"คุณจะเก็บความลับอะไรไว้อีก คิริว"
เสียงทุ้มห้วนของเร็นดังแทรกความเงียบงันภายในห้องทำงานสลัว กลิ่นกระดาษเก่าและฝุ่นละอองในเซฟเฮาส์ลอยอบอวลราวกับบรรยากาศของพิพิธภัณฑ์ที่ถูกลืม บนโต๊ะไม้สักตัวใหญ่ กล่องไม้ปริศนาที่สลักตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลอันคุ้นตาถูกเปิดออก เผยให้เห็นเอกสารและสมุดบันทึกปกหนังสีเข้มที่ซ่อนอยู่ก้นกล่อง
คิริวไม่ตอบในทันที ดวงตาสีเข้มภายใต้กรอบแว่นไร้กรอบมองนิ่งไปยังกระดาษแผ่นนั้น ก่อนจะเงยขึ้นสบตาเร็นด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา ความเงียบระหว่างพวกเขามีนํ้าหนักถ่วงทับจนน่าอึดอัด มันไม่ใช่ความเงียบของคนแปลกหน้า แต่เป็นความเงียบของคนที่ต่างฝ่ายต่างถือไพ่คนละใบ และไม่มีใครยอมวางมันลงง่ายๆ
"มันไม่ใช่ความลับที่จะเป็นอันตรายกับคุณหรอก เร็น" คิริวเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าราบเรียบเสียจนน่าหมั่นไส้ นิ้วเรียวยาวเอื้อมไปแตะขอบกล่องไม้นั้นแผ่วเบา "แต่บางเรื่อง... ถ้าคุณรู้แล้ว มันอาจจะทำให้คุณมองสถาปัตยกรรมที่ตัวเองภาคภูมิใจเปลี่ยนไปตลอดกาล"
เร็นแค่นAหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก สถาปนิกหนุ่มก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะทำงานจนระยะห่างระหว่างเขากับภัณฑารักษ์หน้านิ่งเหลือเพียงไม่กี่คืบ ความถือดีและทิฐิที่เคยเป็นเกราะกำบังฉายชัดในดวงตาคมกริบ
"อย่ามาทำเป็นพูดจาลึกลับน่ารำคาญนะ คิริว" เร็นกัดฟันกรอด ยื่นมือไปคว้าสมุดบันทึกเล่มนั้นขึ้นมาพลิกดูผ่านๆ "คุณคิดว่าผมเจออะไรมาบ้างในวงการนี้? ตึกระฟ้าที่ผมออกแบบ โครงสร้างที่ผมคำนวณด้วยหยาดเหงื่อและมันสมอง... ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ผมไม่เข้าใจ หรือจัดการไม่ได้ทั้งนั้น"
"แม้กระทั่งความล้มเหลวที่ถูกซ่อนไว้ใต้พรมงั้นเหรอคะ?"
คำพูดสวนกลับที่นิ่มนวลแต่เชือดเฉือนทำเอาเร็นชะงัก นิ้วที่กำลังจะเปิดหน้ากระดาษแข็งค้างกลางอากาศ เร็นหันขวับมามองหน้าอีกฝ่ายทันที ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความไม่พอใจระคนตกใจ
"คุณหมายความว่ายังไง" เร็นเค้นเสียงถาม รังสีความหงุดหงิดแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาอย่างชัดเจน
คิริวถอนหายใจยาวเบาๆ ดวงตาคมปลาบมองลึกเข้าไปในดวงตาของสถาปนิกหนุ่ม คราวนี้ไม่มีรอยยิ้มเย้าแหย่ ไม่มีท่าทีเย็นชาห่างเหิน มีเพียงความจริงจังที่กดดันจนเร็นรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง
"ตราสัญลักษณ์บนกล่องนี้... และสมุดบันทึกที่คุณถืออยู่ มันคือบันทึกการออกแบบโครงการแรกของตระกูลคุณ เร็น" คิริวเริ่มเล่า น้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่นทุกถ้อยคำ "โครงการที่พ่อของคุณพยายามลบมันออกไปจากประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม เพราะมันมีรอยร้าว... รอยร้าวที่เกิดจากความหยิ่งทะนงและความพยายามที่จะสมบูรณ์แบบจนเกินไป จนเกือบทำให้ตึกทั้งหลังถล่มลงมาทับคนบริสุทธิ์"
ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงกลางห้องทำงานแคบๆ เร็นรู้สึกชาไปทั้งร่าง มือที่ถือสมุดบันทึกสั่นเทาเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว ภาพความทรงจำวัยเด็กที่เขาพยายามฝังกลบ เสียงทะเลาะกันระหว่างพ่อกับผู้ตรวจการก่อสร้างแวบเข้ามาในหัว สมองของเร็นอื้ออึง ปมในใจเรื่องความสมบูรณ์แบบที่เขาใช้ขับเคลื่อนตัวเองมาตลอดชีวิตกำลังถูกสั่นคลอนด้วยกระดาษเก่าๆ เพียงไม่กี่แผ่น
"โกหก..." เร็นพึมพำ เสียงแหบพร่าลงอย่างเห็นได้ชัด ความเกรี้ยวกราดเมื่อครู่หายวับไป เหลือเพียงความเปราะบางที่เจ้าตัวพยายามปกปิดมาตลอดชีวิต "คุณรู้เรื่องนี้ได้ยังไง... คุณเป็นใครกันแน่ คิริว?"
คิริวไม่ตอบคำถามนั้นในทันที ร่างสูงโปรดุกก้าวเข้าไปใกล้เร็นอีกนิด ใกล้เสียจนเร็นได้กลิ่นหอมจางๆ จากเสื้อเชิ้ตของอีกฝ่าย ภัณฑารักษ์หน้านิ่งยกมือขึ้น ปลายนิ้วอุ่นแตะลงบนหลังมือที่กำลังกำสมุดบันทึกแน่นของเร็นอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่อ่อนโยนผิดวิสัยทำให้เร็นสะดุ้งเล็กน้อยแต่ไม่ได้ผลักไส
"ฉันไม่ได้มาเพื่อขุดคุ้ยแผลเป็นของคุณนะ เร็น" คิริวเอ่ยกระซิบ เสียงทุ้มนุ่มลอดผ่านความเงียบงัน "แต่ฉันแค่อยากเห็นคุณหยุดวิ่งไล่ตามเงาของความสมบูรณ์แบบที่พ่อของคุณสร้างไว้สักที... มันเหนื่อยไม่ใช่เหรอคะ ที่ต้องแบกรับความคาดหวังบ้าๆ นั่นไว้คนเดียวตลอดเวลา"
คำพูดนั้นสะท้อนตรงเข้ากลางใจเร็น กำแพงทิฐิที่เขาสร้างขึ้นพังทลายลงในพริบตา ขอบตาของสถาปนิกปากจัดร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างกะทันหัน ความรู้สึกอัดอั้นที่เก็บกดมานานหลายปีทะลักล้นออกมาจนเขาไม่สามารถควบคุมสีหน้าหยิ่งผยองของตัวเองได้อีกต่อไป
เร็นก้มหน้าลง ซ่อนความสั่นไหวในแววตา ไหล่กว้างไหวริกเล็กน้อย ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง แต่คราวนี้มันเต็มไปด้วยความเปราะบางที่น่าใจหาย คิริวขยับเข้าไปใกล้กว่าเดิม สวมกอดร่างที่กำลังสั่นเทานั้นเข้าสู่อ้อมแขนอย่างมั่นคง ไร้คำพูดปลอบประโลมใดๆ มีเพียงไออุ่นจากร่างกายที่ส่งผ่านความเข้าใจไปให้อย่างเงียบเชียบ
เร็นซบหน้าลงกับลาดไหล่ของคิริว มือข้างหนึ่งกำเสื้อของอีกฝ่ายแน่นราวกับเป็นที่ยึดเหนี่ยวเดียวในโลกที่กำลังพังทลาย ความลับที่ถูกเปิดเผยไม่ได้ทำลายเขาอย่างที่กลัว แต่การที่มีใครสักคนมองเห็นรอยร้าวข้างใน... กลับทำให้เขารู้สึกเหมือนได้ปลดปล่อยโซ่ตรวนที่ล่ามไว้มานาน
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังเปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้งและแรงดึงดูดอันลึกล้ำระหว่างคนทั้งสอง...
*กริ๊ก! แอ๊ด...*
เสียงเปิดประตูห้องทำงานจากด้านนอกดังขึ้น พร้อมกับร่างของยูมะที่พรวดพรากเข้ามาพร้อมแฟ้มเอกสารในมือ โดยไม่ทันได้มองสภาพของคนทั้งคู่ที่กำลังกอดกันกลมอยู่กลางห้อง
"พี่เร็น! ผมได้ข้อมูลเพิ่มเรื่อง... อุ๊บ!" ยูมะชะงักกึก กลืนคำพูดทั้งหมดลงคอทันทีเมื่อดวงตากลมโตสบเข้ากับภาพตรงหน้า เร็นผละออกจากอ้อมแขนของคิริวอย่างรวดเร็ว ใบหน้าหล่อเหลาขึ้นสีแดงจัดด้วยความเขินอายปนหงุดหงิด ขณะที่คิริวยังคงตีสีหน้านิ่งเรียบได้ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"ยูมะ... นายอยากตายคาตีนฉันตอนนี้เลยไหม?" เร็นเค้นเสียงลอดไรฟันด้วยความโมโหจัดที่บรรยากาศซึ้งๆ ต้องพังลงไม่เป็นท่า
"เอえ... คือว่า... ผมไม่ได้ตั้งใจขัดจังหวะนะครับพี่!" ยูมะกะพริบตาปริบๆ ถอยหลังกรูดไปชิดประตูเตรียมชิ่งหนี "แต่... แต่ข้างล่างตึกเนี่ยสิครับ มีแขกไม่ได้รับเชิญคนหนึ่งกำลังเดินตรงมาที่นี่ และเขาบอกว่า... เป็นเจ้าของที่แท้จริงของกล่องไม้นั้นครับ!"
หัวใจของเร็นกระตุกวูบ ทันทีที่ยูมะพูดประโยคสุดท้ายจบ ประชาสัมพันธ์ชั้นล่างก็ส่งเสียงแจ้งเตือนผ่านอินเตอร์คอมว่ามีผู้มาเยือนปริศนากำลังก้าวขึ้นมาถึงหน้าประตูห้องเซฟเฮาส์แห่งนี้แล้ว!
---
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและคอยสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะคะ หวังว่าจะชื่นชอบบทนี้ค่ะ! จากใจ "หิมะแรกในโตเกียว" ค่ะ
เซฟเฮาส์หัวใจของสถาปนิกปากจัดกับภัณฑารักษ์หน้านิ่ง•ตอนที่ 13
ความเปราะบางที่เผยออกมา
ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของสถาปนิกปากจัดกับภัณฑารักษ์หน้านิ่ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!