เสียงส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนของล็อบบี้โรงแรมหรูในกรุงเทพฯ ดัง *กริ๊บ... กริ๊บ...* เป็นจังหวะที่เฉียบคมและทรงพลังพอกับสายตาของพริมโรส หญิงสาวในชุดสูทเข้ารูปสไตล์แฟชั่นนิสต้าที่ยืนกอดอกอยู่เบื้องหน้า เธอไม่ได้ส่งยิ้มให้ใครทั้งสิ้น รอยยิ้มบนเรียวปากเคลือบลิปสติกสีแดงเพลิงนั้นมีความหมายเชิงเย้ยหยันมากกว่าจะเรียกว่าทักทาย
ปั้นสิบถอนหายใจยาวออกมาเฮือกหนึ่งโดยไม่คิดจะเก็บอาการ นักศึกษาปีสี่อย่างเขาที่เพิ่งผ่านค่ำคืนอันแสนวุ่นวาย (และชวนให้หัวใจเต้นผิดจังหวะจนแทบกระเด็นออกมานอกอก) ที่ญี่ปุ่นมาหมาดๆ ไม่ได้มีพลังงานเหลือพอจะมาเล่นเกมประสาทกินกับคู่หมั้นทางธุรกิจของคุณชายน้ำแข็งคนนี้เลยสักนิด
“บังเอิญจังนะคะที่เจอพวกคุณสองคนพร้อมกันพอดีที่นี่... หรือว่าไม่ใช่ความบังเอิญคะ?” พริมโรสลากเสียงยาวอย่างจงใจ ดวงตาคู่คมกวาดมองตั้งแต่หัวจรดเท้าของปั้นสิบที่มีร่องรอยความเหนื่อยล้าเจือจาง ก่อนจะเลื่อนไปหยุดอยู่ที่คิมหันต์ สถาปนิกหนุ่มทายาทตระกูลดังผู้ยืนตีหน้าตายสวมมาด ‘คุณชาย’ ได้แนบเนียนราวกับเปิดสวิตช์
“ถ้าคุณพริมโรสว่างมากจนมีเวลามาตามเช็กตารางบินของคนอื่น ผมแนะนำให้เอาเวลาไปตรวจแบบแปลนโครงการคอมเพล็กซ์ใหม่จะดีกว่านะคะ งานจะได้ไม่ล่มอีก”
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาเรียบๆ แต่น้ำเสียงและสายตาที่คิมหันต์ใช้มองอีกฝ่ายกลับเย็นชาเสียจนติดลบ ปั้นสิบแอบเหลือบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเจ้านายหนุ่มตัวดี — ให้ตายเถอะ ผู้ชายคนนี้สลับโหมดเร็วยิ่งกว่าเปลี่ยนช่องโทรทัศน์ เมื่อวานยังกระซิบคำหวานข้างหูท่ามกลางหิมะโปรราญที่โตเกียวอยู่แท้ๆ พอเหยียบแผ่นดินไทยปุ๊บ ก็กลับมาเป็น ‘ท่านประธานคิมหันต์’ ผู้ไร้หัวใจต่อหน้าคนนอกทันทีอย่างแนบเนียน
“อุ๊ย คุณคิมนี่ละก็ พูดจาใจร้ายกับคู่หมั้นตัวเองตลอดเลยนะคะ” พริมโรสหัวเราะในลำคออย่างไม่สะดุทาย เธอเดินเข้ามาใกล้จนกลิ่นน้ำหอมแบรนด์ดังฟุ้งแตะจมูก “แต่ก็นั่นแหละค่ะ ฉันไม่ได้ว่างขนาดมาเดินตามหาหรอก พอดีคุณพ่อของคุณฝากให้ฉันเอาเอกสารสำคัญชุดนี้มาให้... และไหนๆ ก็เจอเด็กฝึกงานคนเก่งของคุณที่นี่พอดี ฉันก็เลยถือโอกาส ‘ฝากงาน’ ด่วนให้คุณปั้นสิบจัดการให้เสียเลยค่ะ”
พริมโรสสะบัดแฟ้มเอกสารหนาเตอะในมือลงบนโต๊ะรับ
ปั้นสิบหรี่ตามองแฟ้มนั้นทันที หัวสมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายของการ ‘แกล้งกันทางอ้อม’ ลอยตลบอบอวลอยู่ในอากาศ ชัดเจนว่านี่ไม่ใช่เอกสารฝึกงานธรรมดา แต่เป็นกองงานเอกสารประเมินโครงสร้างและงบประมาณย้อนหลังสามปีที่ถูกกวาดมารวมกันเพื่อกลั่นแกล้งเขาโดยเฉพาะ
“อ้อ ฝากงานเหรอครับ... เอ้ย หมายถึงค่ะ” ปั้นสิบเกือบหลุดปากพูดภาษาเพื่อนสนิทออกไปเสียแล้ว ดีที่ไหวตัวทันปรับสรรพนามแทบไม่ทัน “ขอบคุณนะคะสำหรับความกรุณา แต่พอดีฉัน... เอ้ย ผมเป็นเด็กฝึกงานฝ่ายออกแบบค่ะ ไม่ใช่เลขานุการส่วนตัวของคุณพริมโรส ถ้าจะให้ตรวจเอกสารบัญชีหนาขนาดนี้ เกรงว่าฝ่ายบัญชีคงต้องร้องไห้แน่ๆ ที่โดนเด็กสถาปัตย์มาแย่งงานทำ”
รอยยิ้มบนใบหน้าของพริมโรสกระตุกไปเล็กน้อยเมื่อเจอฝีปากที่ไม่มีวันตกยุคของปั้นสิบ “ปากเก่งดีนี่คะ สมแล้วที่คุณคิมอุตส่าห์... เอ็นดูเป็นพิเศษ”
“พอได้แล้วครับพริม” คิมหันต์เอ่ยแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่กดต่ำลงจนน่ากลัว บรรยากาศรอบตัวของสถาปนิกหนุ่มแผ่ไอเย็นเยียบออกมาจนพริมโรสต้องชะงัก “เรื่องงานของบริษัทผมจัดการเองได้ คุณไม่มีสิทธิ์มาสั่งเด็กฝึกงานของผม และเอกสารพวกนั้น... เอาคืนไปซะ ผมไม่อ่าน”
“คุณคิม!” พริมโรสหน้าเสียไปถนัดตา ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความไม่พอใจ “นี่คุณหักหน้าฉันต่อหน้าเด็กฝึกงานไร้น้ำyาคนนี้เนี่ยนะ?”
“ใครกันแน่ที่ไร้มารยาท บุกมาถึงห้องรับรองส่วนตัวของบริษัทเพื่อหาเรื่องคนอื่น”
คิมหันต์ก้าวเท้าเข้ามาขวางตรงกลางระหว่างพริมโรสกับปั้นสิบ ร่างสูงโปร่งในชุดสูทสากลดูทรงอำนาจและน่าเกรงขามจนพริมโรสถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ทว่าสิ่งที่ทำให้ปั้นสิบหัวใจกระตุกวูบไม่ใช่ความดุดันนั้น... แต่เป็นมือหนาข้างที่อยู่ด้านหลังของคิมหันต์ต่างหาก
มือข้างนั้นเอื้อมมาด้านหลังอย่างแนบเนียนโดยที่พริมโรสไม่มีทางมองเห็น ปลายนิ้วเรียวยาวและอบอุ่นเกี่ยวเข้ากับฝ่ามือของปั้นสิบที่ปล่อยข้างลำตัว บีบกระชับแน่นเบาๆ เป็นจังหวะ ราวกับจะบอกให้รู้ว่า *‘ฉันจัดการเอง ไม่ต้องกลัว’*
ปั้นสิบสะดุ้งเล็กน้อยด้วยความตกใจ รีบดึงมือกลับตามสัญชาตญาณ แต่คิมหันต์กลับใช้นิ้วโป้งลูบไล้หลังมือเขาเบาๆ ผ่านความรวดเร็วระดับเสี้ยววินาที ก่อนจะประสานปลายนิ้วเข้าหากันแน่นขึ้น บังคับให้ปั้นสิบต้องยืนนิ่งอยู่ข้างกายเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้
ความร้อนจากฝ่ามือที่ส่งผ่านกันมาท่ามกลางความเย็นชาของบรรยากาศรอบตัว ช่างเป็นความย้อนแย้งที่ทำให้ปั้นสิบแทบคลั่ง ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ จนต้องกัดริมฝีปากล่างเพื่อสะกดกลั้นอาการเขินอายที่พยายามซ่อนไว้ภายใต้มาดนิ่ง
ไอ้บ้านี่... ฉวยโอกาสเก่งเป็นที่หนึ่ง! ต่อหน้าคู่หมั้นตัวเป็นๆ ยังกล้าแอบจับมือเขาเนี่ยนะ!
“ถ้าไม่มีอะไรธุระสำคัญอีก เชิญคุณกลับไปก่อนเถอะครับพริมโรส” คิมหันต์พูดต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้เยื่อใย “ส่วนเอกสารกองนั้น ถ้ารemindมาอีกครั้ง ผมจะถือว่าเป็นการละเมิดพื้นที่ส่วนตัวของบริษัท และเราคงต้องคุยกันใหม่เรื่องสัญญาหุ้นส่วน”
พริมโรสกัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจ เธอมองหน้าคิมหันต์สลับกับปั้นสิบที่ยืนสงบเสงี่ยมเจียมตัว (แต่ข้างหลังกำลังแอบดึงมือออกจากการกุมของท่านประธานอยู่) ก่อนจะสะบัดหน้าเชิดใส่ “ฝากไว้ก่อนเถอะค่ะคุณคิม! แล้วก็ระวังตัวไว้ให้ดีเถอะนะเด็กน้อย ระวังจะตกจากที่สูงลงมาไม่รู้ตัว”
พูดจบ หญิงสาวก็หมุนตัวเดินกระแทกส้นสูงจากไปอย่างหัวเสีย เสียงฝีเท้าดังห่างออกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งประตูลิฟต์ปิดลง บรรยากาศตึงเครียดในล็อบบี้จึงค่อยๆ ผ่อนคลายลง
ปั้นสิบลอบถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ รีบสะบัดมือหลุดจากการเกาะกุมทันทีพร้อมกับค้อนใส่คนตัวสูงวงใหญ่ “เล่นอะไรของคุณเนี่ยคุณคิม! เกิดยัยนั่นหันกลับมาเห็นเมื่อกี้นะ มีหวังผมได้โดนฉีกอกเป็นชิ้นๆ แน่”
คิมหันต์ไม่ตอบทันที ชายหนุ่มหันกลับมามองหน้าเด็กฝึกงานปากเก่ง แววตาเย็นชาเมื่อครู่มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงประกายความพึงพอใจและรอยยิ้มมุมปากที่เจ้าเล่ห์เกินกว่าใครจะคาดคิด
“กลัวอะไรล่ะครับ เมื่อวานบนดาดฟ้าที่โตเกียวเราทำอะไรกันมากกว่าจับมืออีก คุณยังไม่เห็นกลัวเลยนี่”
“นั่นมัน... สถานการณ์มันพาไปต่างหากเล่า!” ปั้นสิบหน้าแดงแจ๋จนลามไปถึงใบหู รีบยกมือขึ้นปิดปากอีกฝ่ายแทบไม่ทัน “เงียบไปเลยนะ! กลับมาถึงกรุงเทพฯ แล้ว กรุณากลับไปจำบทบาท ‘ท่านประธาน’ กับ ‘เด็กฝึกงาน’ ของคุณให้แม่นๆ ด้วย ไม่งั้นผมจะลาออกจริงๆ ด้วย”
“หึ ลาออกเหรอ?” คิมหันต์ปัดมือของปั้นสิบลงอย่างนิ่มนวล ก่อนจะก้มหน้าลงมา กระซิบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำชิดริมใบหู จนคนฟังรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งร่าง “ลองดูสิครับ... ถ้าคุณกล้าลาออก ผมจะตามไปรื้อโต๊ะทำงานคุณถึงห้องนอนเลยคอยดู”
ปั้นสิบสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อตั้งสติกับความแพรวพราวที่จู่โจมอย่างไร้รอยต่อนี้ กำลังจะอ้าปากสวนกลับด้วยคำพูดเจ็บๆ สักประโยค ทว่าเสียงแจ้งเตือนโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อสูทของคิมหันต์ก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน
สถาปนิกหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอ เพียงแค่กวาดสายตาผ่านข้อความสั้นๆ สีหน้าของคิมหันต์ก็เปลี่ยนไปในทันที ความผ่อนคลายเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความเคร่งเครียดและระแวดระวังอย่างเห็นได้ชัด
ปั้นสิบสังเกตเห็นความผิดปกตินั้น จึงเอ่ยถามด้วยสัญชาตญาณ “มีอะไรหรือเปล่าครับ?”
คิมหันต์เงยหน้าขึ้นสบตากับปั้นสิบ ดวงตาคู่คมฉายแววซับซ้อนที่เดาไม่ออก “คุณพ่อ...”
เขายังพูดไม่ทันจบประโยคดี ประตูลิฟต์ตัวริมสุดก็เปิดออกอีกครั้ง พร้อมกับร่างสูงใหญ่ของชายวัยกลางคนในชุดสูทภูมิฐานที่ปั้นสิบจำได้แม่นจากภาพถ่ายในข่าวธุรกิจ — *คุณกฤษฎา* ประธานใหญ่แห่งกลุ่มบริษัทอสังหาฯ ยักษ์ใหญ่ และเป็น ‘พ่อ’ แท้ๆ ของคิมหันต์ ก้าวออกมาจากลิฟต์ด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าแฝงรังงำบางอย่างที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวดิ่งวูบลงทันที
สายตาคมกริบของผู้เป็นพ่อกวาดมองบุตรชายและเด็กฝึกงานที่ยืนอยู่ใกล้กันเกินความจำเป็น ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่มือของปั้นสิบที่เพิ่งสะบัดออกเมื่อครู่
“กลับมาถึงกรุงเทพฯ ก็ขยันทำงานกันดีนี่... คิมหันต์”
เสียงทุ้มทรงอำนาจเอ่ยขึ้นเรียบๆ แต่เฉียบคมบาดลึก “แล้วก็นาย... ปั้นสิบ ใช่ไหม? ตามฉันมาที่ห้องทำงานส่วนตัวหน่อย ฉันมีเรื่อง ‘สำคัญมาก’ เกี่ยวกับอนาคตการฝึกงานของเธอที่ต้องคุยกันเดี๋ยวนี้”
***
รี้ดเดอร์คะ... คุณพ่อรู้เรื่องแล้วเหรอเนี่ย! งานนี้ปั้นสิบจะรอดเงื้อมมือท่านประธานใหญ่ได้ยังไง รีบกดอ่านตอนต่อไปแล้วมาลุ้นไปพร้อมกับหิมะแรกในโตเกียวกันเลยนะคะ!
กับดักร้ายคุณชายสายซึน•ตอนที่ 19
กลับสู่โลกความจริง
ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับดักร้ายคุณชายสายซึน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!