เสียงถ้วยพอร์ซเลนราคาแพงกระทบลงบนจานรองดัง ‘เคร้ง’ สะท้อนความตึงเครียดที่ลอยอลวนอยู่ในห้องรับแขกสไตล์ยุโรปของคฤหาสน์ตระกูลอัครเดชากุล บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกแช่แข็งด้วยความเงียบงันที่น่าอึดอัด ทว่าสายตาของทุกคนในห้องกลับพุ่งตรงไปยังจุดเดียวกัน จุดที่ร่างสูงโปร่งของคุณชายหนุ่มผู้เย่อหยิ่งยืนหยัดอย่างมั่นคง โดยมีแผ่นหลังบางของใครอีกคนบังไว้มิดราวกับจะปกป้องจากพายุลูกใหญ่
"แกพูดใหม่อีกทีซิ, คิมหันต์!"
เสียงประกาศกร้าวของผู้เป็นพ่อดังขึ้นจนผนังห้องแทบสะเทือน ท่านประธานบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่จ้องบุตรชายคนโตด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธ เส้นเลือดข้างขมับเต้นตุบ "แกกล้าดียังไงถึงพูดว่าจะถอนหมั้นกับน้องพริม แล้วไปคว้าไอ้เด็กสถาปัตย์ไม่มีหัวนอนปลายเท้าคนนี้มาเป็นคู่ชีวิต? แกเอาสมองส่วนไหนคิด!"
"ผมไม่ได้เอาสมองคิดครับ... ผมเอาหัวใจคิด"
คำตอบที่ราบเรียบแต่เฉียบคมราคมมีด เล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากหยักลึกของคิมหันต์ ดวงตาคมกริบฉายแววเด็ดเดี่ยวอย่างไร้ความลังเล เขากวาดสายตามองหน้าบิดา มารดา และร่างระหงของพริมโรสที่กำลังเม้มริมฝีปากแน่นด้วยความเจ็บใจ ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่นที่ไม่มีใครเคยได้ยินมาก่อน
"และที่สำคัญ... ผมไม่ได้ขอร้องให้พวกคุณเห็นชอบด้วย ผมแค่มา ‘แจ้ง’ ให้ทราบ"
"คุณคิม..." ปั้นสิบที่ยืนอยู่ด้านหลังเอ่ยเรียกเบาๆ พร้อมกับยื่นมือเรียวไปดึงชายเสื้อสูทราคาแพงของคนตัวสูงไว้ ดวงตากลมโตฉายแววตื่นตระหนกและกังวลใจอย่างปิดไม่มิด แม้เขาจะเป็นคนปากเก่งและไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร แต่สถานการณ์ในตอนนี้มันไม่ใช่แค่เรื่องการทะเลาะวิวาททั่วไป แต่มันคือการประกาศสงครามกับตระกูลผู้ดีเก่าที่ทรงอิทธิพล
คิมหันต์เหลือบสายตากลับมามองคนด้านหลัง แววตาแข็งกร้าวที่ใช้จ้องมองผู้เป็นพ่อเมื่อครู่พลันอ่อนแสงลงชั่วขณะ มือหนาเอื้อมไปกุมมือเรียวที่กำชายเสื้อเขาไว้แน่น สัมผัสอุ่นจัดส่งผ่านความรู้สึกจนปั้นสิบนิ่งงันไป
"เงียบก่อน, ปั้นสิบ..." คิมหันต์กระซิบเสียงทุ้มต่ำ แววตาที่มองสบมาเต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้งที่ทำเอาหัวใจคนฟังกระตุกวูบ "บอกแล้วไง... ว่าฉันจะรับผิดชอบทุกอย่างเอง"
"รับผิดชอบ? แกจะรับผิดชอบไหวเหรอคิมหันต์!" คุณหญิงแม่แทบจะเป็นลม มือเรียวสั่นเทาชี้มาที่ลูกชาย "ถ้าแกเลือกไอ้เด็กนี่ แกก็ต้องถอดชื่อออกจากพินัยกรรม และออกจากตำแหน่งกรรมการบริหารทั้งหมด! แกจะไม่มีเงินสักแดงเดียวจากตระกูลเรา!"
พริมโรสที่นั่งเงียบมานานอดรนทนไม่ไหว เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืน เชิดหน้าขึ้นด้วยความถือดี รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏบนริมฝีปากเคลือบลิปสติกสีแดงเพลิง
"พี่คิมคงไม่คิดหรอกนะคะว่า ความรักกุ๊กกิ๊กแบบเด็กๆ มันจะเอาชนะความจริงของโลกใบนี้ได้?" พริมโรสปรายตามองปั้นสิบด้วยหางตา "ถ้าไม่มีเงิน ไม่มีอำนาจ แล้วนายปั้นสิบคนนี้จะเกาะพี่คิมกินได้นานสักแค่ไหนกันเชียว? หรือว่า... ชอบความลำบากจนติดเป็นนิสัยคะน้องปั้นสิบ?"
บรรยากาศในห้องราวกับมีประกายไฟแลបแปลบ ปั้นสิบเม้มปากแน่น ความโกรธพุ่งทะยานขึ้นมาถึงขั้วหัวใจ เขากำลังจะอ้าปากสวนกลับด้วยวาจาเชือดเฉือนตามสไตล์ถนัด แต่ทว่า... คิมหันต์กลับชิงพูดตัดหน้าขึ้นเสียก่อน
"ปากดีจังนะพริมโรส..."
คิมหันต์หันไปมองคู่หมั้นทางธุรกิจด้วยแววตาเย็นเยียบชนิดที่ทำให้อีกฝ่ายสะดุ้งโหย่ง รังสีอำมหิตแผ่ซ่านรอบตัวชายหนุ่มจนทุกคนต้องกลืนน้ำลาย
"คนที่มองคนอื่นจากมูลค่าในบัญชีธนาคาร ก็คงคิดว่าคนอื่นเขาเห็นแก่เงินเหมือนตัวเองสินะครับ... แต่เสียใจด้วย ที่ปั้นสิบไม่ใช่คนแบบนั้น และผมเอง... ก็ไม่ใช่คนที่จะยอมก้มหัวให้ใครมาดูถูกคนที่ผมรัก"
คำว่า ‘คนที่ผมรัก’ หลุดออกมาจากปากของคุณชายน้ำแข็งผู้ขึ้นชื่อเรื่องความปากแข็งและเยชาชา ทำให้ปั้นสิบถึงกับเบิกตากว้าง สมองขาวโพลน หัวใจเต้นรำไม่เป็นจังหวะ ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านไปทั่วอกจนขอบตาร้อนผ่าวอย่างน่าประหลาด นี่เขา... หูฝันไปหรือเปล่า?
"แก... แกกล้าพูดแบบนี้กับน้องเหรอคิมหันต์!" ผู้เป็นพ่อตบโต๊ะเสียงดังลั่น "ดี! ในเมื่อแกแน่จริง ก็ออกไปจากบ้านหลังนี้ซะ! และจำไว้ว่า อย่าเอาชื่อตระกูลอัครเดชากุลไปหากินเด็ดขาด!"
"ไม่ต้องห่วงครับคุณพ่อ..." คิมหันต์ยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มเย้ยหยันที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่ปั้นสิบเคยเห็น "ผมจะพิสูจน์ให้เห็นว่า... ‘คิมหันต์’ คนนี้ ถ้าไม่มีตระกูลอัครเดชาคุลค้ำยัน ก็สามารถสร้างอาณาจักรของตัวเองขึ้นมาได้ด้วยลำแข้ง และด้วยหัวใจของผมเอง!"
สิ้นคำพูดนั้น คิมหันต์ก็ไม่รอให้ผู้เป็นพ่อได้เอ่ยวาจาคำรามใดๆ อีก มือหนาคว้าข้อมือบางของปั้นสิบแล้วออกแรงดึงให้ก้าวเดินตามออกมาจากห้องรับแขกทันท่ามกลางสายตาด่าทอและเสียงกรีดร้องด้วยความโกรธเกรี้ยวของคุณหญิงแม่
แรงดึงฉุดลากพาพวกเขาทะลุผ่านโถงทางเดินกว้างจนมาถึงลานจอดรถด้านนอก อากาศยามเย็นปะทะเข้ากับผิวหน้า ทว่าความร้อนรุ่มในอกของทั้งคู่กลับไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย ปั้นสิบสะบัดข้อมือเบาๆ จนคิมหันต์ยอมปล่อยมือ หอบหายใจถี่ด้วยความตื่นเต้นและสับสน
"คุณคิม... คุณบ้าไปแล้วหรือไง!" ปั้นสิบโพล่งออกมาทันทีเมื่อตั้งสติได้ ดวงตากลมโตจ้องหน้าพระเอกหนุ่มเขม็ง "คุณประกาศกร้าวแบบนั้น ออกมาตัวเปล่าเล่าเปลือยแบบนี้ แล้วโปรเจกต์บริษัทที่คุณทุ่มเทล่ะ? แล้วอนาคตของคุณล่ะ? คุณทำแบบนี้ทำไม!"
คิมหันต์หยุดเดิน เขาก้าวเข้าประชิดร่างบางที่ถอยหลังจนแผ่นหลังชนเข้ากับประตูรถสปอร์ตคันหรูของเจ้าตัว ดวงตาคมกริบก้มลงมองคนตัวเล็กกว่าที่เงີยบหน้าขึ้นมาเถียงเขาอย่างไม่ลดละ ไอความร้อนจากร่างกายของคนทั้งคู่แทบจะหลอมละลายความเยือกเย็นรอบกาย
"ทำไมเหรอ?" คิมหันต์ทวนคำ เสียงทุ้มต่ำพร่าเลือนลงเล็กน้อย เขายกมือขึ้นข้างหนึ่ง วางทาบบนตัวรถกักขังปั้นสิบไว้ในอ้อมแขน "กลัวฉันจะพาอดตายหรือไง?"
"มันไม่ใช่เรื่องตลกนะคุณ! ผมเลี้ยงตัวเองได้ แต่คุณ... คุณคุณชายไฮโซกินหรูอยู่สบาย จะมาทนลำบากกับผมได้สักกี่น้ำ!" ปั้นสิบยังคงดื้อดึง แม้หัวใจจะเต้นแรงจนแทบทะลุออกมานอกอกกับระยะห่างที่ใกล้ชิดจนเกินไป
คิมหันต์โน้มใบหน้าลงมาจนหน้าผากเกือบจะชิดกัน ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดพวงแก้มเนียน ปลายจมูกโด่งรั้นเฉียดผ่านแก้มใสไปนิดเดียวจนปั้นสิบต้องหลบตาลงต่ำโดยอัตโนมัติ
"งั้นก็พิสูจน์สิ..." เสียงกระซิบแหบพร่าดังขึ้นข้างใบหู ขמวดคิ้วเรียวของปั้นสิบลอยเด่นขึ้นด้วยความไม่เข้าใจ
"พิสูจน์อะไรของคุณ..."
คิมหันต์ยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์และประกายความคลั่งรักที่ซ่อนอยู่ภายใต้มาดนิ่งขรึม มือหนาเลื่อนขึ้นมาเกลี่ยปอยผมที่ระกรอบหน้าให้อย่างแผ่วเบา สัมผัสที่อ่อนโยนผิดกับบุคลิกปกติทำเอาปั้นสิบลืมหายใจ
"พิสูจน์ว่า... ต่อให้เราไม่มีอะไรเลยนอกจากตัวกับหัวใจ นายจะยังยอมยืนอยู่ข้างๆ ฉัน... เหมือนที่ฉันเลือกจะทิ้งทุกอย่างเพื่อยืนข้างนายในวันนี้หรือเปล่า"
ดวงตาสองคู่ประสานกันนิ่งท่ามกลางแสงไฟสลัวของลานจอดรถ ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ทว่าเสียงหัวใจของคนทั้งคู่กลับดังสะท้อนก้องกังวานยิ่งกว่าสิ่งใด
ปั้นสิบนิ่งงัดไป สมองประมวลผลคำพูดและแววตาจริงจังคู่นั้น ความดื้อรั้นที่มีมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกอุ่นซ่านที่เอ่อล้นจนจุกอก ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันอย่างลังเล ก่อนจะอ้าปากเตรียมจะเอ่ยคำตอบบางอย่างออกมา
ทว่า... ก่อนที่เสียงหวานจะได้เปล่งออกมา ทันใดนั้นเอง—
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงพร้อมกับเสียงตะโกนก้องกังวานจากทางประตูคฤหาสน์ก็ดังขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน
"คุณคิม! นายใหญ่สั่งอายัติบัตรเครดิตทุกใบของคุณแล้วครับ! และนี่... คำสั่งไล่ออกจากการเป็นสถาปนิกโปรเจกต์ใหญ่ทั้งหมด!"
ร่างของภาคิน เพื่อนสนิทและตัวชงประจำกลุ่ม วิ่งกระหืดกระหอบถือซองเอกสารสีน้ำตาลเข้ามาหยุดยืนหอบแฮกอยู่ตรงหน้า พร้อมกับรอยยิ้มแห้งๆ ที่ส่งมาให้เพื่อนรัก
คิมหันต์ขมวดคิ้วมุ่น หันไปมองเพื่อนสนิทด้วยความหงุดหงิดที่โดนขัดจังหวะช่วงเวลาสำคัญ
แต่ทว่า... สิ่งที่ทำให้ทั้งคิมหันต์ ปั้นสิบ และภาคินต้องช็อกค้างไปพร้อมๆ กัน คือเสียงแจ้งเตือนข้อความพร้อมกันจากโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าของทุกคน
*ติ๊ง!*
หน้าจอโทรศัพท์สว่างวาบพร้อมข้อความประกาศด่วนจากสมาคมสถาปนิกแห่งประเทศไทย และประกาศจากทวิตเตอร์เทรนด์อันดับหนึ่งที่พุ่งทะยานขึ้นอย่างบ้าคลั่ง
**"ด่วนที่สุด! สั่งแบนสถาปนิกหนุ่มไฟแรง 'คิมหันต์ อัครเดชากุล' ห้ามรับงานทุกโปรเจกต์ในประเทศจากคำสั่งของผู้ทรงอิทธิพล!"**
ปั้นสิบเบิกตากว้าง หันขวับกลับมามองหน้าคิมหันต์ที่ตอนนี้ใบหน้าคมคายฉายแววเคร่งเครียดขึ้นมาทันที ทางตันของจริงมาเยือนเร็วกว่าที่คิด และไม่มีทางหนีอีกต่อไปแล้ว...
——————-
ติดตามตอนต่อไปใน "กับดักร้ายคุณชายสายซึน" ตอนที่ 25: "เริ่มต้นจากศูนย์"
(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างความคลั่งรักของคุณชายน้ำแข็งกับน้องปั้นสิบมาจนถึงตอนนี้นะคะ รักที่สุดค่ะ!)
- หิมะแรกในโตเกียว
กับดักร้ายคุณชายสายซึน•ตอนที่ 24
พิสูจน์ความจริงใจ
ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับดักร้ายคุณชายสายซึน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!