เซฟเฮาส์หัวใจของสถาปนิกปากจัดกับภัณฑารักษ์หน้านิ่ง•ตอนที่ 20

ความหวงที่ปิดไม่มิด

ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
"ถ้าก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว ฉันจะถือว่านายสมัครเป็นผู้ช่วยงานล้างห้องน้ำสถาปนิกตลอดโปรเจกต์นี้ค่ะ ยูมะ" เสียงทุ้มต่ำที่ลอดไรฟันออกมาของเร็น ไม่ได้ทำให้รุ่นน้องหนุ่มผู้ถือวิสาสะพุ่งพรวดเข้ามาหยุดชะงักลงได้ทันทีทันใด ยูมะอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้างราวกับเห็นภูเขาไฟฟูจิลุกเป็นไฟอยู่ตรงหน้า ภาพที่เขากลั้นหายใจพรวดเข้ามาเจอ—คือแผ่นหลังกว้างของสถาปนิกหนุ่มอัจฉริยะที่กำลังกักตัวภัณฑารักษ์หน้านิ่งอย่างคิริวไว้แนบชิดกับขอบโต๊ะเขียนแบบตัวใหญ่ ปลายจมูกของทั้งคู่ห่างกันแค่คืบเดียว จนแทบจะหลอมรวมลมหายใจเดียวกันอยู่รอมร่อ คิริวไม่ได้ผลักไส ทว่านัยน์ตาสีเข้มคู่นั้นกลับไหววูบเล็กน้อยยามที่แพขนตางอนกะพริบลงเพื่อปรับโฟกัส ริมฝีปากบางเฉียบเม้มเข้าหากันแน่น ก่อนจะเบือนหนีไปทางอื่นเพื่อหลบซ่อนประกายความวุ่นวายที่ก่อตัวขึ้นในอก เร็นเดาะลิ้นในปากด้วยความหงุดหงิดอย่างไม่คิดจะปิดบัง เขายืดตัวขึ้นช้าๆ แต่ทว่าท่อนแขนแกร่งที่เคยยันขอบโต๊ะไว้ก็ยังคงกั้นขวางพื้นที่ส่วนตัวของคิริวจากโลกภายนอกไว้อย่างเหนียวแน่น ดวงตาคมกริบตวัดกลับไปมองผู้มาใหม่ด้วยรังสีอำมหิตที่พร้อมจะแช่แข็งคนให้กลายเป็นจุล "ห้องนี้ไม่มีประตูหรือไง ยูมะ ถึงต้องใช้ท่าพุ่งทะยานเข้ามาราวกับนักกีฬารักบี้ทีมชาติ" เร็นเอ่ยเสียงเยียบเย็น พลางขยับตัวบังร่างโปร่งของคิริวเอาไว้ครึ่งหนึ่งโดยสัญชาตญาณ ความหวงแหนที่พรั่งพรูออกมาจากท่าทีปกป้องนั้นชัดเจนเสียจนยูมะต้องยกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆ ด้วยความทำตัวไม่ถูก "ะ...โธ่พี่เร็น ผมไม่ได้ตั้งใจจะขัดจังหวะดินเนอร์ใต้แสงไฟสลัวของพวกพี่สักหน่อย!" ยูมะรีบยกมือยอมจำนน ถอยหลังกรูดไปชิดประตูพร้อมกับส่งยิ้มแห้งๆ มาให้ "แต่คือ... ทางแกลเลอรีโทรมาแจ้งด่วนน่ะสิครับ บอกว่ามีนักลงทุนกระเป๋าหนักจากมิลานบินตรงมาขอดูตัวอย่างเฟอร์นิเจอร์เซตที่พี่คิริวออกแบบร่วมกับพี่เร็นวันนี้เลย แล้วตอนนี้เขากำลังนั่งรออยู่ที่ห้องรับรองชั้นล่างแล้วด้วย!" สิ้นคำพูดของรุ่นน้อง บรรยากาศรอบตัวที่เคยตึงเครียดด้วยอารมณ์คุกรุ่นก็พลันเปลี่ยนเป็นความเงียบงันที่น่าอึดอัดขึ้นมาทันที คิริวขยับตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดเสื้อเชิร์ตสีอ่อนให้เข้ารูปด้วยท่าทีเรียบสนิทราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อครู่ ทว่าใบหูที่ขึ้นสีแดงเรื่อระเรื่อจางๆ นั้นกลับทรยศความนิ่งสงบที่เจ้าตัวพยายามสร้างขึ้นมาอย่างสิ้นเชิง "ผมต้องลงไป..." คิริวเอ่ยเสียงเรียบ หลีกเลี่ยงการสบตาเร็น "เดี๋ยว" เร็นคว้าข้อมือเรียวเอาไว้ทันที แรงบีบไม่ได้หนักหน่วงจนเจ็บ แต่กุมแน่นพอที่จะรั้งให้อีกฝ่ายก้าวหนีไปไหนไม่ได้ "นักลงทุนมิลานคนนั้น... ใช่คนที่เคยมีข่าวพัวพันกับงานประมูลศิลปะที่ปารีสเมื่อสองปีก่อนหรือเปล่า คิริว นายก็รู้ว่าตาบ้านั่นมีรสนิยมห่วยแตกแค่ไหนในการมองงานดีไซน์" "มันเป็นเรื่องงานครับ เร็น" คิริวถอนหายใจเบาๆ พลางดึงข้อมือกลับอย่างสุภาพ "ในฐานะภัณฑารักษ์ ผมมีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยของโปรเจกต์นี้ ไม่ใช่มานั่งคัดกรองประวัติส่วนตัวของแขกวีไอพี" "แต่ฉันไม่ชอบขี้หน้ามัน" เร็นสวนกลับทันควัน น้ำเสียงห้วนจัดจนยูมะที่ยืนลุ้นอยู่แถวประตูถึงกับต้องกลืนน้ำลายเอื้อมมือไปบิดลูกบิดประตูเตรียมเผ่นหนี "สายตาที่มันมองนายตอนงานนิทรรศการที่นิวยอร์กเมื่อปีที่แล้ว มันไม่ได้มองนายในฐานะภัณฑารักษ์เลยสักนิด นายก็รู้!" คิริวชะงักไปเล็กน้อย ดวงตากลมโตหันกลับมามองสถาปนิกหนุ่มปากจัดที่ยืนขมวดคิ้วมุ่น ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึงจนแทบจะเป็นเลขแปด ความหึงหวงอย่างไร้เหตุผลที่พรั่งพรูออกมาอย่างไร้การปรุงแต่งนั้น ทำให้หัวใจที่เคยด้านชาของคิริวเกิดอาการกระตุกวูบอย่างห้ามไม่อยู่ แปลก... ทั้งที่อีกฝ่ายปากจัดและเอาแต่ใจตัวเองเป็นที่หนึ่ง แต่ทำไมทุกครั้งที่เร็นแสดงท่าทีปกป้องหรือหวงก้างแบบเด็กๆ นี้ทีไร มันกลับทำให้เขารู้สึกเหมือนมีกระแสไฟอุ่นๆ วิ่งพล่านไปทั่วแผ่นหลังทุกที "ผมโตแล้วนะเร็น และผมแยกแยะได้ว่าใครคือนักลงทุน ใครคือคนทำงาน" คิริวปั้นหน้าขรึมกลบเกลื่อนความปั่นป่วนในอก ก่อนจะปรายตามองยูมะที่ทำปากมุบมิบอยู่ไกลๆ "นำทางสิ ยูมะ" "ครับผม! เชิญทางนี้เลยครับพี่คิริว!" ยูมะรีบเปิดประตูกว้างผงกหัวรับคำสั่งราวกับทหารเกณฑ์เจอผู้บังคับบัญชา เร็นยืนมองแผ่นหลังบางของภัณฑารักษ์หน้านิ่งที่ก้าวเดินผ่านประตูออกไปอย่างไม่สบอารมณ์ ดวงตาคมกริบหรี่ลงด้วยความกรุ่นโกรธ เขาไม่อยากให้คิริวต้องไปยุ่งเกี่ยวกับพวกนักธุรกิจหน้าเงินพวกนั้นเลยให้ตายสิ! ทว่า... ในจังหวะที่คิริวกำลังจะก้าวพ้นขอบประตูห้องทำงาน ภัณฑารักษ์หนุ่มก็ชะงักฝีเท้าลงเล็กน้อย ปลายรองเท้าหนังขัดเงาหยุดนิ่ง เจ้าตัวไม่ได้หันกลับมามอง แต่อีกลำคอระหงที่เอียงองศาเล็กน้อยนั้นเอื้อนเอ่ยประโยคที่ทำเอาเร็นถึงกับเบิกตากว้าง "ถ้า... ถ้าจัดการประชุมเสร็จเร็ว ผมจะกลับมาเคลียร์งานแปลนห้องนั่งเล่นที่ค้างไว้... กับคุณ" พูดจบ คิริวก็ก้าวเดินออกไปจากห้องทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้สถาปนิกหนุ่มได้ทันท้วงคำใด ปล่อยให้เร็นยืนนิ่งค้างอยู่กลางห้องกับรอยยิ้มมุมปากที่ผุดขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ "ให้ตายเถอะ..." เร็นพึมพำกับตัวเอง พลางยกมือขึ้นเสยผมลวกๆ หัวใจที่เต้นรัวแรงในอกไม่ได้เกิดจากความโมโหงาน แต่มันกลับเต้นโครมครามด้วยฤทธิ์ของความคลั่งรักที่ล้นทะลักจนปิดไม่มิดเสียแล้ว เวลาผ่านไปเกือบสองชั่วโมง บรรยากาศภายในห้องทำงานเงียบสงบลงเหลือเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ เร็นนั่งฮัมเพลงเบาๆ พลางแก้แบบแปลนบนจอไอpadด้วยอารมณ์ที่ต่างจากช่วงบ่ายราวฟ้ากับเหว ความหงุดหงิดเรื่องนักลงทุนชาวมิลานมลายหายไปหมดสิ้น เหลือเพียงความคาดหวังลึกๆ ว่าเมื่อไหร่คนหน้ามึนคนนั้นจะกลับขึ้นมาเสียที ก๊อกๆ! เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ ส2 ครั้ง ตามด้วยการเปิดเข้ามาของร่างโปร่งที่คุ้นเคย คิริวเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉยตามแบบฉบับ แต่ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นร่องรอยความเหนื่อยล้าเจือจางอยู่บริเวณหางตา มือเรียวถือแก้วกาแฟอุ่นๆ วางลงบนโต๊ะทำงานของเร็นอย่างไร้เสียง "กาแฟดำ ไม่ใส่น้ำตาล อย่างที่คุณชอบ" คิริวเอ่ยเสียงเรียบ พลางทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม "การประชุมจบลงด้วยดี นักลงทุนคนนั้นตกลงเซ็นสัญญาเฟอร์นิเจอร์เซตพิเศษเรียบร้อย ไม่มีอะไรน่าห่วงอย่างที่คุณกังวล" เร็นวางแท็บเล็ตในมือลง เงยหน้าขึ้นสบตากับอีกฝ่ายตรงๆ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปากหยัก "ใครบอกว่าฉันกังวลเรื่องงานเซตนั้นกันล่ะ... สิ่งเดียวที่ฉันกังวลในตอนนี้ คือตกลงแล้ว... นายเคลียร์คิวว่างสำหรับดินเนอร์มื้อดึกที่เราติดค้างกันไว้เมื่อสัปดาห์ก่อนหรือยัง ต่างหากล่ะ, ภัณฑารักษ์" คิริวชะงัก ช้อนสายตาขึ้นสบกับนัยน์ตากลมโตพราวระยับของเร็น หัวใจกระตุกวูบเมื่อพบว่าระยะห่างระหว่างเก้าอี้ของทั้งคู่ถูกขยับเข้ามาใกล้กันตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ บรรยากาศรอบตัวเริ่มอุ่นขึ้นทีละน้อย ความเงียบที่โรยตัวลงมาไม่ได้น่าอึดอัด ทว่ามันกลับเต็มไปด้วยกระแสความรู้สึกบางอย่างที่ต่างฝ่ายต่างพยายามซ่อนไว้ใต้ท่าทีเย่อหยิ่ง เร็นโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ดวงตาคมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีเข้มคู่นั้นราวกับจะอ่านใจ "ว่าไงครับ... จะปฏิเสธอีกรอบ หรือจะยอมรับว่านายเองก็คิดเหมือนกันกับฉัน?" คิริวเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจเต้นระรัวราวกับมีกลองชุดมาตีอยู่ข้างใน อากาศรอบตัวเริ่มเบาบางลงจนแทบหายใจไม่ออก ทว่าก่อนที่ภัณฑารักษ์หน้านิ่งจะทันได้เอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดเพื่อตอบโต้— ปัง! เสียงประตูห้องทำงานถูกผลักเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับร่างของยูมะที่พุ่งพรวดเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนกยิ่งกว่าเดิม ลมหายใจหอบกระชั้นจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ "พี่เร็น! พี่คิริว! แย่แล้วครับ! มีพัสดุด่วนส่งตรงจากพิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งชาติระบุชื่อหน้าซองถึง... อดีตคู่หมั้นของพี่คิริวครับ!" สิ้นเสียงของยูมะ บรรยากาศแสนหวานละมุนที่กำลังก่อตัวขึ้นก็ถูกตัดฉับลงราวกับใช้มีดกรีด คิริวหน้าถอดสีทันที นัยน์ตาสีเข้มเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงระคนหวาดหวั่น ขณะที่เร็นหุบยิ้มฉับพลัน ดวงตาคมกริบเปลี่ยนเป็นวาวโรจน์ด้วยความระอุเดือดขึ้นมาอีกครั้งในเสี้ยววินาที! [ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างความฟินและคอยจิกหมอนไปด้วยกันเสมอนะคะ]
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของสถาปนิกปากจัดกับภัณฑารักษ์หน้านิ่ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%