กับดักร้ายคุณชายสายซึน•ตอนที่ 18

รุ่งอรุณแห่งความจริง

ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
“ถ้าคุณคิดว่าการเงียบจะช่วยให้เกมนี้จบลงได้ง่ายขึ้น คุณคงประเมินพริมต่ำไปนะคะ คุณคิมหันต์” เสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอของพริมโรสยังคงดังสะท้อนอยู่ในความทรงจำ แม้ว่าประตูบานหรูจะปิดสนิทลงไปนานแล้วก็ตาม ปั้นสิบไม่ได้ขยับตัวออกจากตำแหน่งที่ยืนพิงกรอบหน้าต่างห้องนอนของสถาปนิกหนุ่ม แสงไฟสีส้มอมเหลืองจากตึกระฟ้าเบื้องล่างสาดสะท้อนเงาร่างโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตตัวโคร่งที่กว้างเกินไซส์ของเขาไปหลายช่วงตัว—เสื้อผ้าของคิมหันต์... สิ่งยืนยันไร้เสียงว่าเมื่อคืนนี้ เส้นแบ่งเขตระหว่าง ‘เจ้านายจอมปากร้าย’ กับ ‘เด็กฝึกงานปากเก่ง’ ได้ถูกลบเลือนจนไม่เหลือเค้าเดิม แต่รุ่งอรุณแห่งความจริงไม่ได้งดงามเหมือนในฉากจบของนิยายรักน้ำเน่า บนเตียงนอนขนาดคิงไซส์ที่ยับย่นเล็กน้อย คิมหันต์ยังคงนอนตะแคงหันหลังให้ ร่างสูงใหญ่ภายใต้ผ้าห่มสีเทาเข้มดูนิ่งสงบจนน่าใจหาย ความเงียบงันระหว่างพวกเขามันช่างน่าอึดอัดเสียยิ่งกว่าตอนที่ปปั้นสิบต้องยืนเผชิญหน้ากับสายตาเหยียดหยามของพริมโรสเสียอีก “ตื่นแล้วเหรอครับ... หรือควรเรียกว่ายังไม่ได้นอนดี” เสียงทุ้มต่ำติดแหบเล็กน้อยเอ่ยขึ้นโดยที่เจ้าตัวยังไม่ยอมพลิกตัวกลับมามอง ปั้นสิบแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตากลมโตหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความหมั่นไส้ที่ถูกปลุกเร้าขึ้นมาแทนที่ความซาบซึ้งเมื่อคืน “ถ้าคุณคิมหันต์จะกรุณาหันมาพูดกันแบบมนุษย์มนาทั่วไป ผมว่ามันจะน่ารักกว่าการนอนคุยกับผนังห้องนะคะ” ปั้นสิบตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมตามสไตล์คนไม่เคยยอมใคร “แล้วก็... เลิกใช้สรรพนามประชดประชันแบบนั้นด้วย ผมไม่ได้ความจำเสื่อมจนจำไม่ได้หรอกว่าเมื่อคืนใครเป็นคนงอแงขอร้องไม่ให้ผมกลับห้อง” คิมหันต์พลิกตัวกลับมาอย่างรวดเร็วราวกับรอจังหวะนี้อยู่แล้ว ดวงตาคมกริบภายใต้เรือนผมยุ่งเหยิงไม่ได้มีความง่วงงันหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย มีเพียงประกายความดื้อรั้นและ... ความกังวลลึกๆ ที่เขาพยายามซ่อนไว้ภายใต้มาดคุณชายน้ำแข็ง “ใครอ้อนใครกันแน่ ปั้นสิบ” คิมหันต์ยันศอกขึ้นกับหมอน มองสำรวจร่างโปร่งที่ยืนกอดอกพิงหน้าต่างด้วยสายตาที่ร้อนแรงเสียจนผิวเนื้อแถวไหปลาร้าร้อนผ่าว “จำไม่ได้เหรอว่าเมื่อคืนใครเป็นคนบอกว่า... *‘ถ้าคุณยังปากแข็งแบบนี้ ผมจะจัดการให้เข็ด’* หื้ม?” “ไอ้คุณคิม!” ปั้นสิบหน้าแดงก่ำขึ้นมาทันทีโดยไม่ต้องพยายาม ความร้อนแล่นพล่านไปถึงใบหูเมื่อนึกถึงบทสนทนาอันตรายเมื่อคืน “นั่นมัน... สถานการณ์เฉพาะหน้าต่างหากเล่า! คุณอย่ามาบิดเบือนความจริงนะ” “ความจริงก็คือคุณเป็นของผมแล้ว” คิมหันต์พูดหน้าตาย น้ำเสียงราบเรียบแต่มั่นอกมั่นใจเสียจนน่าหมั่นไส้ “และพริมโรสก็แค่หมากตัวหนึ่งที่กำลังดิ้นรนเพราะเสียผลประโยชน์ อย่าเอาสายตาเคร่งเครียดแบบนั้นมามองผม แค่นี้ผมจัดการเองได้” “จัดการเอง?” ปั้นสิบย้อนถาม เสียงสูงขึ้นเล็กน้อยด้วยความหงุดหงิดที่พุ่งปรี๊ด “คุณคิดว่านี่คือโปรเจกต์ตึกสูงสามสิบชั้นรึไงที่จะได้ใช้ ‘เงิน’ หรือ ‘อำนาจ’กวาดล้างปัญหาให้มันพ้นทางไปได้ง่ายๆ น่ะ พริมโรสถือหุ้นใหญ่ในบริษัทของตระกูลคุณ แถมผู้ใหญ่ทางโน้นก็ปูพรมแดงรอต้อนรับเธอในฐานะสะใภ้ใหญ่ไว้เรียบร้อยแล้ว คุณเอาสมองส่วนไหนมาคิดว่าเรื่องนี้มันจะจบลงแค่การไล่เธอออกไปจากห้องนี้กันหคะ!” บรรยากาศในห้องเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดทันที คิมหันต์ชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมวูบไหวด้วยความไม่พอใจที่ถูกขัดใจ แต่ลึกๆ แล้วเขารู้ดีว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าไม่ได้พูดเกินจริงเลย ช่องว่างระหว่างพวกเขามันไม่ใช่แค่เรื่องสถานะทางสังคมที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว แต่มันคือ ‘โลก’ ทั้งใบล่ะมั้งที่พวกเขายืนอยู่ คิมหันต์เกิดมาบนกองเงินกองทอง ทุกอย่างในชีวิตถูกกำหนดไว้ด้วยเส้นทางโรยด้วยกลีบกุหลาบ แม้เขาจะพยายามขัดขืนด้วยการออกมาเปิดบริษัทสถาปนิกเอง แต่ท้ายที่สุดแล้วรากเหง้าของตระกูลก็ยังคงค้ำคออยู่ดี ในขณะที่ปปั้นสิบ... เด็กหนุ่มปีสี่คณะสถาปัตย์ที่ต้องวิ่งรอกทำงานพาร์ทไทม์หัวหมุนเพื่อส่งตัวเองเรียนและจุนเจือครอบครัว คนที่พรุ่งนี้ตื่นมาก็ต้องกังวลเรื่องค่าห้อง ค่าเทอม และค่าใช้จ่ายจิปาถะ โลกของปปั้นสิบเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและความดิ้นรน แล้วความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนนี้ล่ะ? มันคือจุดเริ่มต้นของความสุข หรือจุดจบของความสงบสุขกันแน่? “กลัวเหรอ?” คิมหันต์ลุกขึ้นจากเตียง ร่างสูงก้าวเท้าเข้ามาใกล้ทีละก้าวอย่างเชื่องช้า แต่มั่นคงจนปั้นสิบต้องขยับถอยหลังโดยอัตโนมัติจนแผ่นหลังชนเข้ากับกระจกเย็นเฉียบ “กลัวว่าโลกของคุณกับผมมันจะไปด้วยกันไม่ได้... อย่างนั้นเหรอครับปั้นสิบ” “ผมไม่ได้กลัว” ปั้นสิบเชิดหน้าขึ้น สบตากับร่างสูงตรงๆ แม้หัวใจจะเต้นระรัวจนแทบทะลุออกมานอกอก “แต่ผมเป็นคนรักตัวกลัวตาย ไม่ได้มีเวลาว่างพอจะมาเล่นละครตบตาทายาทมหาเศรษฐีเพื่อแลกกับการโดนไฮโซสาวส่งคนมาดักตบกลางซอยหรอกนะคะ” “ปากดีจังนะ” คิมหันต์ยื่นมือมาทาบกระจกด้านข้างศีรษะของปั้นสิบ กักขังร่างโปร่งไว้ในอ้อมแขนอย่างจำยอม กลิ่นหอมสะอาดเจือกลิ่นบุหรี่จางๆ ของเขาลอยวนอยู่ปลายจมูก “ถ้ากลัวโดนดักตบ ทำไมเมื่อคืนถึงไม่ปฏิเสธผมตั้งแต่แรกเล่า” “ก็คุณมัน...” ปั้นสิบเม้มริมฝีปากแน่นเมื่อใบหน้าหล่อเหลานั้นโน้มลงมาใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน “ก็คุณมันเอาแต่ใจตัวเองเป็นที่ตั้งน่ะสิ ใครจะไปขัดคุณได้ลงคอ...” ประโยคสุดท้ายแผ่วเบาลงจนเกือบกลายเป็นเสียงกระซิบ คิมหันต์ยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ไม่ได้กวนประสาทเหมือนทุกที แต่มีความอ่อนโยนและจริงจังจนปั้นสิบเผลอกลั้นหายใจ “ผมยอมรับว่าผมเอาแต่ใจ” มือเรียวหนาเอื้อมมาเกลี่ยปอยผมที่ปรกหน้าผากของปั้นสิบออกให้อย่างเบามือ “แต่กับเรื่องของคุณ... ผมไม่เคยล้อเล่น ปั้นสิบ ฟังผมนะ ปัญหาของพริมโรสผมจัดการเอง คุณมีหน้าที่แค่เรียนให้จบ ทำโปรเจกต์ของคุณให้ดี แล้วก็... อยู่ข้างๆ ผมแบบนี้ก็พอ” “มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกคิม...” ปั้นสิบพึมพำ ดวงตากลมโตฉายแววความกังวลที่ซ่อนไว้ไม่มิด “ลองดูมั้ยล่ะ?” คิมหันต์กระซิบชิดริมฝีปาก “ลองเชื่อใจผมสักครั้ง...” ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! เสียงเคาะประตูดังสนั่นหวั่นไหวขัดจังหวะบรรยากาศหวานอมขมกลืนในห้องนอนทันที ตามมาด้วยเสียงทุ้มคุ้นหูของเพื่อนสนิทตัวดีที่ตะโกนแทรกเข้ามาผ่านบานประตูไม้ “ไอ้คิม! เปิดประตูเดี๋ยวนี้เลยนะเว้ย! ฉันรู้ว่าแกอยู่ในนั้น! แย่แล้ว... ทางผู้ใหญ่ฝั่งพริมโรสโทรมาหาคุณอาปาลandกุมขยับจะถอดโปรเจกต์ใหญ่ร่วมทุนแล้วเพราะเรื่องเมื่อคืน! แกออกมาเคลียร์เดี๋ยวนี้เลยนะโว้ย!” เสียงตะโกนของภาคินทำเอาสติของปั้นสิบกลับคืนมาในเสี้ยววินาที ร่างโปร่งผลักอกคิมหันต์เต็มแรงจนร่างสูงเซถอยหลังไปสองก้าว ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก รุ่งอรุณแห่งความจริงไม่ได้ให้เวลาพวกเขาได้ดื่มด่ำกับความหวานนานเกินกว่าสิบนาทีด้วยซ้ำ เพราะพายุลูกใหญ่กำลังโหมกระหน่ำเข้ามาประชิดตัวแล้ว คิมหันต์สบถออกมาเบาๆ อย่างหัวเสีย เขากำลังจะก้าวเข้าไปหาปั้นสิบเพื่อดึงตัวมาปลอบโยน แต่ทว่า... เสียงบิดลูกบิดประตูด้านนอกกลับดังขึ้นพร้อมกับเสียงเหล็กกระทบกัน “เห้ย! ประตูไม่ได้ล็อกเหรอวะเนี่ย...” เสียงภาคินขาดหายไปเมื่อบานประตูถูกผลักเปิดออกกว้าง พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างสูงโปร่งของเพื่อนสนิทที่ยืนอ้าปากค้างกลางอากาศ และไม่ใช่แค่ภาคินคนเดียว... เพราะด้านหลังของเพื่อนสนิทตัวแสบ ยังมีเงาร่างคุ้นตาของผู้หญิงในชุดสูทหรูที่ก้าวตามเข้ามาด้วยรอยยิ้มเยียบเย็น พริมโรสยืนกอดอกอยู่ที่หน้าประตู พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของปั้นสิบเย็นเฉียบลงในทันที “อุ๊ย... ขอโทษที่เข้ามาขัดจังหวะนะคะ พอดีฉันมีเรื่อง ‘สำคัญกว่า’ ที่ต้องคุยกับคุณคิมหันต์ต่อหน้าเด็กฝึกงานคนนี้พอดีเลยค่ะ” ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านคืนอันยาวนานนี้ไปด้วยกันนะคะ แล้วมาลุ้นบททดสอบครั้งใหม่ในตอนหน้าด้วยกันนะคะ!
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับดักร้ายคุณชายสายซึน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%