กับดักร้ายคุณชายสายซึน•ตอนที่ 4

กาแฟแก้วนั้น

ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
“ถ้าคิดว่าส่งสายตาพิฆาตใส่ฉันแล้วแบบแปลนโครงสร้างตึกสิบชั้นจะงอกเงยขึ้นมาได้เองล่ะก็... เชิญยืนจ้องต่อไปตามสบายเลยค่ะคุณพริมโรส แต่เกรงว่าค่าแรงรายชั่วโมงของฉันคงไม่คุ้มกับการเป็นหุ่นไล่กาให้คุณมาดึงหน้าใส่หรอกนะคะ” น้ำเสียงราบเรียบแต่เชือดเฉือนของปั้นสิบดังขึ้น ท่ามกลางบรรยากาศในห้องทำงานส่วนตัวของคิมหันต์ที่อุณหภูมิดิ่งฮวบลงจนแทบติดลบ พริมโรสสะดุ้งเล็กน้อย ดวงตากลมโตที่กรีดอายไลเนอร์มาอย่างเฉี่ยวคมตวัดมองเด็กฝึกงานหน้าตาจิ้มลิ้มที่กล้าต่อปากต่อคำกับเธออย่างไม่เกรงกลัว ร่างระหงในชุดเดรสแบรนด์เนมราคาแพงขยับเข้าใกล้โต๊ะทำงานไม้สักทองอย่างถือดี มือเรียวบางที่มีเล็บเจลประดับเพชรสั่นระริกด้วยความไม่พอใจ “นี่เธอ... ปากดีเกินไปแล้วนะยะ รู้ตัวไหมว่ากำลังคุยอยู่กับใคร” พริมโรสเค้นเสียงลอดไรฟัน พยายามรักษาภาพลักษณ์ไฮโซผู้ดี แต่เส้นเลือดที่ขมับกลับเต้นตุบ “รู้ค่ะ ว่าคุณคือคู่หมั้นของ ‘คุณคิม’... อ้อ แต่ถ้าจำไม่ผิด สถานะตอนนี้ยังเป็นแค่ ‘คู่หมั้นทางธุรกิจ’ ที่ผู้ใหญ่จับ คลุมถุงชน กันอยู่ไม่ใช่เหรอคะ? เพราะฉะนั้น ไม่มีกฎข้อไหนในบริษัทระบุไว้ว่าฉันต้องยืนสงบเสงี่ยมเจียมตัวเวลาคุณเดินเข้ามาจิกกัดคนอื่นนี่นา” ปั้นสิบสวนกลับทันควัน ดวงตากลมโตใสซื่อแต่แฝงประกายความท้าทายจ้องกลับแบบไม่หลบตา ร่างเพรียวบางในชุดนักศึกษาปี 4 ที่พับแขนเสื้อขึ้นจนถึงข้อศอก ยืนกอดอกพิงขอบโต๊ะทำงานอย่างสบายอารมณ์ ตัดภาพความตึงเครียดในห้องได้อย่างสิ้นเชิง คิมหันต์ที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หนังแท้ราคาแพง ไม่ได้เอ่ยปากห้ามปรามแม้แต่น้อย ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาสายตาเย็นชาคู่นั้นกลับพินิจพิเคราะห์ท่าทีของเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างนึกสนุก เมื่อเห็นว่าคนที่กล้าต่อปากต่อคำกับคู่หมั้นสาวจอมเหวี่ยงของเขา คือเด็กฝึกงานปากกล้าที่เขาตั้งใจจะแกล้งให้เข็ดหลาบตั้งแต่แรก “คิมค่ะ! ดูเด็กนี่สิคะ พูดจาไร้มารยาทกับฉันแบบนี้ คุณปล่อยให้มันลามปามได้อย่างไรกัน!” พริมโรสรีบหันไปฟ้องชายหนุ่ม น้ำเสียงหวานหยดถูกเปลี่ยนเป็นความเง้างอนและเอาแต่ใจทันที คิมหันต์ปรายตามองคู่หมั้นสาวแวบหนึ่ง ก่อนจะถอดแว่นสายตาออกแล้ววางลงบนโต๊ะ เสียงโลหะกระทบพื้นผิวดังเบาๆ แต่กลับทำให้บรรยากาศเงียบกริบทันที “พริม... ผมบอกคุณหลายครั้งแล้วว่านี่คือเวลาทำงาน และผมไม่อยากให้ใครมารบกวนสมาธิในการตรวจแบบ” คิมหันต์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ทว่าทรงพลังจนพริมโรสหน้าเสีย “ถ้าไม่มีธุระอะไรสำคัญ เชิญกลับไปก่อนครับ ผมยังมีงานต้องเคลียร์กับผู้ช่วยอีกยาว” “คุณไล่ฉันเหรอคิม? เพราะเด็กนี่ใช่ไหม... เพราะมันใช่ไหมที่คุณเปลี่ยนไป!” “ถ้าคุณยังไม่เลิกโวยวายเรื่องไม่เป็นเรื่อง ผมคงต้องทบทวนเรื่องการประชุมโปรเจกต์แต่งงานที่เราคุยกันค้างไว้” ประโยคเรียบง่ายแต่เฉียบขาดดั่งคมมีดกรีดลงกลางใจ ทำให้พริมโรสเม้มปากแน่นด้วยความแค้นเคือง เธอส่งสายตากราดเกรี้ยวอาฆาตมาดร้ายมาที่ปั้นสิบรอบหนึ่ง ก่อนจะสะบัดหน้าพรวดแล้วเดินกระแทกส้นสูงออกนอกห้องไปพร้อมกับเสียงปิดประตูดังปังสนั่น สิ้นเสียงประตูปิดลง ความเงียบก็โรยตัวเข้ามาแทนที่ ปั้นสิบลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ทำงานฝั่งตรงข้าม ยักไหล่บางอย่างไม่ยี่หระกับเหตุการณ์ระอุเมื่อครู่ “แฟนคุณ... เอ๊ย คู่หมั้นคุณนี่พลังงานล้นเหลือดีแท้นะคะ สงสัยแคลอรี่ในตัวคงเผาผลาญไปกับการจิกกัดคนอื่นวันละสามเวลาหลังอาหาร” “ปากเก่งนักนะปั้นสิบ” คิมหันต์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างสูงโปร่งก้าวเท้าเข้ามาประชิดโต๊ะทำงานของเด็กหนุ่มจนอีกฝ่ายต้องเอนหลังหนีตามสัญชาตญาณ “กล้าดียังไงไปต่อปากต่อคำกับแขกของฉัน อยากโดนไล่ออกตั้งแต่ยังไม่พ้นสัปดาห์แรกหรือไง” “ถ้าผมโดนไล่ออกเพราะปกป้องโต๊ะทำงานตัวเองจากมลพิษทางวาจา ผมว่ามันก็คุ้มค่าจ้างสามร้อยบาทต่อวันของคุณนะ” ปั้นสิบเงยหน้าขึ้นเถียง ดวงตาใสแจ๋วฉายแววดื้อรั้นเต็มพิกัด “อีกอย่าง... คุณต่างหากที่เป็นคนดึงผมเข้ามาใกล้โต๊ะตอนที่เธอก้าวเข้ามา เพื่อใช้ผมเป็นโล่กำบังความซวยใช่ไหมล่ะครับ คุณสถาปนิกจอมเจ้าเล่ห์” คิมหันต์ชะงักไปนิด ดวงตาคมกริบกวาดมองใบหน้าเนียนใสที่อยู่ห่างกันไม่ถึงคืบ กลิ่นหอมจางๆ จากสบู่เด็กบนตัวเด็กหนุ่มลอยเข้ามาแตะจมูก ท่าทีหยิ่งผยองและดวงตากลมโตที่ไหวระริกนั้นทำให้หัวใจที่ด้านชาของสถาปนิกหนุ่มกระตุกวูบอย่างแปลกประหลาด “รู้ทันไปหมดทุกเรื่อง... สมกับที่เป็นเด็กหัวกะทิจากคณะสถาปัตย์ฯ ดีนี่” คิมหันต์โน้มใบหน้าลงต่ำจนลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่ข้างแก้มเนียน น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบชิดริมหูก립 “ในเมื่อเก่งนัก งั้นก็แสดงความสามารถให้สมกับปากที่ต่อยาวเป็นหวาซิ แบบแปลนโครงสร้างตึกเฟสสองสามสิบหน้าบนโต๊ะนั่น... จัดการแก้ให้เสร็จเรียบร้อยก่อนเที่ยงคืน ห้ามกลับบ้านจนกว่าจะเสร็จ” “หา!?” ปั้นสิบตาโตอ้าปากค้าง งานกองพะเนินเทินทึกขนาดนั้นต่อให้ใช้ร่างโคลนสามคนก็ทำไม่ทันถึงเที่ยงคืนหรอก! “นี่คุณแกล้งกันชัดๆ! ไหนว่ากำหนดส่งคือมะรืนนี้ไงเล่า!” “ผมเปลี่ยนใจแล้ว... และในฐานะ ‘เจ้านาย’ คุณไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ” คิมหันต์เหยียดยิ้มมุมปากอย่างผู้เหนือกว่า ก่อนจะผละตัวเดินกลับไปนั่งไขว่ห้างที่โต๊ะทำงานของตัวเองตามเดิม “เริ่มลงมือทำซะสิครับ คุณผู้ช่วย” หลงกลเข้าเต็มเปรม! ปั้นสิบกัดริมฝีปากล่างด้วยความคับแค้นใจ กำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ อยากจะคว้าไม้บรรทัดเหล็กบนโต๊ะไปฟาดหัวไอ้คุณชายหน้าตายจอมเผด็จการนี่สักทีสองที ข้อหาใช้อำนาจบาทใหญ่รังแกเด็กตาดำๆ แต่ติดตรงที่ภาระหนี้สินก้อนโตที่บ้านค้ำคออยู่ ทำให้เขาต้องกลืนก้อนสะอือลงคอแล้วดึงกระดาษไขแผ่นใหญ่มาตรงหน้าอย่างจำยอม เวลาผ่านไปเนิ่นนานจนเข็มนาฬิกาบนผนังห้องเคลื่อนผ่านเลยเลขสิบเอ็ดไปไกล บรรยากาศในห้องทำงานเงียบสงัด มีเพียงเสียงพิมพ์แป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์และเสียงขูดปากกาตัดเส้นบนกระดาษของปั้นสิบที่ดังเป็นระยะ ดวงตากลมโตเริ่มแดงก่ำด้วยความง่วงงุนและเหนื่อยล้า ศีรษะเล็กโคลงเคลงไปมาเกือบจะฟาดลงกับขอบโต๊ะอยู่หลายรอบ ส่วนคิมหันต์ยังคงนั่งทำงานอยู่ฝั่งตรงข้าม แสงไฟสีส้มจากโคมไฟตั้งโต๊ะสาด ส่องใบหน้าคมสันให้ดูละมุนขึ้น นานๆ ครั้งสถาปนิกหนุ่มจะเงยหน้าขึ้นจากจอคอมพิวเตอร์เพื่อลอบมองเด็กหนุ่มที่กำลังสัปหงกแต่ยังพยายามฝืนลืมตาทำงานต่อด้วยความมุ่งมั่น แววตาเย็นชาในตอนแรกแปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนอย่างที่เจ้าตัวก็ไม่ทันรู้ตัว กระทู้ความเหนื่อยล้าสะสมผสมกับความหมั่นไส้ที่มีต่อเจ้านายจอมเผด็จการ ทำให้ปั้นสิบปิ๊งไอเดียแก้เผ็ดบางอย่างขึ้นมาในหัว ดวงตาคู่สวยเป็นประกายเจ้าเล่ห์ขึ้นมาทันที สถาปนิกหนุ่มก้มหน้าก้มตาตรวจแบบต่ออีกราวสครึ่งชั่วโมง จนกระทั่งรู้สึกปวดเมื่อยต้นคอ เขาจึงลุกขึ้นเพื่อเดินไปชงกาแฟแก้วใหม่ที่มุมห้อง แต่พอลุกขึ้นยืนเต็มความสูงและกวาดสายตากลับมาที่หน้าจอคอมพิวเตอร์หลักของตัวเอง คิมหันต์ก็ต้องชะงักกึก บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ ที่ปกติจะแสดงผลโมเดลสามมิติของอาคารสูงตระหง่าน บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยไฟล์ภาพวาดการ์ตูนลายเส้นลวกๆ แต่ทรงพลังด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว มันคือรูปวาด ‘คุณชายน้ำแข็ง’ เวอร์ชั่นหน้าบึ้งตึงสวมแว่นตาหนาเตอะ กำลังนั่งถือไม้เรียวทำหน้าดุใส่แมวเปอร์เซียหน้าตาน่าสงสารตัวหนึ่งที่มีเครื่องหมายคำถามเต็มหัว ด้านบนมีข้อความเขียนด้วยลายมือขยุกขยิกแต่กวนประสาทสุดๆ ว่า: *‘ห้ามกลับบ้านจนกว่าจะเสร็จ... เชิญนั่งทำหน้ายักษ์เฝ้าจอคอมพ์ไปจนแก่เฒ่าเลยนะไอ้คุณชายซึน!’* คิมหันต์ยืนจ้องภาพนั้นนิ่งสนิท มุมปากกระตุกขึ้นอย่างกลั้นไม่อยู่ เสียงหัวเราะทุ้มต่ำในลำคอหลุดลอดออกมาเบาๆ เมื่อหันกลับไปมองเจ้าตัวแสบที่ตอนนี้แกล้งฟุบหลับคาโต๊ะทำงานของตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอแสดงว่าเจ้าเด็กดื้อคงหมดฤทธิ์ไปจริงๆ ขายาวก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานของเด็กหนุ่มช้าๆ กลิ่นกาแฟหอมกรุ่นในแก้วที่เพิ่งชงเสร็จถูกวางลงบนโต๊ะข้างกายเด็กน้อยอย่างเบามือ คิมหันต์โน้มตัวลงต่ำ สายตาคมกริบทอดมองแพขนตางอนหนาที่ทาบลงบนพวงแก้มใสอย่างพินิจพิเคราะห์ ปลายนิ้วเรียวอุ่นจัดเอื้อมออกไปหมายจะปัดปอยผมที่ตกลงมาบดบังใบหน้าเนียนนั้นออกให้พ้นทาง ทว่า—ในเสี้ยววินาทีที่ปลายนิ้วสัมผัสโดนผิวแก้มเนียน ปั้นสิบที่แกล้งหลับอยู่ก็ลืมตาโพลงขึ้นมาอย่างรวดเร็ว! ดวงตากลมโตใสแป๋วสะท้อนภาพใบหน้าคมคายของคิมหันต์ที่อยู่ห่างกันไม่ถึงคืบ ปลายจมูกแทบจะชนกันจนรับรู้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนที่รินรดกันและกัน ความใกล้ชิดที่ระเบิดขึ้นอย่างไร้การตั้งตัวทำให้ห้องทั้งห้องราวกับถูกแช่แข็งในชั่วพริบตา “อุ๊ย... เผลอละเมอทำหน้ากวนประสาทใส่คุณชายเข้าซะแล้วสิคะ” ปั้นสิบกระซิบเสียงพร่า แววตาดื้อรั้นเป็นประกายระยิบระยับด้วยความสะใจที่ได้เอาคืน “หรือว่า... กาแฟแก้วนั้นของคุณคิม จะรสชาติเข้มจนทำให้มองเห็นภาพหลอนว่าเป็นรูปผมวาดเหรอคะ?” คิมหันต์ชะงักค้างอยู่ในท่าเดิม หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอบัดนี้กลับเต้นรัวระรัวจนแทบทะลุออกมานอกอก สัมผัสอุ่นจากแก้มเนียนยังคงติดอยู่ที่ปลายนิ้ว และก่อนที่เขาจะได้ทันเอ่ยคำแก้ตัวใดๆ ออกมา... *ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!* เสียงเคาะประตูกระจกบานใหญ่ดังขึ้นขัดจังหวะ พร้อมกับร่างระหงของพริมโรสที่ผลักประตูเปิดเข้ามาหน้าตาตื่น โดยไม่รอให้เจ้าของห้องอนุญาตแม้แต่น้อย! *** ติดตามตอนต่อไปในตอนที่ 5 นะคะ / หิมะแรกในโตเกียว
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับดักร้ายคุณชายสายซึน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%