“ถ้าคุณยังวาดเส้นสเกลผิดพลาดอีกเซนติเมตรเดียว ผมจะถือว่าคุณจงใจก่อวินาศกรรมโปรเจกต์นี้ ไม่ใช่ความเข้าใจผิดทางเทคนิค”
เสียงของเร็นกร้าวและเฉียบคมเหมือนใบมีดโกนที่เพิ่งลับใหม่ๆ เขาโยนดินสอไม้ราคาแพงลงบนโต๊ะเขียนแบบจนเกิดเสียงดังสนั่น ก่อนจะผลักเก้าอี้จนไถลถอยหลังไปกระแทกผนังห้องทำงานที่เต็มไปด้วยรอยขีดเขียนผังอาคาร
คิริวที่ยืนกอดอกพิงชั้นวางหนังสืออยู่มุมห้องไม่แม้แต่จะขยับตัว เขาปรายตามองสถาปนิกหนุ่มที่กำลังหอบหายใจด้วยความโมโหด้วยสายตาเรียบเฉย ราวกับกำลังมองดูพายุฝนที่ไม่มีวันทำลายกำแพงหินของเขาได้
“คนเราผิดพลาดกันได้ครับคุณเร็น โดยเฉพาะเมื่อคนที่สั่งงานเอาแต่หงุดหงิดใส่คนอื่นเหมือนระเบิดเวลาแบบนี้ สมาธิคนทำงานเขาก็ลดลงเป็นธรรมดา” คิริวเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าทุกคำกลับเชือดเฉือนเข้าไปในความถือดีของอีกฝ่ายอย่างแม่นยำ
“สมาธิลดลง? หรือเพราะคุณไม่มีปัญญาคุมรายละเอียดงานศิลป์ให้เข้ากับโครงสร้างที่ผมออกแบบไว้กันแน่?”
“งานศิลป์ไม่ใช่แค่เครื่องประดับประดาให้ตึกของคุณดูแพงขึ้น แต่มันคือจิตวิญญาณของพื้นที่ที่คนจะอยู่อาศัย” คิริวก้าวเดินเข้ามาใกล้โต๊ะทำงาน กลิ่นจางๆ ของกระดาษเก่าและน้ำหอมกลิ่นไม้หอมที่ติดตัวเขาทำให้อากาศในห้องที่ตึงเครียดดูจะผ่อนคลายลงอย่างน่าประหลาด “คุณเอาแต่คิดถึงความสมบูรณ์แบบในเชิงเรขาคณิต จนลืมไปว่ามนุษย์ที่อาศัยอยู่ข้างในนั้น... เขามีหัวใจ ไม่ใช่แค่ตัวเลข”
เร็นนิ่งไป เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับคนตรงหน้า แสงไฟสลัวจากโคมไฟบนโต๊ะส่องให้เห็นดวงตาที่วูบไหวของเขาเพียงชั่วครู่ ก่อนจะถูกกลบด้วยความเย็นชาตามความเคยชิน
“หัวใจเหรอ?” เร็นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ฟังดูเหมือนการเยาะเย้ยตัวเอง “ในโลกของสถาปนิก... หัวใจมันก็แค่กล้ามเนื้อที่คอยสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองเพื่อให้เราทำงานต่อได้เท่านั้นแหละครับ”
คิริวไม่ตอบ เขาคว้าแก้วกาแฟที่เย็นชืดบนโต๊ะขึ้นมา แล้วเดินไปหยิบกาน้ำร้อนไฟฟ้าที่วางอยู่มุมห้อง ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานสถาปนิกมือหนึ่งแทนที่เสียงถกเถียงที่ดุเดือดเมื่อครู่ มีเพียงเสียงกาน้ำร้อนที่เริ่มส่งเสียงเดือดเบาๆ เป็นจังหวะ
“ถ้าอย่างนั้น... ทำไมตอนที่ผมเสนอให้เปลี่ยนวัสดุผนังเป็นหินอ่อนธรรมชาติ คุณถึงยอมตกลงทั้งที่มันลดงบประมาณส่วนกำไรของคุณไปตั้งเยอะ?” คิริวถามโดยไม่หันมามอง เขาหยิบถุงชาสมุนไพรแช่ลงในแก้ว
เร็นชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันเก้าอี้กลับมามองแผ่นหลังของอีกฝ่าย “เพราะผมอยากให้งานมันออกมาดีที่สุด ไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องส่วนตัว”
“โกหกครับ” คิริวหมุนตัวกลับมา วางแก้วชาอุ่นๆ ลงบนโต๊ะข้างๆ แขนของเร็น “คุณแค่ชอบสัมผัสของมัน เพราะมันทำให้นึกถึงบ้านหลังแรกที่คุณเคยออกแบบไว้ตอนสมัยเรียน... ใช่ไหมครับ?”
เร็นเบิกตากว้าง ความลับที่เขาไม่เคยบอกใคร แม้แต่ยูมะที่เป็นรุ่นน้องคนสนิท กลับถูกผู้ชายหน้านิ่งคนนี้ขุดขึ้นมาวางไว้อย่างง่ายดายเหมือนหยิบหนังสือบนชั้น
“คุณรู้ได้ยังไง?”
“ผมเป็นภัณฑารักษ์นะครับคุณเร็น งานของผมคือการอ่านสิ่งที่อยู่หลังงานศิลปะเสมอ และสำหรับผม... คุณคือผลงานศิลปะชิ้นที่ซับซ้อนที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมา”
คิริวขยับตัวเข้ามาใกล้จนเร็นได้กลิ่นหอมจางๆ จากชาสมุนไพรที่ไอร้อนเริ่มระเหยขึ้นมา ความดุร้ายในดวงตาของสถาปนิกหนุ่มค่อยๆ อ่อนแสงลง ความรู้สึกอัดอั้นที่เก็บซ่อนไว้ในใจเริ่มสั่นคลอนอย่างควบคุมไม่ได้
“บางครั้ง...” คิริวพูดต่อ น้ำเสียงที่เคยแข็งกระด้างกลับนุ่มนวลลง “การยอมรับว่าเราเหนื่อย หรือการยอมรับว่าเราต้องการใครสักคนมาช่วยเติมเต็มช่องว่างที่พังทลาย มันไม่ใช่ความล้มเหลวหรอกนะครับ”
เร็นมองมือของคิริวที่วางอยู่บนขอบโต๊ะใกล้กับมือของเขา เขาลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเอื้อมมือไปแตะปลายนิ้วของภัณฑารักษ์หน้านิ่งนั้นเบาๆ ความอบอุ่นจากนิ้วมือส่งผ่านไปถึงหัวใจที่เต้นผิดจังหวะ
ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน เร็นเพิ่งตระหนักได้ว่ากำแพงน้ำแข็งที่เขาสร้างขึ้นมาตลอดหลายปี เริ่มมีรอยร้าวขนาดใหญ่เพราะผู้ชายคนนี้คนเดียว
“ผมไม่ได้ต้องการคนมาเติมเต็ม...” เร็นพึมพำ แต่สายตาที่เขามองคิริวกลับปฏิเสธคำพูดนั้นโดยสิ้นเชิง “ผมแค่ต้องการให้คุณ... หยุดทำให้ผมรู้สึกเหมือนควบคุมตัวเองไม่ได้สักที”
คิริวคลี่ยิ้มจางๆ รอยยิ้มที่เร็นไม่เคยเห็นมาก่อน มันไม่ใช่รอยยิ้มเย้ยหยัน แต่มันคือความอ่อนโยนที่ชวนให้ใจสั่นจนแทบหยุดเต้น เขาโน้มตัวลงมาจนลมหายใจอุ่นๆ รินรดอยู่ที่ข้างแก้มของเร็น
“งั้นเราก็คงไม่ต้องควบคุมอะไรกันแล้วล่ะครับ...”
ทว่าในจังหวะที่หัวใจของทั้งสองคนกำลังจะหลอมรวมเป็นจังหวะเดียวกัน เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นจากทางเดินหน้าห้องทำงาน ตามมาด้วยเสียงเคาะประตูที่รัวและเร่งร้อน
“พี่เร็น! ผมมีเรื่องด่วนจะบอก! งานที่ไซด์ก่อสร้างมีปัญหานิดหน่อย... เอ๊ะ! ผมเข้ามาได้ไหมเนี่ย?”
ยูมะผลักประตูเข้ามาโดยไม่รอคำอนุญาต สิ่งที่เขาเห็นคือร่างของคิริวที่กำลังยืนก้มตัวใกล้เร็นในระยะที่ใกล้เกินกว่าคำว่า 'เพื่อนร่วมงาน' จะทำกัน เร็นรีบชักมือออกทันทีและทำหน้าถมึงทึงใส่รุ่นน้อง แต่ดวงตาของเขายังคงเหลือร่องรอยของความกระวนกระวายใจเอาไว้
ยูมะหยุดชะงัก อ้าปากค้างมองทั้งคู่สลับไปมา ก่อนจะค่อยๆ ถอยหลังออกไปพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “โอ้... ผมว่าผมมาผิดจังหวะ หรือว่า... ถูกจังหวะกันแน่ครับเนี่ย?”
เร็นลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มือสั่นน้อยๆ อย่างระงับอารมณ์ ก่อนจะหันไปสบตาคิริวที่ยังคงนิ่งสงบเหมือนเดิมไม่มีผิดเพี้ยน
“เรื่องของผมกับคุณ... ยังไม่จบแค่นี้แน่”
เร็นทิ้งคำพูดนั้นไว้พร้อมกับเดินพุ่งตัวออกไปจากห้อง ทิ้งให้คิริวยืนอยู่ท่ามกลางกลิ่นชาที่ยังคงอุ่นกรุ่น และรอยยิ้มที่มุมปากของเขาที่ค่อยๆ กว้างขึ้นตามความลับที่เขารู้ดีว่า... เร็นไม่มีวันหนีเขาพ้น
ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการตกหลุมรักไปพร้อมกับเร็นและคิริวนะคะ!
เซฟเฮาส์หัวใจของสถาปนิกปากจัดกับภัณฑารักษ์หน้านิ่ง•ตอนที่ 8
รอยยิ้มที่หาได้ยาก
ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของสถาปนิกปากจัดกับภัณฑารักษ์หน้านิ่ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!