กับดักร้ายคุณชายสายซึน•ตอนที่ 30

เคลียร์ใจกับครอบครัว

ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
“ถอยไปค่ะพริมโรส กุญแจในมือนั่น... ถ้าคุณยังไม่อยากให้มันกลายเป็นเศษเหล็ก ก็วางลงซะ” เสียงเรียบเย็นแต่เฉียบขาดของคิมหันต์ดังขึ้นทันทีที่ร่างสูงก้าวผ่านประตูเข้ามา เขาไม่ได้สนใจจะต้อนรับคู่หมั้นที่ไม่ได้เต็มใจด้วยการยิ้มแย้ม ร่างหนาในชุดสูทที่ดูยุ่งเหยิงเล็กน้อยพุ่งตรงไปยืนขวางหน้าพริมโรสอย่างรวดเร็ว ปั้นสิบที่ยืนอยู่ข้างหลังได้แต่เม้มปากแน่น หัวใจเต้นรัวด้วยความรู้สึกที่ตีกันยุ่งเหยิง ทั้งอึดอัด ทั้งหึงหวง และ... ขัดใจที่เห็นผู้หญิงสวยสง่าตรงหน้าพยายามตีเนียนเป็นเจ้าของที่ “คิมคะ พริมแค่จะมาเซอร์ไพรส์ คุณแม่บอกว่าคุณทำงานหนัก ช่วงนี้คงไม่มีเวลาดูแลบ้าน พริมเลยอาสาจะมาช่วย ‘จัดการ’ ให้” พริมโรสยักไหล่ ท่าทางมั่นใจในอำนาจของผู้ใหญ่หนุนหลัง เธอโบกกุญแจสำรองในมือไปมา “อีกอย่าง... นี่เป็นคำสั่งคุณแม่นะคะ ไม่ใช่ความคิดเห็นของพริม” “งั้นก็ฝากบอกคุณแม่ด้วยว่า ผมโตพอที่จะแยกแยะได้ว่าใครคือ ‘คนที่ควรอยู่ในบ้าน’ และใครคือ ‘แขกที่ควรได้รับอนุญาตก่อนเข้า’” คิมหันต์คว้าข้อมือพริมโรสเบาๆ ก่อนจะดึงกุญแจนั้นออกมาจากนิ้วเรียวของเธอ “ปั้นสิบ ไปหยิบกระเป๋าใบนั้นวางไว้ข้างนอกให้หน่อยครับ” “หือ?” ปั้นสิบเลิกคิ้วมองคนสั่งที่หันมามองเขาด้วยสายตาเว้าวอนผสมดุ “ทำไมผมต้องเป็นคนทำ? คุณจัดการเรื่อง ‘คู่หมั้น’ ของคุณเองสิครับ อย่าโยนภาระมาให้คนนอกอย่างผม” “ใครบอกว่าเธอเป็นคนนอก” คิมหันต์สวนกลับทันควัน ประโยคนั้นเรียบง่ายแต่ทำเอาคนฟังอย่างพริมโรสชะงักไปชั่วขณะ ความเงียบเข้าปกคลุมห้องนั่งเล่นที่ควรจะกว้างขวางกลับรู้สึกแคบลงถนัดตาเมื่อรังสีความกดอากาศต่ำจากคิมหันต์แผ่ออกมา ปั้นสิบเห็นความเจ็บปวดวูบหนึ่งในแววตาของพริมโรส แต่เขาก็รู้ดีว่าความสงสารในตอนนี้คือการทำร้ายตัวเองและคิมหันต์ “คิม... คุณทำแบบนี้กับพริมไม่ได้นะ เราคบกันมานาน พ่อแม่เราตกลงกันไว้แล้ว” พริมโรสเริ่มเสียงสั่น เธอหันมาจ้องปั้นสิบด้วยสายตาที่เปลี่ยนจากความมั่นใจเป็นความเหยียดหยาม “เพราะเด็กคนนี้ใช่ไหม? ที่ทำให้คุณเปลี่ยนไป? ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเขาใช้เล่ห์เหลี่ยมอะไร แต่จำไว้ว่าคนอย่างคิมหันต์... สุดท้ายก็ต้องลงเอยกับคนที่คู่ควรเท่านั้น” “ความคู่ควรของพริมคืออะไรเหรอครับ? การมีนามสกุลที่เหมาะสม หรือการที่ยอมทำตามใจผู้ใหญ่จนลืมถามหัวใจตัวเอง?” ปั้นสิบเดินเข้าไปหาพริมโรสระยะประชิด เขาไม่ได้ตัวสูงเท่า แต่แววตาคมกริบไม่แพ้กัน “ผมไม่ได้มีดีอะไรนอกจากความจริงใจ และที่สำคัญ... ผมไม่เคยคิดจะแย่งใคร ถ้าคนคนนั้นไม่ได้เดินมาหาผมเอง” พริมโรสอ้าปากค้าง เธอไม่เคยเจอใครที่กล้าต่อปากต่อคำกับเธอด้วยความเยือกเย็นแบบนี้มาก่อน จังหวะนั้นเอง เสียงส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนจากทางเข้าห้องนั่งเล่นดังขึ้นพร้อมกับร่างสง่างามของผู้หญิงวัยกลางคนผู้มีใบหน้าคมเข้มถอดแบบมาจากคิมหันต์ไม่ผิดเพี้ยน—คุณหญิงดาริกา แม่ของคิมหันต์นั่นเอง “พอกันที!” คุณหญิงเอ่ยขึ้น เสียงราบเรียบแต่ทรงอำนาจทำเอาทุกคนในห้องหยุดชะงัก เธอเดินตรงเข้ามา สายตามองปราดไปที่พริมโรสก่อนจะหยุดอยู่ที่ปั้นสิบ “ฉันยืนฟังอยู่หลังประตูนานพอแล้ว” คิมหันต์ขยับตัวจะบังปั้นสิบไว้ แต่ร่างบางกลับก้าวออกมาข้างหน้าอย่างไม่เกรงกลัว เขาไม่ได้ทำอะไรผิด และเขาไม่ได้จะยอมให้ใครมาดูถูกความรักของเขากับคิมหันต์อีกต่อไป “คุณแม่ครับ ผม...” คิมหันต์พยายามจะพูด แต่ถูกมือของปั้นสิบเอื้อมไปแตะแขนไว้เบาๆ เป็นสัญญาณว่าให้เขาหยุด “สวัสดีครับคุณหญิง” ปั้นสิบโค้งตัวลงอย่างนอบน้อมแต่สายตามั่นคง “ผมปั้นสิบ... คนที่กำลังพยายามรักษาหัวใจของคุณคิมหันต์อยู่ครับ” คุณหญิงดาริกานิ่งไป เธอจ้องมองเด็กหนุ่มตรงหน้า... แววตาที่ไม่หลบเลี่ยง ความจริงใจที่สะท้อนออกมาจากท่าทางที่ดูหัวรั้นแต่ไม่ก้าวร้าว มันทำให้เธอนึกถึงตัวเองในวัยสาว คนที่เคยต้องสู้เพื่อความรักจนเกือบจะพังทลาย “เธอกล้าหาญดีนี่” คุณหญิงเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเปลี่ยนไปเล็กน้อย “แต่ความกล้าอย่างเดียวมันเลี้ยงลูกชายฉันไม่ได้หรอกนะ” “ผมไม่ได้รับอนุญาตให้เลี้ยงคุณคิมครับ แต่ผมได้รับอนุญาตให้ ‘อยู่เคียงข้าง’ เขา... ไม่ว่าเขาจะล้มเหลว หรือยืนอยู่บนจุดสูงสุดของชีวิต” ปั้นสิบหันไปมองคิมหันต์ที่กำลังมองเขาด้วยความตื้นตันใจ ก่อนจะหันกลับมาหาคุณหญิง “คุณแม่ครับ ความสุขของคิมไม่ใช่การมีคู่หมั้นที่สมบูรณ์แบบ แต่คือการมีคนที่เข้าใจเขาจริงๆ ซึ่งผมมั่นใจว่าผมทำได้ดีกว่าใคร” ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันเป็นเวลานานจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน คุณหญิงดาริกามองลูกชายที่ยืนจ้องปั้นสิบด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรักแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ความแข็งกระด้างในใจของคนเป็นแม่เริ่มละลายลง “พริมโรส... กลับไปก่อนเถอะ” คุณหญิงเอ่ยโดยไม่หันไปมองคู่หมั้นที่ยืนหน้าเสีย “เรื่องนี้แม่ต้องคุยกับลูกชายแม่เป็นการส่วนตัว” “แต่คุณหญิงคะ!” “ฉันบอกให้กลับไปค่ะ!” เมื่อพริมโรสเดินกระแทกส้นสูงออกไปจากห้อง บรรยากาศก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง คิมหันต์ถอนหายใจยาว ก่อนจะหันมามองแม่ของตน “แม่ครับ ผมไม่ได้ต้องการเลือกสิ่งที่แม่ไม่พอใจ แต่ผมก็ยอมทิ้งปั้นสิบไม่ได้เหมือนกัน” คุณหญิงดาริกาถอนหายใจ เธอเดินเข้าไปใกล้ปั้นสิบแล้ววางมือบนไหล่ของเด็กหนุ่ม “ฉันไม่ได้มาเพื่อพรากพวกเธอหรอกนะ... แค่อยากมาเห็นให้แน่ใจว่าลูกชายฉันไม่ได้โดนหลอก” เธอหันไปมองคิมหันต์ “แม่เห็นแววตาแกแล้ว คิม... แกไม่เคยมีความสุขขนาดนี้มานานแล้ว ตั้งแต่พ่อแกเสียไป” คำพูดนั้นทำเอาคิมหันต์นิ่งไป เขาเดินเข้าไปกอดแม่แน่น น้ำตาแห่งความโล่งใจเอ่อล้นออกมาเล็กน้อย ในขณะที่ปั้นสิบทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาด้วยความอ่อนแรง แต่อมยิ้มออกมาได้ในที่สุด ทว่า ในจังหวะที่ความตึงเครียดกำลังจะคลี่คลาย เสียงโทรศัพท์ของคิมหันต์ก็แผดเสียงดังขึ้นทำลายความเงียบ เขาหยิบขึ้นมาดูแล้วสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที—เป็นเบอร์โทรศัพท์ที่เขาไม่ได้รับสายมาตลอดสามปี “ว่าไงครับ... พ่อ?” คิมหันต์รับสายพร้อมกับมือที่เริ่มสั่น ปั้นสิบขยับเข้าไปใกล้ทันทีด้วยความสังหรณ์ใจที่เลวร้าย พ่อของคิมหันต์ที่ใครๆ ต่างคิดว่าเสียชีวิตไปแล้ว... กำลังโทรกลับมา และประโยคแรกที่หลุดออกมาจากปลายสายก็ทำให้คนทั้งห้องต้องหยุดหายใจ “คิมหันต์... เตรียมตัวไว้ให้ดี คนที่พวกแกเพิ่งไล่ออกไปจากบ้านเมื่อกี้ คือกุญแจดอกสุดท้ายที่จะพังทลายทุกอย่างที่แกสร้างขึ้นมา” ขอบคุณที่เดินทางมาด้วยกันจนถึงตอนนี้ และขอให้เตรียมรับมือกับพายุที่กำลังจะถาโถมเข้ามาในตอนหน้าด้วยนะคะ!
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับดักร้ายคุณชายสายซึน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%