ดีลลับขยับหัวใจนายเย็นชา•ตอนที่ 12

เธอคือข้อยกเว้นของฉัน

ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
เสียงหัวเราะเยาะของรินดังบาดหู ท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออกในห้องโถงใหญ่ คินน์ยืนนิ่งเป็นรูปปั้นหิน ทว่าสันกรามของเขากลับขบเข้าหากันจนนูนเด่น แววตาที่เคยราบเรียบดั่งผิวน้ำในยามวิกาล กลับไหววูบด้วยประกายไฟแห่งความเกรี้ยวกราดที่ยากจะควบคุม “คิดเหรอคะว่าความลับเรื่องนี้ จะถูกเก็บไว้ใต้พรมได้ตลอดไป คินน์?” รินเชิดหน้าขึ้น เล็บยาวเคลือบเจลสีแดงสดจิกเข้าหากันเพื่อสะกดกลั้นความตื่นเต้น หล่อนรู้ดีว่าไพ่ในมือใบนี้มีอานุภาพมากพอที่จะสั่นคลอนรากฐานของคฤหาสน์หลังนี้ได้ แต่รินลืมคิดไปอย่างหนึ่ง... ว่าคินน์ในวันนี้ ไม่ใช่ผู้ชายคนเดิมที่เคยยอมให้ใครมาบงการชีวิตบนกระดานผลประโยชน์อีกแล้ว หมับ! ข้อมือเรียวของรินถูกคว้าหมับเข้าอย่างแรง แรงบีบที่มหาศาลทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของหล่อนแข็งค้าง รินอุทานออกมาด้วยความตกใจ เมื่อเงาร่างสูงใหญ่ของคินน์ก้าวเข้ามาประชิดตัวในเสี้ยววินาที รวดเร็วจนหล่อนตั้งตัวไม่ทัน “ฉันเตือนเธอแล้วนะริน” เสียงทุ้มต่ำรอดไรฟันออกมาทีละคำ มันเย็นยะเยือกเสียยิ่งกว่าละอองหิมะนอกหน้าต่าง “อย่าล้ำเส้น... และที่สำคัญที่สุด อย่ามาเล่นเกมตื้นๆ ต่อหน้าคนของฉัน” พอร์ชที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่ไม่ห่าง เม้มริมฝีปากแน่น หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน แม้ปากจะบอกว่าไม่แคร์ และมักจะต่อปากต่อคำกับคนตัวโตคนนี้อยู่เสมอ แต่ภาพแผ่นหลังกว้างที่ก้าวออกมารับหน้าแทน และคำว่า ‘คนของฉัน’ ที่หลุดออกมาจากปากผู้ชายเย่อหยิ่งอย่างคินน์ ก็ทำให้พื้นที่ในอกข้างซ้ายเกิดอาการปั่นป่วนขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ นี่เขา... กำลังปกป้องเราอยู่หรือเปล่าแน่นะ? “ปล่อยนะคินน์! คุณทำร้ายผู้หญิงเหรอคะ!” รินกรีดร้องเสียงแหลม พยายามบิดข้อมือให้หลุดจากการพันธนาการ ทว่าคินน์กลับไม่มีทีท่าว่าจะผ่อนแรงลงแม้แต่น้อย สายตาคมกริบคู่นั้นกวาดมองหล่อนด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์อย่างไม่ปิดบัง “ฉันให้เกียรติผู้หญิงเสมอ... ถ้ารายนั้นมีสมองพอที่จะรู้ว่าควรหยุดตอนไหน” คินน์สะบัดมือออกอย่างไร้เยื่อใย ราวกับรินเป็นเพียงฝุ่นผงน่ารำคาญที่เกาะอยู่บนเสื้อสูทราคาแพง “การ์ด! พาตัวแขกที่ไม่ได้รับเชิญออกไปจากบ้านของฉัน เดี๋ยวนี้!” บอดี้การ์ดร่างยักษ์สองคนก้าวพรวดเข้ามาอย่างไร้ซุ่มเสียง รินหน้าเสีย สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้นและอับอาย หล่อนชี้หน้าคินน์สลับกับพอร์ชด้วยความอาฆาตมาดร้าย “พวกนายสองคนจะต้องเสียใจ! ความลับนั้นไม่มีวันตายหรอกคินน์ นายไม่มีวันหนีอดีตพ้น!” สิ้นเสียงกรีดร้อง ร่างของรินก็ถูกเชิญออกไปจากคฤหาสน์จนพ้นสายตา บรรยากาศภายในห้องกลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง ทว่าความตึงเครียดกลับยังคงลอยวนอยู่ในอากาศ หนาวเหน็บและเปราะบาง คินน์ยืนนิ่งอยู่ครู่ใหญ่เพื่อปรับลมหายใจให้เป็นปกติ ก่อนที่เขาจะค่อยๆ หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับพอร์ช ดวงตาคู่คมที่เคยดุดันและเต็มไปด้วยพิษสงเมื่อครู่ บัดนี้กลับอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัด ความกังวลระคนสำนึกผิดฉายชัดอยู่ในนั้น เป็นภาพที่หาดูได้ยากยิ่งจากนักธุรกิจหนุ่มผู้ไม่เคยเกรงกลัวใครหน้าไหน พอร์ชถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณเมื่อคินน์ก้าวเข้ามาใกล้ ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ลดลงเรื่อยๆ จนแทบไม่เหลือช่องว่าง กลิ่นกายหอมเย็นผสมผสานกับความเครียดจากเหตุการณ์เมื่อครู่ลอยมาแตะจมูก ยิ่งทำให้พอร์ชรู้สึกใจคอไม่ดี “นาย... มองอะไร” พอร์ชเอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงติดจะแข็งกระด้างเล็กน้อยเพื่อกลบเกลื่อนความประหม่าที่กำลังตีรวนอยู่ในอก “จะมาด่าฉันต่อเรื่องที่แอบฟังพวกคุยกันเมื่อกี้หรือไง?” คินน์ไม่ตอบ เขายังคงสาวเท้าเข้ามาเรื่อยๆ จนกระทั่งแผ่นหลังของพอร์ชชนเข้ากับผนังห้องเย็นเฉียบ ไหล่กว้างของคนตรงหน้าก้มลงเล็กน้อย แขนแกร่งข้างหนึ่งยกขึ้นทาบกับผนัง กักขังร่างเพรียวบางเอาไว้ตรงกลางอย่างสมบูรณ์แบบ เป็นท่าทางที่ทรงอำนาจ... และอันตรายต่อหัวใจของพอร์ชเป็นที่สุด “นายไม่ได้ทำอะไรผิด ทำไมฉันต้องด่า” คินน์เอ่ยเสียงนุ่ม ผิดวิสัยจากยามปกติที่มักจะมีแต่คำพูดเชือดเฉือน ใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้าที่ข้างแก้มของพอร์ช ทำให้ซีกหน้าขาวเนียนขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างควบคุมไม่ได้ พอร์ชเบือนหน้าหนีสายตาคู่นั้น หัวใจเต้นโครมครามรากระรัวราวกับกลองเพล “ถอยไปเลยนะคินน์ นายใกล้เกินไปแล้ว... แล้วก็ เลิกทำเสียงแบบนี้ใส่ฉันสักที มัน ขนลุก” “ขนลุกเหรอ?” คินน์หลุดหัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นพร่าเล็กน้อย ดวงตาคู่คมสำรวจใบหน้าหวานที่กำลังแดงก่ำด้วยความเขินอายอย่างพินิจพิเคราะห์ ปลายนิ้วเรียวอุ่นจัดเอื้อมออกไปอย่างไร้การลังเล ปัดปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้าผากของพอร์ชให้อย่างทะนุถนอม สัมผัสแผ่วเบานั้นทำเอาพอร์ชาถึงกับตัวแข็งทื่อ สมองขาวโพลนคิดอะไรไม่ออก นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้น? ผู้ชายปากร้าย เย็นชา และใจร้ายคนนั้น หายไปไหนเสียแล้ว ทำไมตอนนี้คินน์ถึงได้... อ่อนโยนจนน่ากลัวแบบนี้? “คินน์...” พอร์ชพึมพำเสียงแผ่ว พยายามยกมือขึ้นดันแผงอกกว้างของอีกฝ่ายให้ออกห่าง แต่แรงแค่นั้นมีหรือจะสู้แรงของเสือร้ายที่กำลังคลั่งรักได้ คินน์กลับรวบข้อมือทั้งสองข้างของพอร์ชขึ้นไปตรึงไว้เหนือหัวด้วยมือเดียวได้อย่างง่ายดาย ส่วนมืออีกข้าง... เลื่อนลงมาโอบกระชับเอวบางเอาไว้แนบแน่น ความใกล้ชิดที่แนบ 100% ทำให้พอร์ชรู้สึกได้ถึงไออุ่นจากร่างกายของอีกฝ่าย อุณหภูมิในห้องที่ควรจะหนาวเย็น กลับร้อนระอุขึ้นมาเสียดื้อๆ “ฟังฉันนะพอร์ช” คินน์กระซิบชิดริมหูกลีบกุหลาบ น้ำเสียงของเขาจริงจังและเต็มไปด้วยความรู้สึกที่อัดอั้นมานาน “เรื่องที่รินพูด... มันเป็นแค่อดีตที่ฉันต้องการจะโยนทิ้งถังขยะ และมันไม่มีค่าพอที่จะมามีผลอะไรกับปัจจุบันของเราทั้งนั้น” “ระ... เราอะไรกันเล่า ใครไปมีปัจจุบันอะไรกับนาย” พอร์ชเถียงเสียงสั่น หัวใจเต้นแรงจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินมัน “ฉันก็แค่นักศึกษาทุนที่มาทำงานใช้หนี้...” “นายไม่ใช่แค่คนใช้หนี้” คินน์ตัดบททันควัน ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของพอร์ช ราวกับต้องการจะสลักคำพูดทุกคำลงไปในหัวใจ “นายรู้ไหมพอร์ช... ตั้งแต่ที่นายก้าวเข้ามาในบ้านหลังนี้ มีหลายอย่างมากที่เปลี่ยนไป และคนที่เปลี่ยน... ก็คือฉันเอง” พอร์ชเบิกตากว้าง สมองประมวลผลคำพูดเหล่านั้นไม่ทัน ชายหนุ่มผู้เพอร์เฟกต์และหยิ่งทะนงตนคนนี้ กำลังจะสารภาพอะไรบางอย่างที่ยิ่งใหญ่ ออกมาอย่างนั้นเหรอ? “ฉันไม่เคยยอมให้ใครเข้ามาวุ่นวายในพื้นที่ส่วนตัว... ไม่เคยแคร์ว่าใครจะคิดยังไง... และที่สำคัญที่สุด...” คินน์เว้นจังหวะเล็กน้อย ดวงตาคู่คมไหววับด้วยความรู้สึกรักใคร่ที่รุนแรงจนน่ากลัว “ฉันไม่เคยใจอ่อนให้ใครเลย... จนกระทั่งมาเจอนาย” ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจที่สอดประสานกันและเสียงหัวใจที่เต้นรัวเป็นจังหวะเดียวกัน พอร์ชรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนอยู่บนปากเหว ความรู้สึกหวั่นไหวตีรันฟันแทงเข้ามาในอกจนตั้งรับไม่ทัน ความเยเย็นชาที่เคยใช้เป็นเกราะป้องกันตัวถูกหลอมละลายจนไม่เหลือชิ้นดีด้วยความอบอุ่นจากผู้ชายตรงหน้า มือหนาที่เคยตรึงข้อมือของเขาไว้ ค่อยๆ คลายออก ปลายนิ้วอุ่นลูบไล้ข้อมือของพอร์ชเบาๆ อย่างปลอบประโลม ก่อนที่คินน์จะเคลื่อนใบหน้าเข้ามาใกล้จนริมฝีปากหยักลึกอยู่ห่างจากริมฝีปากของเขาเพียงแค่คืบเดียว ดวงตาสองคู่ประสานกัน สื่อความหมายลึกซึ้งเกินกว่าจะบรรยายเป็นคำพูด พอร์ชหลับตาลงช้าๆ ยอมจำนนต่อบรรยากาศและหัวใจตัวเองที่สั่งให้ก้าวข้ามเส้นกั้นความสัมพันธ์ไปครึ่งก้าว ทว่า... ในวินาทีที่ริมฝีปากของทั้งคู่กำลังจะแตะเข้าหากันอย่างเนิบนาบ กริ๊งงงง! เสียงกริ่งประตูหน้าคฤหาสน์ดังแหลมขึ้นทำลายบรรยากาศสีชมพูทิ้งอย่างไม่ไว้หน้า ตามมาด้วยเสียงเคาะประตูห้องโถงรัวเร็ว และเสียงตะโกนโหววกเหวกที่ดังลอดเข้ามาจากภายนอก “คุณคินน์คะ! แย่แล้วค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่ที่ไซต์งานก่อสร้างโปรเจกต์ใหญ่แล้วค่ะ!” คินน์ชะงักกึก สีหน้าที่กำลังเคลิบเคลิ้มแปรเปลี่ยนเป็นความหงุดหงิดระAิดสุดขีดในพริบตาเดียว เขาสบถออกมาเบาๆ อย่างหัวเสีย ก่อนจะผละออกจากร่างของพอร์ชด้วยความจำยอม พอร์ชลืมตาขึ้น หอบหายใจเบาๆ ใบหน้าแดงก่ำด้วยความเขินอายและตกใจ แต่ทว่า... ก่อนที่คินน์จะหันหลังเดินไปเปิดประตูเพื่อจัดการกับปัญหาเฉพาะหน้า มือเรียวของพอร์ชกลับยื่นออกไป... คว้าชายเสื้อสูทของคินน์เอาไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว คินน์ชะงัก หันกลับมามองด้วยความแปลกใจระคนคาดไม่ถึง พอร์ชเม้มริมฝีปากแน่น หลบสายตาเล็กน้อยด้วยความประหม่า แต่ทว่าน้ำเสียงที่เอ่ยออกมากลับชัดถ้อยชัดคำ ท่ามกลางความวุ่นวายที่กำลังจะเกิดขึ้นด้านนอก “เรื่องที่พูดเมื่อกี้... กลับมาเคลียร์ให้จบก่อนนะคินน์” ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนสำหรับการติดตามและสนับสนุน "หิมะแรกในโตเกียว" เสมอนะคะ!
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับขยับหัวใจนายเย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%