“ถ้าแกยังกล้าพูดประโยคนั้นซ้ำอีกรอบ ฉันจะถือว่าแกอวยพรให้ฉันตกงานมากกว่าแสดงความยินดีเรื่องเกียรตินิยมนะ ภาคิน”
ปั้นสิบตวัดสายตามองเพื่อนสนิทที่กำลังกลั้นหัวเราะจนตัวสั่น น้ำเสียงหงุดหงิดเจือรอยยิ้มจางๆ บนริมฝีปากที่ถูกแต่งแต้มด้วยความเหนื่อยล้าตลอดสี่ปีเต็ม ชุดครุยสีดำตัดกับขอบปกสีน้ำเงินเข้มของบัณฑิตป้ายแดงถูกสะบัดเบาๆ อย่างนึกรำคาญความยาวของมัน ขณะที่มือเรียวยังคงจัดเนกไทหน้ากระจกเงาบานใหญ่ในห้องพักรับรองของหอประชุมมหาวิทยาลัย
คำเตือนจากเหตุการณ์เมื่อคืนก่อนยังคงดังสะท้อนอยู่ในโสตประสาท *“คนที่พวกแกเพิ่งไล่ออกไปจากบ้านเมื่อกี้ คือกุญแจดอกสุดท้ายที่จะพังทลายทุกอย่างที่แกสร้างขึ้นมา”* เสียงประกาศกร้าวของญาติผู้พี่ที่หวHผลประโยชน์ยังคงสร้างรอยร้าวเล็กๆ ในใจ แม้คิมหันต์จะยืนยันหนักแน่นด้วยอ้อมกอดอุ่นและจุมพิตหนักหน่วงริมฝีปากว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุม แต่หัวใจของคนเคยปากกัดตีนถีบอย่างปั้นสิบก็อดระแวงไม่ได้อยู่ดี
“โหย คนอุตส่าห์หวังดี” ภาคินยักไหล่ใส่กวนๆ เดินเข้ามาตบไหล่เพื่อนรักปั๊กๆ “ก็ดูหน้าแกตอนนี้สิ เครียดกว่าตอนนั่งพรีเซนต์โปรเจกต์จบซะอีก ใครไม่รู้คงนึกว่ามารับใบนัดศาล ไม่ใช่ใบปริญญาเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง”
“แล้วคุณชายน้ำแข็งของแกไปไหนล่ะ ตั้งแต่เช้ายังไม่โผล่หัวมาเลย หายหัวไปเตรียมแผนเซอร์ไพรส์อะไรอีก หรือว่าเปลี่ยนใจกลัวโดนฉันไถเงินเลี้ยงฉลองมื้อใหญ่” ปั้นสิบเปลี่ยนเรื่อง หันมาเช็กความเรียบร้อยของเส้นผมตัวเองพร้อมกับซ่อนความกังวลไว้ใต้ท่าทีเยหยัน
“ปากคอเราะร้ายแบบนี้สินะ คิมถึงได้ไม่กล้าห่างไปไหนเกินสเมตร” เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นที่ประตูห้องพักรับรอง พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างสูงโปรดในชุดสูทสากลสีชาโคลเข้ารูป เรือนผมสีเข้มถูกจัดแต่งอย่างเนี้ยบเฉียบตามสไตล์สถาปนิกหนุ่มผู้เพียบพร้อม ใบหน้าหล่อเหลาคมคายติดจะเย็นชาในสายตาคนทั่วไป แต่ดวงตาคู่คมที่ทอดมองมากลับพราวระยับไปด้วยประกายความอ่อนโยนที่สงวนไว้ให้คนตรงหน้าคนเดียวเท่านั้น
คิมหันต์ก้าวเข้ามาในห้อง ช่อดอกไม้ช่อใหญ่ยักษ์ที่ซ่อนไว้ด้านหลังถูกยกขึ้นมาเปิดเผยต่อสายตา มันไม่ใช่แค่ดอกกุหลาบธรรมดา แต่เป็นการจัดแบบผสมผสานระหว่างดอกสแตติสสีม่วง (ความรู้สึกที่คงอยู่ตลอดไป) กับดอกไฮเดรนเยียสีฟ้าละมุนตา ล้อมรอบด้วยกรอบโครงสร้างสถาปัตยกรรมจิ๋วทำจากลวดทองเหลืองดัดมือ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์งานออกแบบที่ปั้นสิบเคยบ่นว่าชอบเมื่อหลายเดือนก่อน
“ดอกไม้นี่... นายทำเองเหรอ” ปั้นสิบชะงัก ลืมตัวเผลออ้าปากค้างเล็กน้อย
“โครงสร้างบ้าๆ นี่ทำให้ฉันนิ้วล็อกไปสามรอบ” คิมหันต์ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยที่เจือความอ่อนใจปนเอ็นดู แต่ดวงตากลับทอประกายลึกล้ำ “แต่ถ้ามันทำให้บัณฑิตหน้าเงินแถวนี้ยอมหุบปากแล้วยิ้มกว้างๆ ได้... ก็ถือว่าคุ้มค่าจ้าง”
“ใครหน้าเงิน ฉันแค่หาเงินเก่งต่างหากเล่า!” ปั้นสิบย้อนเสียงใส รีบก้าวเข้าไปรับช่อดอกไม้ช่อโตนั้นมาถือไว้ น้ำหนักของมันกำลังดี กลิ่นหอมจางๆ ผสมผสานกับกลิ่นโคโลญจน์ประจำตัวของอีกฝ่ายทำให้หัวใจที่เต้นระรัวด้วยความกังวลเมื่อครู่สงบลงอย่างประหลาด “แล้วของขวัญชิ้นยักษ์ที่ภาคินโม้ไว้ล่ะ อยู่ไหน อย่าบอกนะว่ามีแค่ดอกไม้นี่”
คิมหันต์ไม่ตอบ คำตอบของเขาคือการผายมือไปทางประตูห้องรับรองที่เปิดกว้างออกสู่ระเบียงชมวิวทิวทัศน์ของมหาวิทยาลัย
ณ บริเวณลานกว้างด้านล่าง ท่ามกลางฝูงชนและญาติบัณฑิตนับร้อย ปรากฏกล่องของขวัญขนาดมหึมาเท่าตู้คอนเทนเนอร์ขนาดย่อม ห่อด้วยกระดาษสีดำผูกโบสีเงินเงางามโดดเด่นสะดุดตา และทันทีที่สายตาของปั้นสิบกวาดไปถึง ป้ายผ้าใบนขนาดใหญ่ที่ติดอยู่ด้านบนก็ถูกดึงลงอัตโนมัติโดยกลไกอัตโนมัติ เผยให้เห็นข้อความตัวอักษรตัวเบ้อเริ่มที่เขียนด้วยลายมือดราฟต์แบบแปลนอันคุ้นเคย
*“ยินดีด้วยครับสถาปนิกคนเก่ง... กรรมสิทธิ์บ้านหลังนี้และหัวใจของเจ้าของบริษัทโอนเป็นชื่อ ‘ปั้นสิบ’ เรียบร้อยแล้ว”*
ใบหน้าของปั้นสิบขึ้นสีแดงจัดลามไปจนถึงใบหู ท่ามกลางเสียงแซวโห่ร้องปรบมือของบรรดาเพื่อนร่วมรุ่นที่แอบมารุมล้อมตรงระเบียงตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ภาคินยืนเป่าปากหวูดๆ อยู่ข้างเสาด้วยความหมั่นไส้แกมเอ็นดู
“ไอ้คนบ้า... ใครใช้ให้เล่นใหญ่ขนาดนี้เนี่ย!” ปั้นสิบหันมาค้อนใส่ร่างสูงที่เดินเข้ามาประชิดตัวตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ วงแขนแข็งแรงเอื้อมมาโอบรอบเอวสอบของคนตัวเล็กกว่าไว้หลวมๆ ใบหน้าหล่อเหลาก้มลงกระซิบชิดริมหูจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อน
“ก็บอกแล้วว่าฉันสู้ตาย... ต่อให้ใครหน้าไหนจะเอาเอกสารลับอะไรมาขู่พังบริษัท ฉันก็ไม่สนใจทั้งนั้นถ้าไม่มีนายมายืนเคียงข้างในฐานะหุ้นส่วนชีวิต”
คำพูดทีเล่นทีจริงแต่แฝงความนัยหนักแน่นทำเอาปั้นสิบชะงักกึก ความกังวลเรื่องคำขู่เมื่อคืนก่อนมลายหายไปสิ้นในพริบตา ดวงตากลมโตช้อนขึ้นมองสบตาคนตัวสูงกว่าอย่างลึกซึ้ง ไร้ซึ่งคำแก้ตัวใดๆ มีเพียงรอยยิ้มบางเบาที่ยอมจำนนต่อความคลั่งรักของคุณชายน้ำแข็งอย่างราบคาบ
บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกสกรีนด้วยฟิลเตอร์สีชมพูจางๆ มือเรียวเอื้อมไปจับปกเสื้อสูทของคิมหันต์เตรียมจะเอ่ยปากแซwกลับสักประโยคให้หายเขิน
ทว่า...
เสียงเคาะประตูดังปัง! ขัดจังหวะความเป็นส่วนตัวขึ้นเสียก่อน ประตูห้องพักรับรองถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท ร่างสูงโปร่งในชุดสูทแบรนด์เนมราคาแพงของบุคคลที่ไม่ได้รับเชิญก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าบึ้งตึง ดวงตาคมกริบฉายแววเกรี้ยวกราดและเยือกเย็นในเวลาเดียวกัน
“สวีทกันพียงพอหรือยังครับ... คุณคิมหันต์”
เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจเอ่ยขึ้น พร้อมกับที่บุคคลปริศนาโยนแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลแฟ้มหนึ่งลงบนโต๊ะกระจกกลางห้องเสียงดังสนั่น *ปึก!*
“ฉันเกรงว่านายจะดีใจเกินไปหน่อยนะคิม... เพราะเอกสารที่แกถือสิทธิ์อยู่ตรงลานข้างล่างนั่น ตอนนี้มันถูกอายัดโดยคำสั่งศาลเรียบร้อยแล้ว ในฐานะที่บริษัทของแกมีส่วนพัวพันกับการทุจริตยักยอกทรัพย์สินของตระกูล!”
รอยยิ้มบนใบหน้าของคิมหันต์หายวับไปในเสี้ยววินาที ดวงตาคมกริบที่เคยพราวระยับแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลกทันทีที่หันไปสบตากับผู้มาใหม่ ขณะที่ปั้นสิบลืมหายใจไปชั่วขณะเมื่อก้มลงมองแฟ้มเอกสารบนโต๊ะ ที่ปรากฏชื่อ ‘ประกาศคำสั่งระงับกิจการชั่วคราว’ โดดเด่นหราอยู่บนหน้าปก!
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและฟินจิกหมอนไปด้วยกันนะคะ, หิมะแรกในโตเกียว
กับดักร้ายคุณชายสายซึน•ตอนที่ 31
วันรับปริญญาที่รอคอย
ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับดักร้ายคุณชายสายซึน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!