กลิ่นน้ำหอมกลิ่นเดิมที่เคยคุ้นจมูกเมื่อหลายปีก่อน ลอยวนอยู่ในอากาศราวกับตั้งใจจะปลุกเร้าความทรงจำที่พอร์ชพยายามฝังกลบมันลงไปในซอกหลืบที่ลึกที่สุดของความรู้สึก
แต่วินาทีนี้ มันกลับน่ารำคาญเสียยิ่งกว่ากลิ่นอับในห้องเก็บของ
“คินน์คะ รินจำได้ว่าเมื่อก่อนคุณไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวายเรื่องส่วนตัวเวลาทานมื้อค่ำ... แต่ดูตอนนี้สิคะ แปลกจัง”
รินแย้มยิ้มริมฝีปากที่เคลือบลิปสติกสีแดงระเรื่อ ส่งสายตาพินิจพิเคราะห์มายังพอร์ชตั้งแต่หัวจรดเท้า ราวกับกำลังประเมินสินค้าลดราคาในซูเปอร์มาร์เก็ต สายตาคู่นั้นไม่ได้มีความเป็นมิตรเจือปนอยู่เลยแม้แต่น้อย มีเพียงความเย่อหยิ่งและการแสดงความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของที่แฝงมากับน้ำเสียงหวานเลี่ยนจนน่าสะอิดสะเอียน
พอร์ชแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ วางช้อนส้อมลงบนจานกระเบื้องเคลือบด้วยจังหวะที่ตั้งใจให้เกิดเสียงกระทบกันดังพอสมควร เพื่อเป็นการขัดจังหวะการคุกคามทางสายตาของผู้หญิงตรงหน้า มือเรียวเลื่อนไปหยิบแก้วน้ำอัดลมขึ้นมาหมุนเล่นเบาๆ โดยไม่คิดจะเงยหน้าขึ้นสบตาด้วยซ้ำ
“คนเรามันก็ต้องเปลี่ยนไปตามกาลเวลาไหมครับคุณริน... หรือว่าคุณรินติดอยู่กับอดีต จนตามโลกปัจจุบันไม่ทัน?”
พอร์ชย้อนถามเสียงใส รอยยิ้มที่จุดขึ้นมุมปากมีความกวนประสาทและท้าทายในคราวเดียวกัน เป็นรอยยิ้มแบบที่คินน์มักจะบ่นว่า ‘น่าตีให้ปากเจ่อ’ อยู่บ่อยๆ แต่ในสถานการณ์นี้ มันกลับทำหน้าที่เป็นเกราะกำบังชั้นดีที่ทำให้รินหุบยิ้มลงได้ทันที
บรรยากาศรอบโต๊ะอาหารในภัตตาคารหรูบนชั้นดาดฟ้าพลันลดอุณหภูมิลงฮวบฮอบราวกับเปิดแอร์ติดลบ ละอองฝนปรอยๆ ที่ตกกระทบกระจกใสยิ่งขับเน้นความอึดอัดให้เด่นชัดขึ้นไปอีก รินเม้มปากแน่นจนเป็นเส้นตรง ดวงตาคู่สวยฉายแววไม่พอใจอย่างปิดไม่มิดที่เด็กฝึกงานหรือเด็กกะโปโลในสายตาของเธอ กล้าต่อปากต่อคำด้วยความมั่นหน้าเกินวัย
“ปากเก่งดีนี่คะ... คินน์คะ ดูเด็กคนนี้สิคะ ชักจะปีนเกลียวใหญ่แล้วนะ สงสัยคุณจะตามใจจนเคยตัว” รินหันไปออดอ้อนชายหนุ่มที่นั่งนิ่งเป็นรูปปั้นหินอยู่ข้างกาย มือเรียวยาวเอื้อมไปหมายจะแตะแขนเสื้อสูทเนื้อดีของคินน์เพื่อเรียกร้องความสนใจตามความคุ้นเคยเดิมๆ
แต่ทว่า... มันไปไม่ถึงเป้าหมาย
คินน์ขยับตัวเพียงเล็กน้อยด้วยความรวดเร็วราวนักล่า เขาไม่ได้หลบเลี่ยงด้วยความตกใจ แต่เป็นการถอยห่างเพื่อเว้นระยะห่างอย่างจงใจ ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสั่งตัดพิเศษเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ดวงตาคมกริบสีนิลกาฬไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ส่งตรงไปยังอดีตคนรักเก่าราวกับมองอากาศธาตุ ความเยือกเย็นแผ่ซ่านออกมาจากตัวตนของเขาจนรินชะงักค้างกลางอากาศ
“อย่าแตะต้องตัวผม ริน”
น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบ ทว่าเฉียบคมและทรงพลังราวกับใบมีดที่กรีดลงบนความเงียบ ไม่มีเยื่อใย ไม่มีแม้แต่ความเกรงใจในฐานะคนเคยรู้จัก คินน์เอ่ยออกมาคำต่อคำอย่างชัดเจนโดยไม่ปล่อยให้รินได้ตั้งตัว
รินหน้าเสีย สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือดด้วยความอับอาย ปลายมือที่ค้างอยู่กลางอากาศสั่นระริกเล็กน้อย “คินน์... คุณพูดกับรินแบบนี้เหรอคะ? เพราะเด็กนี่เหรอ... เพราะเด็กนี่ใช่ไหมที่คุณเปลี่ยนไป ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนคุณไม่เคย...”
“หยุดพูดเรื่องไร้สาระเสียที” คินน์ตัดบททันควัน น้ำเสียงกดต่ำลงจนน่ากลัว ดวงตาคมดุหันขวับมามองรินด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรำคาญระคนรังเกียจ “แล้วก็ช่วยกรุณาจำใส่สมองเอาไว้ด้วยว่า ระหว่างเรามันจบลงไปนานมากแล้ว ไม่มีคำว่า ‘เมื่อก่อน’ อะไรทั้งนั้นในตอนนี้”
พอร์ชที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ แอบชำเลืองมองปฏิกิริยาของคนข้างตัว หัวใจดวงน้อยที่เคยเต้นเป็นจังหวะปกติกลับกระหน่ำรัวขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านเข้ามาในอกอย่างห้ามไม่อยู่ คำพูดเด็ดขาดและการกระทำที่แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนของคินน์เมื่อครู่ มันทำลายความหวังลมๆ แล้งๆ ของผู้หญิงคนนั้นลงได้อย่างราบคาบ และในขณะเดียวกัน มันก็เป็นการประกาศสถานะที่ชัดเจนเสียยิ่งกว่าคำบอกรักเสียอีก
แต่มีหรือที่คนอย่างพอร์ชจะยอมนั่งเงียบเป็นผ้าพับไว้ให้อีกฝ่ายได้ใจ
“ได้ยินชัดเจนแล้วนะครับคุณริน” พอร์ชสอดตัวเข้ามาในบทสนทนาด้วยรอยยิ้มหวานหยาดเยิ้ม ดวงตากลมโตเป็นประกายพราวระยับด้วยความเจ้าเล่ห์ มือเรียวแกล้งยกขึ้นจัดปกเสื้อสูทให้คินน์อย่างถือวิสาสะ ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นเลยสักนิด “แฟนผม... เอ่อ หมายถึงเจ้านายผม เขาเป็นคนพูดคำไหนคำนั้นครับ ไม่ชอบพูดซ้ำซาก และที่สำคัญ... เขาหวงของมากซะด้วย โดยเฉพาะอะไรที่อยู่ใกล้ตัวเนี่ย ห้ามใครแตะต้องสุ่มส่ามเด็ดขาด”
คำว่า ‘แฟนผม’ ที่จงใจหลุดปากออกมาแบบเนียนๆ ทำเอาคินน์ชะงักไปชั่ววินาที ดวงตาคมกริบหันขวับมามองหน้าคนพูดทันที ความเย็นชาเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา ถูกแทนที่ด้วยประกายความไหวระริกในดวงตาที่ยากจะคาดเดา มุมปากหยักลึกกระตุกยิ้มขึ้นน้อยๆ อย่างไม่มีใครทันสังเกตเห็น แต่พอร์ชที่นั่งอยู่ใกล้แค่นั้นกลับรับรู้ได้ถึงรังสีความคลั่งรักที่แผ่ออกมาจากร่างสูงได้อย่างชัดเจน
รินกัดริมฝีปากแน่นจนหอบสะท้านด้วยความโกรธแค้น ดวงตาสองข้างแดงก่ำด้วยความอับอายต่อหน้าแขกโต๊ะอื่นๆ ในภัตตาคาร “แก...! เด็กนี่มัน...”
“ผมทำไมเหรอครับ? หน้าตาดีเกินไปจนคุณรินอิจฉาเหรอ?” พอร์ชเลิกคิ้วขึ้นอย่างกวนๆ ไม่สะท้านต่อสายตาอาฆาตมาดร้ายนั้นแม้แต่น้อย ก่อนจะโน้มตัวเข้าไปใกล้คินน์มากขึ้นอีกนิด แกล้งทำเป็นกระซิบกระซาบด้วยน้ำเสียงที่ดังพอให้คนตรงข้ามได้ยินชัดเจนทุกคำ “คินน์ครับ... ผมอิ่มแล้วล่ะ พาผมออกไปจากตรงนี้ทีสิ ตรงนี้อากาศมันเป็นพิษ หายใจไม่ค่อยสะดวกเลย แถมแถวนี้ยังมีหมาบ้าจ้องจะมากัดคนอื่นอีกต่างหาก”
คินน์ไม่ได้ตอบคำถามนั้นทันที สายตาคมกราบกวาดมองรินเป็นครั้งสุดท้ายด้วยความรำคาญขั้นสุด ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวก้าวเข้ามาประชิดตัวพอร์ชอย่างรวดเร็ว มือหนาเอื้อมมาคว้าข้อมือบางของพอร์ชเอาไว้หลวมๆ แต่หนักแน่นและไม่อ่อนข้อให้ พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้รินหน้าชาจนแทบแทรกแผ่นดินหนี
“กลับกันเถอะพอร์ช... อย่าไปเสียเวลากับคนไม่มีค่าที่แม้แต่จะอยู่ในความทรงจำของเราเลย”
พอร์ชยิ้มกริ่มในใจ ยอมลุกขึ้นยืนตามแรงดึงโดยดี แต่ก่อนจะก้าวเดินออกจากโต๊ะ รวบรวมความกล้าหันไปส่งยิ้มหวานหยดให้รินเป็นครั้งสุดท้าย พร้อมกับขยับปากพูดไร้เสียงว่า *‘แพ้แล้วนะ’* ชัดเจนทุกพยางค์
ทั้งสองก้าวเดินเคียงคู่กันออกมาจากภัตตาคารหรู ทิ้งให้รินยืนกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้า
เนื้อตัวสั่นเทาด้วยความแค้นเคืองอยู่เบื้องหลัง
บรรยากาศภายในลิฟต์แก้วส่วนตัวที่กำลังเคลื่อนตัวลงสู่ชั้นล่างสุดของตึกสูง เงียบสงบจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน แสงไฟนีออนจากตึกรามบ้านช่องด้านนอกสาดส่องเข้ามาภายในกระจกใส สะท้อนเงาของคนทั้งคู่ที่ยืนชิดกันจนแทบไม่มีช่องว่าง
คินน์ปล่อยมือจากข้อมือของพอร์ช แต่เปลี่ยนมาเป็นฝ่ายรวบเอวบางเข้าหาตัวอย่างรวดเร็วด้วยความเร็วจนพอร์ชตั้งตัวไม่ทัน แผ่นหลังบางชนเข้ากับผนังกระจกเย็นเฉียบของลิฟต์ ก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะตามมาทาบทับ กักขังเขาเอาไว้ด้วยวงแขนแกร่งและแผงอกกว้าง
ลมหายใจร้อนผ่าวปะทะเข้าหากันในระยะประชิด หัวใจของพอร์ชกระหน่ำเต้นรัวแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก เมื่อเงยหน้าขึ้นสบเข้ากับดวงตาคมกริบที่เต็มไปด้วยประกายไฟบางอย่างที่พอร์ชไม่กล้าแม้แต่จะคาดเดา
“เมื่อกี้... พูดว่าอะไรนะ?”
เสียงทุ้มต่ำกระซิบชิดริมหู ลมหายใจร้อนๆ เป่ารดต้นคอจนพอร์ชขนลุกซู่ ปลายจมูกโด่งรั้นเฉียดผ่านแก้มเนียนไปเพียงนิดเดียวอย่างจงใจแกล้ง
พอร์ชกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สมองที่เคยแล่นเร็วปรี๊ดกลับตื้อตันไปหมดเมื่อเผชิญหน้ากับความดุดันและสายตาคุกคามที่เต็มไปด้วยความหวงแหนของคนตรงหน้า “พ... พูดอะไรเล่า ปล่อยนะคินน์ คนยิ่งตกใจอยู่”
“หึ...” คินน์แค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมก้มลงมองริมฝีปากที่เอาแต่เถียงเขาไม่หยุดด้วยสายตาที่ลึกล้ำเกินกว่าจะควบคุม “เมื่อกี้ฉันได้ยินไม่ถนัด... ไหนลองพูดคำว่า ‘แฟนผม’ ให้ฉันฟังชัดๆ อีกทีซิ พอร์ช”
พอร์ชเบิกตากว้าง หัวใจเต้นแรงยิ่งกว่าเดิมเมื่อตระหนักได้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้ลืมคำพูดของเขาเลยแม้แต่คำเดียว และกำลังรอจังหวะนี้เพื่อทวงคืนความจริงจังจากเขา
ติ๊ง!
เสียงสัญญาณลิฟต์ดังขึ้นพร้อมกับประตูแก้วที่ค่อยๆ เลื่อนเปิดออกเผยให้เห็นโถงทางเข้าชั้นล่างที่มีผู้คนเดินขลุกขลักพอสมควร แต่ทว่า... ร่างสูงของคินน์กลับไม่มีทีท่าว่าจะขยับถอยห่างออกไปเลยแม้แต่น้อย เขากลับยิ่งก้มหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกชนกัน ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของพอร์ชราวกับจะค้นหาคำตอบ
“ถ้าคืนนี้เธอตอบไม่เคลียร์... ฉันจะถือว่าเธอยอมรับสถานะนี้แล้วนะพอร์ช”
— หิมะแรกในโตเกียว
ดีลลับขยับหัวใจนายเย็นชา•ตอนที่ 15
คนนิ่งแต่หวงหนักมาก
ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับขยับหัวใจนายเย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!