กลิ่นฝุ่นเก่าและกระดาษเคลือบแลคเกอร์อบอวลอยู่ในความมืดทึบของห้องใต้หลังคา เสียงล็อกแม่กุญแจทองเหลืองที่เพิ่งถูกงัดออกดังเอี๊ยดอ๊าดบาดประสาท ท่ามกลางบรรยากาศอับชื้นที่มีเพียงแสงไฟฉายจากสมาร์ทโฟนส่องสว่างตัดผ่านความมืดเป็นลำ
"ถ้าที่นี่ไม่มีผังโครงสร้างดั้งเดิมของหอศิลป์ตามที่คุณยูมะบอก คุณคิริวเตรียมตัวเลี้ยงมื้อค่ำชุดใหญ่ที่ร้านโอมากาเสะริมอ่าวได้เลยนะคะ ถือเป็นค่าเสียเวลาที่ลากฉันมาขุดคุ้ยซากอารยธรรมไร้สาระนี่"
เสียงทุ้มต่ำติดจะหงุดหงิดของเร็นดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ สถาปนิกหนุ่มก้าวเท้าเข้ามาในห้องเก็บของลับโดยไม่ระวัง จนไหล่หนาไปชนเข้ากับกล่องไม้สักโบราณที่ซ้อนกันอยู่ ฝุ่นละอองฟุ้งกระจายจนต้องยกมือขึ้นปัดป้องจมูก
คิริวที่เดินตามหลังมาติดๆ ถอนหายใจเบาอย่างนึกระอา ภัณฑารักษ์หน้านิ่งปัดเศษใยแมงมุมออกจากเสื้อเชิ้ตสีอ่อนด้วยท่าทีนิ่งสงบผิดกับอีกฝ่าย "ถ้าคุณเงียบแล้วใช้สายตาคมๆ กวาดมองหาตู้เอกสารเหล็กแทนที่จะเอาแต่บ่น เราคงเจอสิ่งที่ตามหาไปนานแล้วค่ะคุณเร็น ไม่ใช่เดินมาเตะโน่นชนนี่จนฝุ่นตลบอบอวลแบบนี้"
"ปากจัดไม่เปลี่ยนเลยนะคะ... ภัณฑารักษ์คิริว" เร็นหันขวับ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อมองใบหน้านิ่งสนิทที่อยู่ห่างกันเพียงคืบ ระยะประชิดในห้องแคบๆ ทำให้อุณหภูมิรอบตัวราวกับสูงขึ้นอย่างกะทันหัน แม้บรรยากาศจะเย็นยะเยือกด้วยความอับทึบก็ตาม
คิริวชะงักไปนิดเมื่อดวงตาคมกูณฑ์คู่นั้นจ้องตรงมา แต่ใบหน้ากลับยังคงรักษาระดับความเรียบเฉยไว้ได้อย่างแนบเนียน นิ้วเรียวยาวเอื้อมไปหยิบไฟฉายแรงสูงจากมืออีกฝ่ายมาถือเสียเอง "ถ้าไม่อยากเสียเวลาไปมากกว่านี้ ก็ช่วยหุบปากแล้วก้มหน้าก้มตาหาของค่ะ ฉันไม่อยากอยู่ร่วมห้องกับคนปากเสียเกินสิบนาทีหรอกนะ"
สถาปนิกหนุ่มหัวเราะในลำคออย่างนึกหมั่นไส้ แต่ก็ยอมก้าวเดินลึกเข้าไปในมุมอับของห้อง สายตาสถาปนิกกวาดมองโครงสร้างสถาปัตยกรรมภายในห้องเก็บของอย่างพิจารณา ผนังปูนเปลือยด้านในสุดมีร่องรอยการต่อเติมที่ไม่เนียนตา ราวกับถูกปิดตายด้วยอิฐบล็อกยุคหลัง เร็นหรี่ตาลง สัญชาตญาณนักออกแบบเตือนภัยว่ามีบางอย่างซ่อนอยู่หลังผนังปลอมนั้น
"คิริว... มาดูนี่หน่อย" น้ำเสียงของเร็นเปลี่ยนเป็นจริงจังจนภัณฑารักษ์หน้านิ่งต้องรีบสาวเท้าเข้ามาใกล้
แสงไฟฉายสาดส่องกระทบเข้ากับรอยต่อของคานไม้สักเก่าคร่ำคร่า เร็นใช้นิ้วเคาะลงบนผนังปูนฉาบ เสียงโปร่งกลวงที่สะท้อนกลับมาทำให้รู้ทันทีว่าด้านหลังมีช่องว่างขนาดใหญ่ คิริวขยับเข้าไปยืนชิดจนแผ่นหลังเกือบแนบติดกับแผงอกของสถาปนิกหนุ่มโดยไม่รู้ตัว กลิ่นน้ำหอมเจือจางผสานกับกลิ่นฝุ่นจางๆ ลอยเข้าจมูกจนภัณฑารักษ์หน้านิ่งเผลอกลั้นหายใจไปชั่วขณะ
"ตรงนี้... มีร่องรอยการทุบทำลายแล้วโบกปูนทับเพื่ออำพราง" เร็นกระซิบชิดใบหูของคนข้างกาย น้ำเสียงทุ้มต่ำพร่าพร่าจนชวนให้ใจสั่น "ช่วยถือไฟฉายให้ดีๆ หน่อยสิคะ ภัณฑารักษ์... มือคุณสั่นใหญ่แล้วนะ"
คิริวเม้มริมฝีปากแน่น ปรายตาค้อนใส่คนฉวยโอกาสชั่วแวบหนึ่งก่อนจะขยับถอยห่างเล็กน้อยเพื่อรักษาพื้นที่ส่วนตัว "ฉันไม่ได้สั่นค่ะ แค่... อากาศมันชื้นเกินไปต่างหาก ลงมือทำอะไรสักทีสิคะ มัวแต่พูดมากอยู่ได้"
เร็นยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ ก่อนจะคว้าประแจเหล็กขนาดพอดีมือจากกล่องเครื่องมือที่พกมาด้วย สถาปนิกหนุ่มเงื้อมือขึ้นแล้วกระแทกสันเหล็กเข้ากับผนังปูนฉาบเก่าทันที!
*โครม!*
เศษปูนร่วงกราวลงมาพร้อมกับฝุ่นตลบอบอวล แรงกระแทกซ้ำๆ ทำให้ผนังอิฐบล็อกเก่าแก่พังทลายลง เผยให้เห็นความมืดมิดของห้องลับขนาดเล็กที่ถูกซ่อนเร้นมานานนับทศวรรษ เร็นยกไฟฉายส่องกราดเข้าไปด้านใน กลิ่นกระดาษเก่าและกาลเวลาโชยเตะจมูกทันที
ทั้งคู่ก้าวข้ามซากอิฐปูนเข้าไปอย่างระมัดระวัง แสงไฟฉายสาดส่องกระทบเข้ากับชั้นวางไม้โบราณที่ตั้งอยู่กลางห้อง บนชั้นนั้นมีแฟ้มเอกสารหนังสีดำเขรอะฝุ่น และที่สะดุดตาที่สุดคือหลอดกระดาษสาขนาดใหญ่หลายหลอดที่วางเรียงรายอยู่
คิริวเดินตรงเข้าไปใกล้ชั้นวาง มือเรียวสวมถุงมือผ้าฝ้ายที่หยิบติดมือมาค่อยๆ เอื้อมไปสัมผัสหลอดกระดาษสาเก่าคร่ำคร่าอย่างทะนุถนอม ราวกับกำลังแตะต้องโบราณวัตถุล้ำค่า หัวใจของภัณฑารักษ์หนุ่มเต้นรัวด้วยความตื่นเต้นที่ยากจะเก็บซ่อน
"นี่มัน... หรือว่าจะเป็นโปรเจกต์ดั้งเดิมตอนที่สร้างหอศิลป์นี้ขึ้นมา?" คิริวพึมพำกับตัวเอง ดวงตาสดใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อความอยากรู้อยากเห็นเข้าครอบงำ
เร็นยืนกอดอกพิงชั้นวางไม้ มองท่าทางตื่นเต้นของคนตรงข้ามด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก "ลองเปิดดูสิคะ เผื่อเราจะได้รู้ว่าทำไมอดีตผู้บริหารถึงต้องเอามาซ่อนอำพรางไว้หลังผนังปูนเปลือยแบบนี้ มีลับลมคมในอะไรกันแน่นะ"
คิริวค่อยๆ คลี่เชือกฟางที่มัดหลอดกระดาษสาออกอย่างเบามือ คลี่แผ่นกระดาษวาดเขียนขนาดใหญ่ที่ม้วนเก็บไว้ออกบนโต๊ะทำงานไม้ตัวเก่าที่มีฝุ่นหนาเตอะ เร็นขยับเข้ามาใกล้เพื่อช่วยประคองมุมกระดาษไม่ให้ฉีกขาด ทั้งสองคนก้มลงมองภาพวาดสถาปัตยกรรมที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าพร้อมกัน
ภายใต้แสงไฟฉาย ภาพร่างด้วยหมึกซึมสีดำสนิทบนกระดาษสาเผยให้เห็นผังอาคารหอศิลป์ที่แตกต่างไปจากปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง!
มันไม่ใช่แค่หอศิลป์ธรรมดา แต่โครงสร้างด้านในถูกออกแบบให้มี 'ห้องนิรภัยใต้ดิน' ที่เชื่อมต่อไปยังอาคารพาณิชย์ฝั่งตรงข้าม และที่มุมล่างขวาของกระดาษ มีลายมือหวัดๆ เขียนด้วยหมึกสีแดงเลือดนกกำกับไว้ด้วยข้อความสั้นๆ แต่สะเทือนขวัญ
— *'ห้ามเปิดเผยความจริงเรื่องห้องใต้ดิน จนกว่าคดีนั้นจะถูกปิดตาย'* —
คิริวเบิกตากว้าง ลมหายใจสะดุดกึกเมื่ออ่านข้อความนั้นซ้ำไปซ้ำมา ความทรงจำอันเจ็บปวดที่พยายามฝังกลบไว้ในอดีตผุดวาบขึ้นมาในหัวสมองราวกับภาพสไลด์
ในขณะที่เร็นกำลังจะเอ่ยปากถามถึงความผิดปกติบนกระดาษแผ่นนั้น สายตากลับเหลือบไปเห็นรอยพับซ้อนอีกชั้นที่มุมกระดาษ สถาปนิกหนุ่มใช้นิ้วเรียวคลี่รอยพับนั้นออก เผยให้เห็นภาพวาดใบหน้าของบุคคลปริศนาที่ถูกร่างด้วยดินสออย่างประณีต
ภาพของชายหนุ่มคนหนึ่งที่มีใบหน้าละม้ายคล้ายกับ... คิริว ราวกับพิมพ์เดียวกัน!
เร็นหันขวับไปมองหน้าภัณฑารักษ์หน้านิ่งทันที ทว่ายังไม่ทันที่ริมฝีปากจะได้ขยับเอื้อนเอ่ยคำถามใดๆ ออกไป เสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ก็ดังขึ้นจากทางด้านนอกห้องเก็บของ
*แอ๊ด... เสียงบานประตูเหล็กที่ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง!*
แสงไฟฉายสว่างจ้าสาดส่องเข้ามาในความมืด พร้อมกับเงาร่างของใครบางคนที่ยืนขวางทางออกเอาไว้ทั้งหมด เร็นดึงตัวคิริวเข้ามาหลบหลังแผ่นหลังกว้างของตนเองโดยสัญชาตญาณ ดวงตากลมโตฉายแววระแวดระวังขั้นสุด
"ใครอยู่ตรงนั้น!" เสียงตะהรามก้องด้วยความตกใจดังขึ้นจากบุคคลผู้มาใหม่
และเมื่อแสงไฟสาดส่องกระทบใบหน้าของคนผู้นั้น เร็นก็ต้องขบกรามแน่นด้วยความตกใจระคนประหลาดใจ เพราะคนๆ นั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นผู้อำนวยการหอศิลป์คนปัจจุบันที่ควรจะเดินทางไปต่างประเทศตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว!
ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการตกหลุมรักไปพร้อมกับเร็นและคิริวนะคะ!
(หิมะแรกในโตเกียว)
เซฟเฮาส์หัวใจของสถาปนิกปากจัดกับภัณฑารักษ์หน้านิ่ง•ตอนที่ 9
ความลับในห้องเก็บของ
ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของสถาปนิกปากจัดกับภัณฑารักษ์หน้านิ่ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!