“คำสั่งระงับกิจการชั่วคราว... เล่นสกปรกได้ถึงขนาดนี้เลยเหรอคะ คุณพริมโรส”
น้ำเสียงของปั้นสิบไม่ได้สั่นเครืออย่างที่ใครบางคนคาดคิด ตรงกันข้าม... มันราบเรียบ เย็นเยียบ และคมกริบราวกับใบมีดโกนที่เคลือบด้วยน้ำตาล ปลายตากลมโตตวัดขึ้นมองผู้หญิงในชุดสูทแบรนด์เนมสีชาลีที่ยืนกอดอกเชิดหน้าอยู่หน้าประตูห้องทำงานของคิมหันต์ รอยยิ้มเยาะหยันบนริมฝีปากของไฮโซสาวคนดังไม่ได้ทำให้คนตัวเล็กสะท้านแม้แต่น้อย มีแต่จะจุดประกายเพลิงโทสะในดวงตาคู่สวยให้ลุกโชนขึ้นต่างหาก
“ปากเก่งไม่เบานี่ นึกว่าจะร้องไห้ขี้มูกโป่งวิ่งหนีออกไปซะอีก” พริมโรสเหยียดยิ้ม ก้าวฉับๆ เข้ามาในห้องโดยไม่ได้รับเชิญ ส้นสูงปักหมุดกระทบพื้นหินอ่อนเกิดเสียงดังน่ารำคาญ “ตระกูลของคุณคิมเขาค้ำฟ้ามาได้เพราะความถูกต้องและชื่อเสียง ไม่ใช่เพราะเด็กฝึกงานเส้นสายกระจ่อยร่อยอย่างเธอที่เข้ามาเกาะกระแสกอบโกยผลประโยชน์หรอกนะ”
“เกาะกระแสเหรอคะ?” ปั้นสิบแค่นหัวเราะในลำคอ ร่างเพรียวบางดีดตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูงจนเอกสารบนโต๊ะไหวสะเทือน “ถ้าการทำงานหามรุ่งหามค่ำจนขอบตาคล้ำเป็นแพนด้าคือการเกาะกระแส งั้นคุณคงต้องนิยามคำว่า ‘ความพยายาม’ ใหม่แล้วล่ะค่ะ... อ้อ หรือว่าที่ต้องเล่นสกปรกใช้อำนาจคุณพ่อมาสั่งระงับโปรเจกต์นี้ ก็เพราะกลัวว่าผลงานของเด็กฝึกงานคนนี้จะไปตบหน้าโปรเจกต์พันล้านที่คุณพยายามเอาตัวเข้าแลกจนตัวสั่นกันแน่นะคะ?”
“กรี๊ด! นัง...!”
“พอได้แล้วครับ พริมโรส!”
เสียงตวาดกร้าวของคิมหันต์ดังขึ้นราวกับอสุนีบาตฟาดกลางห้องทำงาน บรรยากาศรอบตัวชายหนุ่มในตอนนี้เย็นยะเยือกเสียจนออกซิเจนแทบจะแข็งตัว ดวงตาคมกริบสีนิลกาฬวาวโรจน์ด้วยโทสะจนน่ากลัว สันจมูกโด่งเป็นสันนูนขึ้นตามแรงขบกรามแน่น ร่างสูงสง่าในสูทสีชาร์โคลก้าวเข้าไปขวางระหว่างสองสาวไว้ด้วยความเร็วที่แทบมองไม่ทัน รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากตัวสถาปนิกหนุ่มจนพริมโรสถึงกับชะงัก ถอยหลังกรูดไปหนึ่งก้าวด้วยความตกใจ
ไม่มีใครเคยเห็นคิมหันต์โกรธเกรี้ยวถึงเพียงนี้มาก่อน... โดยเฉพาะกับผู้หญิงที่ผู้ใหญ่จัดเตรียมไว้ให้
“คุณเอาสิทธิ์อะไรมาสั่งระงับโปรเจกต์ของบริษัทผม... และที่สำคัญที่สุด ใครอนุญาตให้คุณเข้ามาใช้วาจาก้าวร้าวใส่คนของผมกันครับ” คิมหันต์เอ่ยทีละคำ เสียงทุ้มต่ำลอดไรฟันออกมาราวกับสัตว์ป่าที่กำลังปกป้องอาณาเขต
พริมโรสหน้าถอดสี รอยยิ้มมั่นอกมั่นใจเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่นด้วยความเจ็บใจ “คิมคะ! คุณทำแบบนี้เพื่อเด็กนี่เนี่ยนะ? มันเป็นคำสั่งจากบอร์ดบริหาร! คุณพ่อฉันกับผู้ถือหุ้นใหญ่ลงมติร่วมกันแล้วว่าโปรเจกต์นี้มีความเสี่ยงสูง และบริษัทลูกของคุณก็บริหารงานโดยปราศจากธรรมาภิบาล!”
“ธรรมาภิบาลเหรอคะ ฟังดูตลกจัง”
เสียงใสๆ ของปั้นสิบแทรกขึ้นกลางคัน เจ้าตัวเดินอ้อมโต๊ะทำงานออกมาหยุดยืนเคียงข้างร่างสูงของคิมหันต์อย่างไม่เกรงกลัว มือเรียวเล็กเอื้อมไปควายชายเสื้อสูทของคนตัวโตกว่าเบาๆ เป็นการส่งสัญญาณเตือนทางอ้อมว่าตนเองยังรับมือไหว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาคู่หมั้นสาวของอีกฝ่ายด้วยแววตาท้าทาย
“ถ้าบอร์ดบริหารจะตรวจสอบการทำงาน กรุณาใช้หลักฐานทางบัญชีและการประเมินหน้างานจริง ไม่ใช่ใช้ ‘ใบเสร็จความอิจฉา’ มาอ้างเป็นคำสั่งราชการนะคะคุณพริมโรส... อ้อ แล้วก็ฝากบอกคุณพ่อของคุณด้วยนะคะว่า สถาปัตยกรรมไม่ได้สร้างด้วยเส้นสายไฮโซ แต่มันสร้างด้วยมันสมองและหยาดเหงื่อ ซึ่งดูท่าทางคุณพ่อของคุณน่าจะหาซื้อสิ่งเหล่านี้ไม่ได้จากงานสังคมไฮโซหรอกค่ะ”
“ปั้นสิบ...” คิมหันต์เหลือบมองคนตัวเล็กข้างกาย แววตาแข็งกร้าวเมื่อครู่ผ่อนคลายลงชั่วขณะเมื่อได้ยินคำพูดแสบสันต์ที่สะใจไม่เบานั้น มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นนิดๆ โดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกพะวงก่อนหน้านี้มลายหายไปสิ้นเมื่อเห็นว่าแมวน้อยของเขาไม่ได้เปราะบางอย่างที่กังวล แถมยังกางกรงเล็บออกขู่ศัตรูเสียจนขนหัวลุก
“มองอะไรคะคุณคิม ฉันพูดความจริงนี่นา” ปั้นสิบค้อนให้วงหนึ่งอย่างหมั่นไส้ ก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับแขกไม่速มาเยือนต่อ
พริมโรสโกรธจนตัวสั่น หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงตามแรงหอบหายใจ “แก... แกจำคำนี้ไว้เลยนะปั้นสิบ! โปรเจกต์นี้ไม่มีทางเกิดได้ถ้าไม่มีลายเซ็นฉันกับคุณพ่อ! และคิม... นายจะต้องเสียใจที่เลือกเด็กนี่!”
ปัง!
ประตูห้องทำงานถูกกระแทกปิดลงอย่างแรงจนผนังห้องสะเทือน ตามด้วยเสียงฝีเท้าที่ซอยถี่ด้วยความเกรี้ยวกราดลับหายไปตามทางเดิน เหลือไว้เพียงความเงียบงันที่ปกคลุมพื้นที่กว้างขวางอีกครั้ง
คิมหันต์ถอนหายใจยาวเหยียด ยกมือขึ้นนวดขมับตัวเองเบาๆ ความเครียดสะสมจากปัญหาการเมืองในบริษัทพรั่งพรูออกมา แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปากพูดอะไรกับคนข้างตัว มือเรียวเล็กก็เอื้อมมาดึงเนกไทของเขาให้โน้มลงมาหาเบาๆ
“เหนื่อยไหมคะ... คุณชายน้ำแข็ง”
น้ำเสียงที่อ่อนลงและแววตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยซ่อนอยู่ภายใต้ความกวนประสาท ทำให้หัวใจของสถาปนิกหนุ่มกระตุกวูบ คิมหันต์คว้าข้อมือเล็กนั้นไว้ทันที ออกแรงดึงเบาๆ ให้ร่างบางเซเข้ามาอยู่ในอ้อมแขนกว้างอย่างไร้การขัดขืน อ้อมกอดที่อบอุ่นและมั่นคงทำให้ปั้นสิบเผลอกลั้นหายใจ
“เธอต่างหากที่ควรโดนดื้อใส่... ใครใช้ให้ไปป์ปากกล้าต่อปากต่อคำกับยัยนั่นแบบนั้นอันตรายรู้ไหม” คิมหันต์กดเสียงต่ำ หน้าผากมนแนบชิดกับหน้าผากของอีกฝ่ายจนรับรู้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่รดรินอยู่ใกล้ชิด กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือกลิ่นกระดาษเขียนแบบและกาแฟคั่วเข้มเอกลักษณ์ประจำตัวทำเอาสปิริตของนายเอกหลุดลอยไปชั่วขณะ
“ก็คนมันหมั่นไส้นี่คะ... อีกอย่าง ถ้าฉันไม่สู้ แล้วใครจะปกป้องโปรเจกต์ที่เราช่วยกันปลุกปั้นมาล่ะ” ปั้นสิบพึมพำเสียงเบา ดวงตากลมโตหลบวูบลงเล็กน้อยเมื่อตระหนักได้ว่าระยะห่างระหว่างใบหน้าของพวกเขานั้นใกล้กันเกินไปแล้ว หัวใจเจ้ากรรมเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน
“ใครบอกว่าเธอต้องสู้คนเดียว... หืม?”
คิมหันต์กระซิบชิดริมหู น้ำเสียงทุ้มพร่าเต็มไปด้วยความอ่อนโยนที่นานๆ ทีจะได้เห็น ก่อนที่ร่างสูงจะค่อยๆ คุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้นพรมหนานุ่มท่ามกลางความตกตะลึงของปั้นสิบ
“เฮ้ย! คุณคิม... ทำบ้าอะไรเนี่ย ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้นะ!” ปั้นสิบอุทานเสียงหลง หน้าหวานแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู ร่างเพรียวพยายามจะดึงตัวถอยหลัง แต่ทว่ามือหนากลับรวบเอวบางไว้แน่นตรึงให้อยู่กับที่
จังหวะนั้นเอง... ประตูห้องทำงานที่เพิ่งปิดไปก็ถูกผลเปิดผางขึ้นอีกครั้ง!
“ไอ้คิม! เอกสารบอร์ดบริหารตัวจริงมาแล้วเว้ย... เฮ้ย! กูเข้ามาขัดจังหวะอะไรวะเนี่ย!”
เสียงทุ้มโพล่งขึ้นอย่างตื่นตระหนกพร้อมกับร่างของ ‘ภาคิน’ เพื่อนสนิทตัวแสบที่ถือแฟ้มเอกสารวิ่งพรวดพราดเข้ามากลางห้อง ตามด้วยเสียงฮือฮาแซวสนั่นของเหล่าพนักงานฝึกงานและทีมงานสถาปนิกนับสิบชีวิตที่แอบกรูดันกันเข้ามามุงดูเหตุการณ์อยู่ที่หน้าประตูกระจกใสแจ๋ว
คิมหันต์ไม่ได้สนใจเสียงโวยวายของเพื่อนสนิทและเสียงกรี๊ดกร๊าดแซวกันระงมของเหล่าลูกน้องแม้แต่น้อย ดวงตาคมกริบพราวระยับด้วยประกายความรักความจริงจังจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตากลมโตของคนที่กำลังยืนหน้าแดงเป็นลูกตำลึงสุก
มือข้างหนึ่งควAเอาแหวนเงินเกลี้ยงเกลาดีไซน์เรียบเท่ที่ซ่อนไว้ในกระเป๋าเสื้อสูทออกมาถือไว้ ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเอ่ยถ้อยคำที่ทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันสนิท
“โปรเจกต์อาจจะถูกระงับ... บริษัทอาจจะวุ่นวาย... แต่เรื่องของเรา ปั้นสิบ... เป็นเรื่องเดียวที่ฉันไม่อนุญาตให้ใครมาสั่งยกเลิกเด็ดขาด”
คิมหันต์เว้นจังหวะ สายตาคมกริบสื่อความหมายลึกซึ้งจนคนฟังรู้สึกร้อนผ่าวไปทั่วทั้งใบหน้า หัวใจเต้นรัวแรงจนแทบทะลุออกมานอกอก
“เป็นแฟนกับฉันนะครับ... ให้ผมได้ดูแลสถาปนิกคนเก่งคนนี้ ทั้งในเวลางานและในฐานะ... คนรู้ใจไปตลอดชีวิต”
เสียงโห่ร้องแซวและเสียงปรบมือดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งชั้นออฟฟิศ ภาคินยืนยิ้มกริ่มยกมือถือขึ้นเตรียมถ่ายคลิปประวัติศาสตร์ ขณะที่ปั้นสิบลืมหายใจไปชั่วขณะ สมองขาวโพลนคิดคำพูดโต้กลับไม่ออกแม้แต่คำเดียว
ทว่า... ท่ามกลางเสียงเชียร์และรอยยิ้มแห่งความสุขนั้นเอง จู่ๆ เสียงแจ้งเตือนข้อความฉุกเฉินจากโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อสูทของคิมหันต์ก็ดังขึ้น ทำลายบรรยากาศโรแมนติกจนย่อยยับ
คิมหันต์ขมวดคิ้วเล็กน้อย ละสายตาจากใบหน้าหวานของคนตรงหน้ามาชั่วเสี้ยววินาทีเพื่อก้มลงมองหน้าจอโทรศัพท์ที่สว่างวาบขึ้นมา... และเพียงแค่กวาดสายตาอ่านข้อความสั้นๆ บรรทัดแรก เลือดในกายของสถาปนิกหนุ่มก็เย็นเยียบลงทันที
*“คุณคิมคะ... รีบลงมาที่ล็อบบี้ด่วนค่ะ! ตอนนี้คุณพ่อของคุณล้มหมดสติอยู่ที่หน้าตึก พร้อมกับ... ตำรวจบุกมาอายัดตัวคุณแล้วค่ะ!”*
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางฟินจิกหมอนมาด้วยกันจนถึงบรรทัดนี้นะคะ!
กับดักร้ายคุณชายสายซึน•ตอนที่ 32
สัญญารักนิรันดร์
ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับดักร้ายคุณชายสายซึน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!