เสียงถอนหายใจแผ่วเบาของยูมะที่ดังขึ้นเบาๆ ในห้องสตูดิโอแคบๆ กลับให้ความรู้สึกหนักหน่วงราวกับมีก้อนหินนับสิבก้อนถ่วงทับลงบนทรวงอกของทุกคนในที่นั้น บรรยากาศแสนหวานละมุนที่เมื่อครู่เกือบจะก่อตัวขึ้นจนกลายเป็นความผูกพันลึกซึ้ง ถูกตัดฉับลงราวกับใช้มีดคมกริบกรีดผ่านผืนผ้าใบราคาแพง คิริวหน้าถอดสีทันที นัยน์ตาสีเข้มเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงระคนหวาดหวั่น ขณะที่เร็นหุบยิ้มฉับพลัน ดวงตาคมกริบเปลี่ยนเป็นวาวโรจน์ด้วยความระอุเดือดขึ้นมาอีกครั้งในเสี้ยววินาที
"นายพูดบ้าอะไรของยูมะ" เร็นเค้นเสียงลอดไรฟัน น้ำเสียงแหบพร่าแต่เต็มไปด้วยแรงกดดันที่พร้อมจะระเบิดออกได้ทุกเมื่อ มือหนาที่เผลอยื่นออกไปแตะแขนของคิริวเมื่อครู่ชักกลับช้าๆ ราวกับถูกไฟลวก
ยูมะไม่ได้สะทกสะท้านกับรังสีอำมหิตที่รุ่นพี่หนุ่มแผ่ออกมาเลยแม้แต่น้อย ร่างโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนยักไหล่เบาๆ ก่อนจะสอดมือทั้งสองข้างลงในกระเป๋าางเกงด้วยท่าทีสบายๆ ชวนหมั่นไส้ "ผมก็แค่พูดความจริงที่พวกพี่พยายามหลับหูหลับตามาตลอดต่างหากล่ะครับพี่เร็น... หรือจะให้ผมรอจนกว่าแกลเลอรีเปิด แล้วค่อยมานั่งเคลียร์ซากปรักหักพังของความรู้สึกดีๆ ที่พวกพี่สร้างกันขึ้นมาล่ะ?"
"ยูมะ!" เร็นคำรามต่ำ ขยับตัวหมายจะก้าวเข้าไปหาตัวต้นเรื่อง แต่ทว่า... สัมผัสอุ่นจัดที่ข้อมือกลับรั้งเขาไว้เสียก่อน
คิริวเป็นคนยื่นมือมาคว้าข้อมือของสถาปนิกปากจัดเอาไว้ แรงบีบไม่ได้มากมายนัก แต่กลับหนักแน่นพอที่จะทำให้เร็นชะงักกึก นัยน์ตาสีเข้มของภัณฑารักษ์หน้านิ่งเวลานี้ไม่ได้เย็นชาไร้ความรู้สึกเหมือนเคย หากแต่ไหวระริกด้วยคลื่นอารมณ์ซับซ้อนที่ยากจะคาดเดา
"ปล่อยก่อน เร็น..." คิริวเอ่ยเสียงเบาหวิว ดวงตาสีเข้มคู่นั้นละสายตาจากเร็น หันไปมองหน้ารุ่นน้องสถาปนิกที่ยืนกอดอกพิงขอบประตูกั้นโซนทำงานอยู่ "ขอบคุณสำหรับความเป็นห่วงนะยูมะ แต่เรื่องนี้... ฉันกับเร็นขอคุยกันเอง"
ยูมะกะพริบตาปริบๆ มองรุ่นพี่ทั้งสองสลับกันไปมา มุมปากหยักยกยิ้มบางๆ อย่างรู้ทัน ก่อนจะยอมยกมือขึ้นยอมแพ้ "โอเคๆ ผมเข้าใจแล้วครับ ถือว่าผมพูดมากไปเอง... เชิญตามสบายเลยครับคุณภัณฑารักษ์ กับคุณสถาปนิกจอมเผด็จการ ผมขอตัวไปตรวจแบบโครงสร้างชั้นล่างก่อนดีกว่า อยู่ตรงนี้นานเกินไปเดี๋ยวหูจะหนวกตายเสียก่อน"
ร่างโปร่งของยูมะหมุนตัวเดินลิ่วหายออกไปจากห้องทำงานส่วนตัว ทิ้งให้ความเงียบงันอันน่าอึดอัดโรยตัวลงมาปกคลุมพื้นที่สี่เหลี่ยมแคบๆ นี้อีกครั้ง กลิ่นอายของกระดาษไข กลิ่นกาแฟคั่วบดจางๆ และกลิ่นน้ำหอมสะอาดๆ บนตัวของคิริวผสมปนเปกันจนชวนให้หัวใจปั่นป่วน
เร็นยังคงยืนนิ่ง คิ้วหนาย่นเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็นปม ดวงตาคมกริบกวาดมองใบหน้าด้านข้างของคนที่ยังคงกุมข้อมือเขาไว้ แม้ภายนอกคิริวจะพยายามตีสีหน้านิ่งสงบราวกับผิวน้ำในบึงใหญ่ แต่เร็นที่รู้จักอีกฝ่ายมานานพอสมควรกลับมองเห็นปลายนิ้วเรียวที่กำลังสั่นน้อยๆ นั้นได้อย่างชัดเจน
"ยูมะมันก็แค่เด็กปากเสียคนหนึ่ง นายอย่าไปเก็บคำพูดเพ้อเจ้อของมันมาใส่ใจเลย" เร็นเปิดปากพูดก่อน น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวเจือแววอ่อนลงอย่างไม่รู้ตัว มืออีกข้างที่ไม่ได้ถูกกุมยกขึ้นเสbผมสีเข้มของตัวเองลวกๆ "เรา... กลับไปคุยเรื่องแบบแปลนแกลเลอรีต่อเถอะ"
"เรื่องแบบแปลน... งั้นเหรอเร็น?"
เสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยแทรกขึ้นมาทำเอาเร็นต้องชะงัก คิริวค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ นัยน์ตาสีเข้มคู่นั้นลึกล้ำและเต็มไปด้วยคำถามมากมายที่อัดแน่นอยู่ข้างใน จนเร็นรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังตกลงไปในหลุมพรางที่อีกฝ่ายขุดเอาไว้
"ก็... ใช่สิ งานของเรามีกำหนดส่งสัปดาห์หน้านะคิริว" เร็นตอบเลี่ยงๆ หลบสายตาคู่นั้นไปเสมองานออกแบบบนโต๊ะแทน
"แล้วเรื่องของเราล่ะ?"
กึก!
คำถามสั้นๆ เพียงสี่พยางค์ แต่กลับทรงพลังยิ่งกว่าค้อนปอนด์ที่ทุบลงกลางอก เร็นสะท้านเฮือก หัวใจในอกเต้นกระหน่ำรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกซี่โครง ร่างสูงแข็งทื่อเป็นหิน ริมฝีปากที่ปกติมักจะมีคำพูดจิกกัดโต้ตอบแพรรวพราว กลับเม้มเข้าหากันแน่นจนเป็นเส้นตรง
"นาย... พูดเรื่องอะไรอีกคน" เร็นฝืนเค้นเสียงหัวเราะแห้งๆ ออกมากลบเกลื่อนความประหม่า "เราจะมี 'เรื่องของเรา' อะไรกัน อย่ามาบ้าตามยูมะนะคิริว"
"ฉันไม่ได้บ้าเร็น" คิริวส่ายหน้าเบาๆ น้ำเสียงของเขาเรียบเรื่อยแต่มั่นคง ราวกับรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีในชีวิตมาไว้ที่ประโยคนี้แล้ว "และฉันก็ไม่ได้หูหนวกตาบอด ถึงจะไม่รู้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา... ที่เรากัดกัน ที่เราทะเลาะกัน ที่เราต้องมาติดแหง็กอยู่ในเซฟเฮาส์หลังนี้ด้วยกัน มันคืออะไรกันแน่"
ก้าวเท้าเพียงก้าวเดียว คิริวก็ขยับเข้ามาประชิดตัวเร็นมากยิ่งขึ้น กลิ่นอายเฉพาะตัวที่คุ้นเคยลอยวนอยู่ปลายจมูก จนสถาปนิกหนุ่มผู้ไม่เคยเกรงกลัวใครต้องถอยหลังไปจนแผ่นหลังชนเข้ากับชั้นวางหนังสือด้านหลัง
"คิริว..."
"นายรำคาญฉันมากใช่ไหมเร็น?" ภัณฑารักษ์หน้านิ่งเอ่ยถาม เสียงของเขาเบาราวกับเสียงกระซิบ แต่กลับชัดเจนก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของคนฟัง "รำคาญที่ฉันเจ้าระเบียบ รำคาญที่ฉันคอยจับผิดการทำงานของนาย รำคาญที่ฉันเข้ามาวุ่นวายในพื้นที่ส่วนตัวของนาย... หรือว่า..."
คิริวเว้นจังหวะไปนิดหนึ่ง นัยน์ตาสีเข้มไหววับสะท้อนภาพเงาของเร็นที่กำลังยืนตัวเกร็งอยู่ตรงหน้า
"...หรือว่าที่จริงแล้ว นายแค่อย eนกลัว?"
"กลัวอะไร! ฉันเนี่ยนะกลัว!" เร็นสวนกลับทันควัน ความรู้สึกถูกจี้ใจดำทำให้สัญชาตญาณการป้องกันตัวทำงานอย่างรวดเร็ว ดวงตาคมวาวโรจน์ด้วยความทิฐิ "ฉันเป็นสถาปนิกนะคิริว งานโปรเจกต์ใหญ่ร้อยล้านฉันยังผ่านมาแล้ว ทำไมฉันต้องมากลัวคนเจ้าระเบียบอย่างนายด้วย!"
"ถ้าไม่ได้กลัว... แล้วทำไมเวลาที่ฉันเข้าใกล้มากๆ นายต้องหลบตา?" คิริวเอียงคอเล็กน้อย สายตาคมกริบเจาะลึกเข้าไปถึงก้นบึ้งของความรู้สึก "ทำไมเวลาที่ฉันพูดเรื่องความสัมพันธ์ของเรา นายต้องรีบหาเรื่องเปลี่ยนเรื่องคุยทุกที? และที่สำคัญที่สุด..."
นิ้วเรียวของคิริวค่อยๆ เลื่อนขึ้นมาแตะเบาๆ ที่บริเวณกลางอกของเร็น ตรงตำแหน่งที่หัวใจกำลังเต้นโครมครามราวกับกลองเพล
"...ทำไมหัวใจของนาย ถึงเต้นดังขนาดนี้ล่ะเร็น?"
ความเงียบสงบเข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างพวกเขาทั้งคู่อีกครั้ง แต่คราวนี้มันเต็มไปด้วยกระแสไฟฟ้าสถิตที่วิ่งพล่านจนผิวหนังรู้สึกชาหนึบ เร็นหายใจติดขัด สมองขาวโพลนคิดคำแก้ตัวไม่ออก ความใกล้ชิดที่แนบ rix จนแทบไม่มีช่องว่างทำให้อุณหภูมิรอบตัวพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าประหลาด
เร็นก้มมองมือของคิริวที่ยังคงทาบทับอยู่บนหน้าอกของเขา ความอบอุ่นจากฝ่ามืออีกฝ่ายซึมผ่านเนื้อผ้าเข้ามาถึงผิวเนื้อ และมันกำลังแผดเผาเกราะป้องกันทิฐิทั้งหมดที่เขาสร้างขึ้นมาตลอดหลายปีให้พังทลายลงทีละน้อย... ทีละน้อย
"นายมัน... ร้ายกาจชะมัด คิริว" เร็นพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนยวบลงอย่างยอมจำนน ดวงตาคมทอดมองคนตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะบรรยาย ทั้งรัก ทั้งโกรธ ทั้งหงุดหงิด และโหยหาในเวลาเดียวกัน
"ฉันแค่ต้องการความชัดเจน..." คิริวเงยหน้าขึ้นสบตา ช A นวนความอดทนในแววตานั้นขาดสะบั้นลงเช่นกัน "ในเมื่อนายไม่ยอมตอบ... งั้นฉันขอถามคำถามสุดท้าย และนายต้องตอบความจริงกับฉัน"
เร็นกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก หัวใจเต้นระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกปาก "ะ... ว่ามาสิ"
"สำหรับนายแล้ว... ระหว่าง 'งานออกแบบแกลเลอรี' กับ 'ฉัน'..." คิริวสูดหายใจเข้าลึก ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้โลกทั้งใบของเร็นหยุดหมุน
"...อะไรคือสิ่งที่นายไม่อยากสูญเสียมันไปมากที่สุดกันแน่?"
ติ๊ก... ติ๊ก... ติ๊ก...
เสียงเข็มนาฬิกาบนผนังห้องเดินไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า ทว่าหัวใจของคนทั้งคู่กลับหยุดนิ่งสนิท เร็นเบิกตากว้าง ค้างเติ่งอยู่ในท่าพิงชั้นหนังสือ สมองกำลังประมวลผลคำถามที่เปรียบเสมือนดาบสองคมที่ปักลงกลางใจ ริมฝีปากอ้าค้างเตรียมจะเอ่ยคำตอบบางอย่างออกมา
ทว่า—!
*ปั้ง!*
ประตูสตูดิโอถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท เสียงกระแทกผนังดังสนั่นหวั่นไหวทำลายบรรยากาศตึงเครียดจนกระเจิง ร่างสูงโปรดปรานของบรรณาธิการนิตยสารชื่อดังพ่วงตำแหน่งเพื่อนสนิทตัวแสบของคิริวอย่าง 'ฮ “รุ”' ก้าวพรวดพราดเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าตื่นตระหนกสุดขีด ใบหน้าหล่อเหลาซีดเผือดราวกับไปเห็นผีมา
"คิริว! เร็น! พวกนายแย่แล้ว..." ฮารุหอบหายใจฮือก Th สองมือค้ำเข่า กวาดสายตามองคนทั้งสองที่ยืนแนบชิดกันอยู่ด้วยสีหน้าตกตะลึง ก่อนจะตะโกนลั่นห้องด้วยเสียงสั่นเครือ
"ผลงานศิลปะชิ้นเอก... ชิ้นเอกที่ห้องโถงใหญ่... มัน... มันหายไปแล้ว!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะเวียนมาฟินและลุ้นไปกับความสัมพันธ์ของเร็นกับคิริวนะคะ!
เซฟเฮาส์หัวใจของสถาปนิกปากจัดกับภัณฑารักษ์หน้านิ่ง•ตอนที่ 21
คำถามที่ไม่มีคำตอบ
ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของสถาปนิกปากจัดกับภัณฑารักษ์หน้านิ่ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!