาตึงเครียดและชวนใจเต้นระทึกอีกครั้ง เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงเปิดประตูกระแทกผนังดังปังก็ขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน
"พี่เร็น! คุณคิริว! แย่แล้วครับ!"
ยูมะ รุ่นน้องสถาปนิกสายชิลล์วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในห้อง ใบหน้าของเด็กหนุ่มซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือด เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มกรอบหน้า
เร็นขมวดคิ้วมุ่น หันไปมองรุ่นน้องด้วยความหงุดหงิดที่โดนขัดจังหวะ "มีอะไรยูมะ? วิ่งหน้าตั้งมาขนาดนี้ ตึกถล่มหรือไง"
ยูมะหอบหายใจจนตัวโยون ก่อนจะกวาดสายตามองทั้งสองคนสลับกันด้วยสีหน้าตื่นตระหนกสุดขีด
"ไม่ใช่ตึกถล่มครับพี่... แต่..." ยูมะกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "แต่ผลงานชิ้นเอกของนิทรรศการ... ไหเซรามิกโบราณศตวรรษที่สิบสองที่เพิ่งขนส่งมาถึงเมื่อกี้... มัน..."
คิริวหน้าถอดสีทันที รอยยิ้มเยือกเย็นเมื่อครู่หายวับไปกับตา เขาทิ้งปากกาในมือแล้วพุ่งเข้าไปควอดยูมะไว้ทันที
"มันทำไม! ไหชิ้นนั้นเป็นอะไร!" คิริวตะคอกเสียงดังลั่น ความเยือกเย็นทั้งหมดพังทลายลงในพริบตา
"มัน... มันแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ ไปแล้วครับ!"
________________________________________
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะเวียนมาสัมผัสความปั่นป่วนและเคมีที่ชวนลุ้นระทึกของคู่กัดคู่นี้ด้วยกันนะคะ!
เซฟเฮาส์หัวใจของสถาปนิกปากจัดกับภัณฑารักษ์หน้านิ่ง•ตอนที่ 2
สงครามบนพิมพ์เขียว
ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของสถาปนิกปากจัดกับภัณฑารักษ์หน้านิ่ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!