เซฟเฮาส์หัวใจของสถาปนิกปากจัดกับภัณฑารักษ์หน้านิ่ง•ตอนที่ 12

เสียงสะท้อนจากอดีต

ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
กลิ่นกาแฟดริปคั่วอ่อนที่ลอยอวลอยู่ในห้องสมุดไม้สักโบราณ ไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศความตึงเครียดเจือจางลงเลยแม้แต่น้อย ประโยคสั้นๆ ที่เพิ่งหลุดจากริมฝีปากของยูมะเมื่อครู่ ยังคงลอยเคว้งคว้างอยู่ในอากาศราวกับมีคมมีดซ่อนอยู่ *“พี่ชายของคุณ... มาถึงที่นี่แล้วครับ”* เร็นชะงักมือที่กำลังจะหยิบแก้วกาแฟ แววตาคมกริบไหววูบไปชั่วเสี้ยววินาทีก่อนจะกลับมาเรียบตึงราวกับผิวน้ำในบึงใหญ่ เขาสบถเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงลอดไรฟันออกมาด้วยความหงุดหงิดที่ปิดไม่มิด "ให้ตายสิ ตาแก่ส่งหมาล่าเนื้อมาตามตื๊อถึงที่นี่เลยหรือไง" เร็นแค่นหัวเราะ หยิบกระดาษไขแบบร่างแปลนสถาปัตยกรรมขึ้นมาม้วนเก็บอย่างลวกๆ "บอกให้เขากลับไปซะ ยูมะ ฉันไม่ได้ว่างพอจะไปนั่งฟังบิดาอบรมเรื่องความรับผิดชอบในบริษัทตอนนี้" "ผมว่าพี่รีบพูดแบบนั้นไม่ได้หรอกนะครับ..." ยูมะกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สายตาเหลือบมองไปยังประตูทางเข้าที่บานไม้สักกำลังถูกผลักเปิดออกอย่างเชื่องช้า "เพราะคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น... ไม่ใช่เลขาของคุณพ่อพี่หรอกครับ" เสียงฝีเท้าหนักแน่นทว่านุ่มนวลก้าวเข้ามาหยุดอยู่ตรงธรณีประตู ร่างสูงโปรดในชุดสูทสีกรมท่าตัดเย็บเนียบกริบ เรือนผมสีเข้มเซ็ตเข้ารูปอย่างประณีต ใบหน้าหล่อเหลาคมคายที่ถอดแบบความดื้อรั้นมาจากตระกูลเดียวกันฉายแววเหนื่อยอ่อนระคนโล่งใจ ทว่าดวงตาสีเข้มคู่นั้นกลับมองตรงมาที่เร็นด้วยความรู้สึกซับซ้อนเกินกว่าจะคาดเดา "เร็น..." น้ำเสียงทุ้มนุ่มเอ่ยเรียกชื่อน้องชายแท้ๆ แผ่วเบา มันเป็นน้ำเสียงที่เร็นไม่ได้ยินมานานนับปี ตั้งแต่วันที่เขาเลือกหันหลังให้ตระกูลแล้วเดินถือกระเป๋าเดินทางใบเดียวออกมาจากคฤหาสน์หลังโต เพื่อสร้างเซฟเฮาส์ในฝันด้วยมือของตัวเอง คิริวซึ่งยืนกอดอกอยู่ริมชั้นหนังสือมาโดยตลอด ขยับตัวเล็กน้อยเมื่อรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนทางอารมณ์ที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเร็น ภัณฑารักษ์หน้านิ่งกวาดสายตามองผู้มาเยือนใหม่ ประเมินสถานการณ์ด้วยความเงียบสงบตามวิสัย ก่อนจะเหลือบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของสถาปนิกปากจัดที่ตอนนี้ขากรรไกรขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน "พี่ชิน..." เร็นเค้นเสียงลอดไรฟัน ใบหน้าที่มักจะเชิดขึ้นด้วยความหยิ่งทะนงเสมอ บัดนี้กลับตึงเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด "นายมาทำอะไรที่นี่? ใครบอกที่อยู่ฉันกับนาย" "ไม่มีใครบอกหรอกเร็น ประเทศนี้ไม่ได้กว้างขนาดที่คนอยากตามหาจะหาไม่เจอ" ชิน (พี่ชายของเร็น) ถอนหายใจยาว กวาดสายตามองไปรอบห้องสมุดที่ถูกรีโนเวทใหม่อย่างประณีต สายตาของเขาหยุดลงที่งานศิลปะและโครงสร้างไม้ที่ผสานกลิ่นอายโมเดิร์นกับความคลาสสิกได้อย่างลงตัว "นายทำที่นี่... ได้ดีกว่าที่ฉันคิดไว้อีกนะ" "เก็บคำชมจอมปลอมของนายไว้เถอะ" เร็นก้าวเท้าเข้าไปประจันหน้ากับพี่ชาย ระยะห่างระหว่างคนทั้งคู่ลดลงจนเหลือเพียงก้าวเดียว เคมีแห่งความคุกรุ่นพุ่งทะยานขึ้นจนยูมะต้องถอยก้นขวิดไปยืนหลบมุม "ถ้ามาเพื่อจะเกลี้ยกล่อมให้ฉันกลับไปรับตำแหน่งบริหารโปรเจกต์ห่วยๆ นั่นล่ะก็ กลับไปซะ เสียเวลาเปล่า" "ฉันไม่ได้มาเรื่องงาน" ชินสบตาน้องชายตรงๆ แววตาที่เคยแข็งกร้าวในอดีตยามพูดคุยกับเร็น บัดนี้มีแต่ความอ่อนล้า "ฉันมาเพราะ... แม่" คำว่า *'แม่'* ทำเอาบรรยากาศในห้องดิ่งฮวบทันที เร็นชะงัก ร่างกายที่เตรียมพร้อมจะปะทะแข็งค้างไปชั่วขณะ ริมฝีปากที่กำลังจะพ่นคำพูดร้ายกาจเม้มเข้าหากันแน่น ความเจ็บปวดที่ซุกซ่อนไว้ใต้เกราะป้องกันอันแข็งกระด้างถูกสะกิดให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง "แม่... เกี่ยวอะไรด้วย" เร็นถามเสียงสั่นเล็กน้อย แม้พยายามจะควบคุมมันให้อยู่ในโทนปกติก็ตาม "ท่านป่วย เร็น" ชินพูดความจริงที่แบกรับไว้คนเดียวนานนับเดือนออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า "และก่อนเข้าห้องผ่าตัด ท่านเพ้อหาแต่ชื่อแก... แกไม่เคยคิดจะกลับไปมองข้างหลังเลยสินะ ถึงไม่เคยรู้เลยว่าโลกทั้งใบของคนที่เคยสร้างแกขึ้นมา มันพังทลายลงไปแค่ไหนตั้งแต่วันที่แกเดินออกไป" ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ทันที คำพูดของชินทำหน้าที่ราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจของสถาปนิกหนุ่มผู้รักความสมบูรณ์แบบ เร็นหลับตาลงช้าๆ กลืนก้อนสะอื้นที่จุกแน่นขึ้นมาในลำคอลงไป ภาพความทรงจำในอดีตผุดวาบขึ้นมาในหัว—ภาพของห้องทำงานที่เต็มไปด้วยกรอบรูปครอบครัว รอยยิ้มที่ฝืนทำเพื่อความคาดหวัง และอิสรภาพที่เขาต้องแลกมาด้วยการตัดขาดทุกสิ่ง นี่คือเหตุผลที่เขาเกลียดอดีต... เพราะอดีตมักจะตามมาหลอกหลอนในวันที่เราคิดว่าเราหนีพ้นแล้ว "ฉันไม่ไป" เร็นลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง แววตาแข็งกร้าวถูกแทนที่ด้วยความรauร้าวที่พยายามซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากความเย็นชา "ต่อให้แม่จะป่วยแค่ไหน คนอย่างฉันก็ไม่มีค่าพอที่จะกลับไปเหยียบที่นั่นหรอ... ที่นี่คือบ้านของฉัน ที่ๆ ฉันเลือกเอง" "เร็น!" ชินขึ้นเสียงด้วยความเหลืออด "แกจะใจร้ายกับคนในครอบครัวไปถึงไหน!" "ใช่! ฉันมันใจร้าย!" เร็นตะคอกกลับ เสียงของเขาสั่นเครือแต่เต็มไปด้วยความอัดอั้น "เพราะถ้าฉันไม่ใจร้าย ป่านนี้ฉันคงกลายเป็นหุ่นเชิดบนกระดานของพ่อไปนานแล้ว! นายเข้าใจไหมชิน ว่าการมีชีวิตอยู่เพื่อความต้องการของคนอื่นมันเป็นยังไง!" บรรยากาศตึงเครียดถึงขีดสุด ยูมะหน้าซีดเผือด ทำตัวไม่ถูก ได้แต่ยืนกุมมือแน่นอยู่มุมห้อง ขณะที่คิริวซึ่งยืนนิ่งมาตลอด ตัดสินใจก้าวเท้าเข้ามาแทรกกลางระหว่างพี่น้องตระกูลนี้ กลิ่นหอมจางๆ ของชาเขียวมัทฉะที่ติดตัวคิริว ลอยปะทะจมูกของเร็น ช่วยดึงสติของสถาปนิกหนุ่มให้หลุดออกจากหลุมดำแห่งอารมณ์ คิริวไม่ได้พูดอะไรซักคำ มือเรียวสวยแตะเบาๆ ที่ข้อศอกของเร็น เป็นสัมผัสแผ่วเบาที่ทรงพลังอย่างน่าประหลาด—มันไม่ใช่การปลอบโยน แต่เป็นการดึงเขากลับมาสู่โลกความเป็นจริงในปัจจุบัน คิริวหันไปสบตากับชินด้วยแววตานิ่งสงบ ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น "คุณเดินทางมาไกลและคงเหนื่อยมากแล้วครับ" เสียงนุ่มทว่าทรงอำนาจของภัณฑารักษ์หน้านิ่งดังขึ้น ทำลายความเงียบ "แต่ที่นี่... คือเซฟเฮาส์ของเร็น สถานที่ที่ถูกสร้างขึ้นมาจากเศษซากความเจ็บปวด เพื่อเยียวยาจิตใจ ไม่ใช่สนามประลองเพื่อขุดคุ้ยแผลเก่าของพวกคุณ" ชินขมวดคิ้วมองหน้าคิริวอย่างไม่สบอารมณ์นัก "คุณเป็นใคร?" "ผมเป็นเจ้าของสถานที่แห่งนี้ร่วมกับเขา" คิริวตอบเสียงเรียบ นัยน์ตาสีเข้มฉายแววเด็ดเดี่ยว "และในฐานะเจ้าของบ้าน ผมมีสิทธิ์ที่จะเชิญคุณออกไปคุยกันข้างนอก หากคุณยังตั้งใจจะพังทลายบรรยากาศที่พวกเราช่วยกันสร้างขึ้นมาทีละนิด" เร็นหันขวับไปมองคิริว หัวใจเต้นรำไม่เป็นจังหวะ คำว่า *'เจ้าของสถานที่แห่งนี้ร่วมกับเขา'* และคำว่า *'พวกเรา'* วิ่งวนอยู่ในโสตประสาท มันอุ่นวาบขึ้นมาในอกอย่างประหลาด ท่ามกลางพายุอารมณ์ที่กำลังโหมกระหน่ำ คิริวเลือกที่จะยืนเคียงข้างเขา... ไม่ใช่ในฐานะคนนอก แต่ในฐานะคนที่มีสิทธิ์ร่วมกัน ชินแค่นหัวเราะในลำคอ มองคนทั้งคู่ด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก "หึ... ที่แท้ก็มีที่พึ่งทางใจนี่เอง ถึงได้ทำตัวแข็งกระด้างใส่ครอบครัวได้ขนาดนี้" ชายหนุ่มจัดปกเสื้อสูทของตนเองให้เข้าที่ ก่อนจะหันมามองหน้าน้องชายเป็นครั้งสุดท้าย "ฉันจะรอแกที่โรงแรมในตัวเมืองนะเร็น... ถึงแกจะไม่แคร์ฉัน แต่ฉันหวังว่าแกจะยังมีความเป็นมนุษย์หลงเหลือพอที่จะไปดูใจแม่เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ท่านจะไม่มีโอกาสได้มองหน้าลูกชายคนเล็กคนนี้อีก" พูดจบ ชินก็หมุนตัวเดินกลับออกไปทางเดิม ทิ้งให้ความเงียบงันกลับมาครอบคลุมพื้นที่อีกครั้ง เสียงปิดประตูเบาหวิว ดังสะท้อนก้องอยู่ในความรู้สึกของทุกคน เร็นยืนนิ่งค้าง ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อย ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีตีรันฟันแทงกันอยู่ในหัวจนแทบหายใจไม่ออก ภาพของมารดาซ้อนทับขึ้นมาในห้วงความคิด พร้อมกับทางเลือกสองทางที่บีบคั้นหัวใจจนแทบแตกสลาย มือเรียวของคิริวยังคงแตะอยู่ตรงข้อศอกของเขา เร็นหันกลับมามองหน้าภัณฑารักษ์หน้านิ่ง แววตาไหวระริกเต็มไปด้วยความสับสนและอ่อนแอที่คิริวไม่เคยเห็นมาก่อน "คิริว..." เร็นเรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงพร่า น้ำตาคลอเบ้าแต่พยายามกลั้นมันไว้อย่างสุดความสามารถ "ฉันควรทำยังไง... ฉันควรจะเดินกลับไปในนรกนั่นอีกครั้งจริงๆ เหรอ?" คิริวถอนหายใจเบาๆ เล็กน้อย ก่อนจะเลื่อนมือจากการจับข้อศอก เปลี่ยนมาเป็นกุมมือของเร็นไว้แน่นด้วยความอบอุ่น เป็นการกระทำที่หลุดจากกรอบความเยือกเย็นของเจ้าตัวโดยสิ้นเชิง "คุณไม่ต้องไป... ถ้าคุณยังไม่พร้อม" คิริวเอ่ยเสียงนุ่ม แววตาสื่อความหมายลึกซึ้งที่ทำเอาหัวใจของเร็นกระตุกวูบ "แต่การหนีปัญหา... ไม่เคยทำให้แผลเป็นหายไปได้จริงๆ หรอกนะ เร็น" เร็นเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย หัวใจเต้นระรัวกับคำพูดที่แทงใจดำแต่นุ่มนวลของคนตรงหน้า ทว่าในวินาทีที่เร็นกำลังจะเอ่ยปากตอบอะไรบางอย่างออกไป เสียงฝีเท้าหนักๆ ของยูมะที่วิ่งหน้าตาตื่นมาจากระเบียงชั้นล่าง ก็ดังแทรกขึ้นมาขัดจังหวะเสียก่อน "พี่เร็น! พี่คิริว!" ยูมะตะโกนเรียกเสียงดังลั่นจนแทบสะดุดขาตัวเอง "แย่แล้วครับ... มีคนส่งพัสดุมาให้พี่ที่หน้าประตูบ้าน เป็นกล่องไม้เก่าๆ แปะตราสัญลักษณ์ที่พี่บอกว่า... ชาตินี้จะไม่ขอเจออีกเด็ดขาด!" เร็นหน้าถอดสีทันที ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน ตราสัญลักษณ์ประจำตระกูล... ที่ถูกสลักอยู่บนกล่องไม้ปริศนาใบนั้น *(ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับความรู้สึกของเร็นและคิริวนะคะ)*
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของสถาปนิกปากจัดกับภัณฑารักษ์หน้านิ่ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%