เสียงเคาะประตูกระจกฝ้าสามครั้งสั้น ๆ ไม่ได้ให้เวลาเจ้าของห้องสำรวจความพร้อมแม้แต่น้อย ก่อนที่บานประตูดังกล่าวจะถูกผลักเปิดออกด้วยมือของคนที่ถือวิสาสะเกินกว่าจะเรียกว่าแขกจร
เงาร่างที่ทาบทับลงมาเมื่อครู่ไม่ได้เป็นเพียงจินตนาการ คิริวเงยหน้าขึ้นจากแฟ้มเอกสารบนโต๊ะทำงาน ดวงตาสีเข้มฉายแววประหลาดใจวับหนึ่งก่อนจะกลับสู่ความเรียบเฉยตามวิสัยของภัณฑารักษ์ผู้ควบคุมอารมณ์ได้เป็นเลิศ ผิดกับเร็นที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังฝั่งตรงข้าม สถาปนิกหนุ่มชะงักกึก ปากที่กำลังจะเอ่ยแซะเรื่องแบบแปลนโครงสร้างกลับต้องกลืนคำพูดลงคอทันที เมื่อเห็นว่าผู้มาเยือนใหม่คือใคร
"ขอโทษทีครับ พอดีผมเห็นประตูไม่ได้ล็อก เลยถือวิสาสะเข้ามา... อ้าว คิริว จำกันได้หรือเปล่า"
น้ำเสียงทุ้มนุ่มเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจ ชายหนุ่มในชุดสูทเข้ารูปสไตล์มิลานก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงาน กลิ่นน้ำหอมแบรนด์ดังลอยจาง ๆ เจือมากับบรรยากาศที่น่าอึดอัดทันทีที่เขาปรากฏตัว
ฮิคารุ—อดีตภัณฑารักษ์รุ่นพี่จากหอศิลป์ชื่อดังใจกลางโตเกียว และคนที่เคยมีข่าวหน้าหนึ่งร่วมกับคิริวสมัยที่อีกฝ่ายยังทำงานอยู่ที่โน่น
เร็นหรี่ตาลงทันที สัญชาตญาณดิบของสถาปนิกผู้รักความสมบูรณ์แบบส่งเสียงร้องเตือนภัยในหัว ปากเรียวบางเม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง รังสีความหงุดหงิดพวยพุ่งออกมาจากตัวเร็นอย่างไม่คิดจะปิดบัง ร่างสูงผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเท้าเข้าไปแทรกกลางระหว่างโต๊ะทำงานกับผู้มาเยือนใหม่ด้วยท่าทีคุกคามแบบไม่ให้เกียรติสถานที่
"ที่นี่ไม่ใช่แกลเลอรีสาธารณะ อยากจะเดินเข้าเดินออกเมื่อไหร่ก็ได้งั้นเหรอครับ?" เร็นเปิดฉากด้วยน้ำเสียงกระแทกกระทั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของฮิคารุชะงักไปนิดก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มสุภาพตามมารยาททางสังคม
"อ้อ คุณคือสถาปนิกเจ้าของโปรเจกต์นี้สินะครับ ผมฮิคารุครับ พอดีแวะมาทำธุระแถวนี้แล้วได้ยินว่าคิริวมาดูแลโปรเจกต์รีโนเวทที่นี่ เลยแวะมาทักทายในฐานะคนคุ้นเคยเก่า..." ฮิคารุน้ำเสียงราบเรียบแต่สายตากลับทอดมองเลยไหล่ของเร็นไปสบตากับคิริวที่นั่งอยู่หลังโต๊ะ
"คนคุ้นเคย?" เร็นทวนคำ เสียงหัวเราะในลำคอของสถาปนิกหนุ่มดังขึ้นอย่างเยียบเย็น "คนคุ้นเคยเขาไม่เดินเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของคนอื่นอย่างไร้มารยาทแบบนี้หรอกมั้งครับ หรือที่ญี่ปุ่นเขาไม่สอนเรื่องความเป็นส่วนตัวกัน"
"เร็น"
เสียงเรียกเรียบ ๆ แต่ทรงอำนาจของคิริสดังขึ้นขัดจังหวะ ภัณฑารักษ์หน้านิ่งลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงตานิ่งสงบหันไปมองฮิคารุก่อนจะเบนมาสบตาเร็นแวบหนึ่งเพื่อส่งสัญญาณเตือนให้สงบสติอารมณ์ แต่สำหรับเร็นแล้ว การที่คิริวออกโรงปรามกลับยิ่งสุมไฟในอกให้ลุกโชนขึ้นไปอีก
ให้ตายสิ... ทำไมไอ้หมอนี่ต้องโผล่มาในจังหวะที่เขากำลังจะเคลียร์ความรู้สึกกับคิริวเรื่องเมื่อวานด้วยนะ!
"ผมแค่แวะเอาเอกสารข้อเสนอจัดแสดงนิทรรศการพิเศษมาให้" ฮิคารุยื่นแฟ้มสีดำในมือลงบนโต๊ะทำงานของคิริว "ทางผู้บริหารฝั่งโตเกียวฝากมาถามว่า นายสนใจจะกลับไปร่วมงานกันไหม คิริว โปรเจกต์ใหญ่นั่น... นายคือคนที่เหมาะสมที่สุด ไม่มีใครแทนที่นายได้หรอก"
คำพูดนั้นจงใจทิ้งน้ำหนักตรงคำว่า 'ไม่มีใครแทนที่' จนคนฟังรู้สึกได้ เร็นขบกรามแน่นจนสันนูนขึ้นมา ความหึงหวงที่เจ้าตัวไม่ยอมรับกับตัวเองกำลังตีรวนอยู่ในอกจนหายใจไม่ทั่วท้อง มันไม่ใช่แค่เรื่องงาน แต่มันคือการที่ไอ้บ้านี่พยายามดึงคิริวกลับไปสู่โลกใบเดิม—โลกที่ไม่มีเร็นอยู่ในนั้น
"ขอบใจสำหรับเอกสารนะฮิคารุ แต่ตอนนี้ฉันมีโปรเจกต์ที่ต้องรับผิดชอบอยู่ที่นี่" คิริวตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งเยื่อใยหรือความอาลัยอาวรณ์ในอดีต แววตาของเขามีเพียงความว่างเปล่าและจริงจัง
"แต่โปรเจกต์นี้มันก็แค่การรีโนเวทตึกเก่าธรรมดา ๆ ไม่ใช่หรือไง คิริว นายมีความสามารถมากกว่าจะมาจมปลักอยู่กับโปรเจกต์เล็ก ๆ แบบนี้... กลับโตเกียวเถอะ ที่นั่นมีพื้นที่สำหรับนายเสมอ" ฮิคารุยังคงตื๊อไม่เลิก แถมยังก้าวเข้าไปใกล้คิริวอีกนิดจนระยะห่างระหว่างทั้งคู่ลดลงอย่างน่าหมั่นไส้
เร็นทนดูภาพนั้นต่อไปไม่ไหว มือหนาเอื้อมไปคว้าข้อมือของคิริวแล้วออกแรงดึงเบา ๆ ให้ขยับถอยหลังออกมาจากรัศมีของฮิคารุโดยอัตโนมัติ การกระทำนั้นรวดเร็วและแสดงความเป็นเจ้าของอย่างโจ่งแจ้งจนคิริวต้องหันมามองด้วยความตกใจ
"พอดีว่าโปรเจกต์ 'เล็ก ๆ' ของผมเนี่ย กำลังจะกลายเป็นโปรเจกต์ระดับแลนด์มาร์ก และที่สำคัญ..." เร็นจงใจเว้นจังหวะ สายตาคมกริบกวาดมองฮิคารุหัวจรดเท้าด้วยรอยยิ้มเยาะ "คนของผม เขาไม่ชอบกินของเก่า หรือพูดง่าย ๆ คือ... เขาเข็ดแล้วครับ กับพวกที่ชอบแทงข้างหลังตอนเผลอ"
บรรยากาศในห้องทำงานเงียบกริบลงทันที ฮิคารุหุบยิ้มฉาบฉวยลง ใบหน้าเริ่มตึงเครียดขึ้นมาทันทีเมื่อเจอไม้นี้ของสถาปนิกปากจัด
"คุณเร็น พูดจาให้เกียรติกันบ้างดีกว่านะครับ ผมคุยกับคิริวในฐานะเพื่อนร่วมงานเก่า" ฮิคารุกดเสียงต่ำลง
"เพื่อนร่วมงานเก่าเหรอครับ? แต่ท่าทางที่คุณแสดงออกเมื่อกี้มันเกินขอบเขตของคำว่าเพื่อนร่วมงานไปไกลเลยนะ หรือว่าที่แกลเลอรีเก่าเขาอบรมพฤติกรรมคุกคามแบบนี้มาเป็นมาตรฐาน?" เร็นสวนกลับทันควัน ไม่มีความเกรงใจเหลืออยู่แม้แต่น้อย ปากบางเฉียบพ่นคำพูดเชือดเฉือนออกมาเป็นชุดจนฮิคารุเริ่มหน้าเสีย
"พอได้แล้ว ทั้งคู่เลย!"
คิริวตบโต๊ะเบา ๆ เพื่อยุติสงครามประสานเสียงขนาดย่อม ดวงตาสีเข้มหันไปมองฮิคารุก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด "ขอบคุณสำหรับข้อเสนอฮิคารุ แต่นายได้คำตอบแล้ว เชิญกลับไปเถอะ ฉันยังมีงานต้องคุยกับสถาปนิกต่อ"
ฮิคารุกัดฟันกรอด ยอมรับความพ่ายแพ้ในยกนี้ สายตาคมปลาบเหลือบมองเร็นด้วยความไม่พอใจอย่างปิดไม่มิด ก่อนจะยอมหมุนตัวเดินกลับออกไปจากห้อง ปิดประตูตามหลังเสียงดังสนั่นเพื่อระบายอารมณ์
ปัง!
เสียงประตูปิดลงพร้อมกับความเงียบที่กลับคืนมา แต่ความระอุในห้องยังคงพุ่งสูงปรี๊ด เร็นยังคงยืนกำมือแน่น หายใจฮึดฮัดไม่หาย
"นายไปทำกิริยาแบบนั้นใส่เขาทำไม?" คิริวถอนหายใจยาว ยกมือขึ้นนวดขมับเบา ๆ พลางเงยหน้าขึ้นมองคนอารมณ์ร้อนที่ยังยืนหน้าบึ้งอยู่ข้างกาย
"ก็ไอ้หมอนั่นมันจ้องจะคาบเหยื่อ... หมายถึง จ้องจะดึงตัวนายกลับไปเกียวโต นายก็เห็นนี่!" เร็นเผลอเสียงดังใส่ ยอมรับหลุดปากออกมาครึ่งหนึ่งจนเกือบกัดลิ้นตัวเอง "แล้วอีกอย่าง... ใครอนุญาตให้มันเข้ามาใกล้ขนาดนั้นเล่า!"
คิริวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นบาง ๆ อย่างนึกสนุก "หึงเหรอครับ?"
"ใครหึง! บ้าหรือเปล่า!" เร็นปฏิเสธเสียงสูงทันที ใบหูขึ้นสีแดงจัดอย่างเห็นได้ชัดแม้จะพยายามทำเป็นตีหน้าขรึมกลบเกลื่อน "ฉันก็แค่รำคาญคนไร้มารยาทที่บุกรุกพื้นที่ทำงานต่างหาก นายเนี่ยนะ หลงตัวเองชะมัด ใครจะไป..."
ประโยคปฏิเสธถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่อคิริวไม่ได้ปล่อยให้เขาได้แก้ตัวต่อ ภัณฑารักษ์หน้านิ่งเป็นฝ่ายก้าวเข้ามาประชิดตัวเร็นอย่างรวดเร็ว ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ลดลงจนแทบไม่เหลือช่องว่าง เร็นผะงะถอยหลังนิดหน่อยจนสะโพกไปชนกับขอบโต๊ะทำงาน แผ่นอกกว้างแนบชิดกับร่างสูงโปร่งของอีกฝ่ายโดยปริยาย
ดวงตาสีเข้มคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเร็น ราวกับจะค้นหาคำตอบที่ซ่อนอยู่ภายใต้คำพูดปากร้ายเหล่านั้น
"ถ้าไม่ได้หึง... แล้วหน้าแดงทำไมล่ะครับ สถาปนิกปากจัด" เสียงทุ้มกระซิบแผ่วเบาอยู่ใกล้ชิดริมฝีปาก จนเร็นรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นที่เป่ารดผิวแก้ม หัวใจในอกเต้นรัวระรัวยิ่งกว่าตอนยืนเถียงกับฮิคารุเสียอีก
เร็นกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สมองที่เคยประมวลผลแบบแปลนสถาปัตยกรรมได้อย่างรวดเร็วกลับว่างเปล่าสนิท ปากที่เคยต่อเก่งเป็นเลิศตอนนี้กลับหนักอึ้งราวกับมีคนเอาหินมาถ่วงไว้
ทว่า... ก่อนที่เร็นจะได้หาข้อแก้ตัวอะไรอשออกไป เสียงฝีเท้าเร่งรีบของใครบางคนก็ดังขึ้นตรงทางเดินหน้าห้องอีกครั้ง พร้อมกับบานประตูที่ถูกผลักเปิดผางเข้ามาอย่างไร้การเคาะเตือนเป็นรอบที่สองของวัน!
"พี่เร็น! แย่แล้วครับ แบบแปลนโครงสร้างโซนจัดแสดงหลักที่เพิ่งแก้... โดนน้ำรั่วจากท่อประปาชั้นบนซัดเละไม่เป็นท่าเลยครับ!"
ยูมะตะโกนเสียงหลงพุ่งพรวดเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าตื่นตระหนกสุดขีด แต่แล้วฝีเท้าของรุ่นน้องหนุ่มก็ต้องเบรกเอี๊ยดจนตัวโก่ง เมื่อเห็นภาพตรงหน้า—ภาพที่เร็นและคิริวยืนชิดติดกันจนแทบจะสิงร่างอยู่บนขอบโต๊ะทำงาน โดยที่ใบหน้าของทั้งคู่ห่างกันแค่คืบเดียวเท่านั้น
**************************************************
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาฟินและร่วมลุ้นไปกับความปากแข็งของสถาปนิกกับภัณฑารักษ์ของเรานะคะ! หิมะแรกในโตเกียวจะรีบกลับมาเสิร์ฟความฟินจิกหมอนในตอนต่อไปอย่างไวเลยค่ะ!
เซฟเฮาส์หัวใจของสถาปนิกปากจัดกับภัณฑารักษ์หน้านิ่ง•ตอนที่ 19
ศัตรูหัวใจที่ไม่ได้ตั้งใจ
ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของสถาปนิกปากจัดกับภัณฑารักษ์หน้านิ่ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!