"ถ้าคุณก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว ฉันจะเอาแฟ้มโปรเจกต์นี้ฟาดหน้าคุณจริงๆ ด้วยค่ะคุณคิมหันต์"
เสียงหวานใสที่เจือความหงุดหงิดระดับ max ดังลั่นห้องสตูดิโอออกแบบชั้นสิบห้า ปั้นสิบยืนกอดอกแน่น แววตาวาวโรจน์จ้องมองร่างสูงโปรดของสถาปนิกหนุ่มทายาทตระกูลดังที่กำลังทำตัวเป็น 'เจ้ากรรมนายเวร' เกาะติดเขาแจมาตลอดสามวันเต็ม ตั้งแต่หน้าคณะ ยันร้านกาแฟใต้ตึก จนตอนนี้ลามปามตามเข้ามาถึงพื้นที่ทำงานส่วนตัว
คิมหันต์ในยามนี้ไม่มีมาตรศรีหน้าขรึม เยชาชา หรือฉายา 'คุณชายน้ำแข็ง' ที่ใครต่อใครเกรงกลัวหลงเหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว สภาพของสถาปนิกหนุ่มผู้รักความเนี๊ยบ สูทราคาแพงยับยู่ยี่ เนคไทถูกปลดออกอย่างไร้ระเบียบ ดวงตาคมกริบคู่นั้นฉายแววออดอ้อนแกมสำนึกผิดแบบที่ต่อให้เป็นหินผาก็ต้องใจอ่อน แต่ขอโทษเถอะ... สำหรับปั้นสิบ มันคือความน่ารำคาญขั้นสุด!
"ก็ฉันไม่ได้ตั้งใจ..." คิมหันต์เปิดปากแก้ตัวเสียงอ่อย สีหน้าเรียบเฉยถูกแทนที่ด้วยความหงอยเหงาอย่างเห็นได้ชัด "วันนั้นพริมเขาเข้ามาเอง ฉันไม่ได้นัด..."
"แล้วมันธุระอะไรที่ฉันต้องมานั่งฟังคุณแก้ตัวล่ะคะ?" ปั้นสิบสวนกลับทันควัน นัยน์ตากลมโตตวัดมองด้วยความหมั่นไส้ "เราไม่ได้เป็นอะไรกัน คุณจะไปคลอเคลียกับคู่หมั้นไฮโซหน้าไหน มันก็เรื่องของคุณป่ะ? เชิญค่ะ เชิญกลับคฤหาสน์ตระกูลศิริวัฒน์ไปเลยค่ะ อย่ามาเดินตามตื๊อฉันให้รำคาญลูกตาอยู่เลย เสียเวลาทำมาหากิน!"
พูดจบ นายเอกตัวแสบก็หมุนตัวสะบัดก้นเดินหนีไปยังโต๊ะเขียนแบบทันที ปล่อยให้คุณชายน้ำแข็งหน้าชาอยู่กลางห้อง ภาคินที่แอบยืนหลบมุมมองสถานการณ์อยู่หลังเสาถึงกับกลั้นขำจนตัวสั่น รีบเดินเข้ามาตบไหล่เพื่อนรักเบาๆ พร้อมกระซิบแซว
"ไงล่ะมึง... ฉายาสถาปนิกผู้ทรงเกียรติหายไปไหนหมดวะ เหลือแต่ฉายา 'ไอ้โบ้' ประจำปีแล้วมั้งเนี่ย ตามง้อเมียจนเสียทรงหมด"
คิมหันต์ปรายตามองเพื่อนสนิทด้วยแววตาพิฆาต "ถ้ามึงยังไม่หุบปาก ภาคิน... กูจะเอาโปรเจกต์รีสอร์ตเชียงใหม่ไปโยนใส่หน้ามึงแทน"
"โอ้โห ดุจังนะทีกับกูเนี่ย ทีกับน้องปั้นสิบล่ะหงอเป็นลูกหมาเชียว" ภาคินหัวเราะในลำคออย่างชอบใจ ก่อนจะดันหลังเพื่อนรักเบาๆ "เอ้า! มัวแต่ยืนบื้ออยู่ทำไมวะ ง้อต่อสิโว้ย คนปากแข็งอย่างน้องเขาก็ฟอร์มจัดไปงั้นแหละ มึงต้องใช้ไม้ตาย เข้าใจไหม?"
ไม้ตายที่ว่าทำให้คุณชายผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใครต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่ คิมหันต์สูดหายใจเข้าปอดลึกๆ เพื่อรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีในชีวิต ก่อนจะสาวเท้ายาวๆ เข้าไปหาคนที่กำลังก้มหน้าก้มตาตรวจแบบแปลนด้วยความตั้งใจ
ตึง!
ร่างสูงทิ้งตัวลงนั่งคุกเข่าข้างหนึ่งกับพื้นห้องตรงหน้าเก้าอี้ที่ปั้นสิลนั่งอยู่พอดี การกระทำที่กะทันหันนั้นทำให้ปั้นสิบสะดุ้งสุดตัว เผลออุทานออกมาด้วยความตกใจ ดวงตาเบิกกว้างเมื่อมองคนที่มักจะถือตัวเสมอ ยอมลดศักดิ์ศรีลงมานั่งคุกเข่าบนพื้นห้องทำงานที่มีฝุ่นผงจากโมเดลสถาปัตยกรรมเกลื่อนกลาด
"คุณ... คุณทำบ้าอะไรเนี่ย ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้เลยนะ!" ปั้นสิบเสียงหลง พยายามดึงแขนเสื้อสูทอีกฝ่ายให้ลุกขึ้น แต่คนตัวสูงกลับดื้อดึง นิ่งเฉยราวกับท่อนไม้แถมยังเงยหน้าขึ้นสบตาด้วยแววตาสั่นระริกที่เปี่ยมไปด้วยความจริงจัง
"ไม่ลุก... จนกว่าเธอจะยอมฟังฉันพูดให้จบ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาเบาๆ แต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ คิมหันต์เงยหน้ามองคนตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่อัดอั้นตันใจมาหลายวัน "เรื่องวันนั้น... ฉันยอมรับว่าฉันโง่เองที่เคลียร์ปัญหาไม่เด็ดขาด ฉันไม่เคยคิดจะสนใจพริมโรสเลยสักนิด สิ่งเดียวที่อยู่ในหัวฉัน มีแค่... เรื่องของเธอ ปั้นสิบ"
บรรยากาศในห้องทำงานพลันเงียบสงบลงทันที เสียงเครื่องปรับอากาศทำงานแข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นรัวระทึกในอกของคนทั้งคู่ ปั้นสิบนิ่งงันไปชั่วขณะ ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่น ความโกรธเคืองที่เคยมีพังทลายลงทีละน้อยเมื่อได้เห็นแววตาเวทนาแกมเจ็บปวดของคนตรงหน้า
นี่น่ะหรือ... คิมหันต์ผู้ที่ไม่เคยแคร์ความรู้สึกใคร ผู้ชายที่เย่อหยิ่งและปากร้ายใส่เขามาตลอด วันนี้กลับยอมทิ้งศักดิ์ศรีทั้งหมดมานั่งคุกเข่าขอร้องเขาในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ นี้
"แล้วไงคะ..." ปั้นสิบเค้นเสียงลอดไรฟัน พยายามซ่อนความหวั่นไหวไว้ใต้ท่าทีแข็งกระด้าง "พูดจบหรือยังคะ? ถ้าจบแล้วก็เชิญลุกขึ้นแล้วออกไปได้แล้ว ฉันต้องทำงานต่อ"
"ยัง..." คิมหันต์ส่ายหน้าช้าๆ มือใหญ่เอื้อมขึ้นไปคว้าชายเสื้อคลุมของปั้นสิบไว้หลวมๆ ราวกับเด็กน้อยที่กลัวถูกทอดทิ้ง "ถ้าเธอไม่หายโกรธ... ฉันก็จะนั่งอยู่ตรงนี้แหละ ไม่ไปไหนทั้งนั้น ให้มันรู้ไปสิว่าสถาปนิกบริษัทระดับประเทศจะไม่มีปัญญาเคลียร์ใจกับเมียตัวเอง"
"ใครเมียคุณ! พูดจาทุเรศ..." ปั้นสิบหน้าแดงก่ำขึ้นมาทันทีด้วยความเขินอายจนลามไปถึงใบหู มือบางเงื้อมขึ้นทำท่าจะตีแขนอีกฝ่ายจริงๆ แต่ก็ต้องชะงักค้างกลางอากาศเมื่อคิมหันต์ขยับเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด จนปลายจมูกแทบจะชนกัน
เคมีที่คุ้นเคย กลิ่นน้ำหอมผู้ชายจางๆ ที่ชวนให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ และสายตาที่เว้าวอนคู่นั้น กำลังดึงดูดปั้นสิบให้ตกลงไปในหลุมพรางที่อีกฝ่ายขุดเอาไว้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น นายเอกปากเก่งเริ่มรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง สมองขาวโพลนคิดคำพูดประชดประชันไม่ออกอีกต่อไป
ทว่า... ในจังหวะที่หัวใจของทั้งสองกำลังเต้นเป็นจังหวะเดียวกัน และระยะห่างระหว่างใบหน้าเหลือเพียงแค่คืบเดียว เสียงเคาะประตูก็รัวดังขึ้นอย่างไม่มีมารยาท พร้อมกับบานประตูที่ถูกผลักเปิดออกผางโดยไม่รอให้อณุญาต
"พี่ยักษ์คะ! คือว่าคุณแม่โทรมาบอกว่า..."
เสียงใสของ 'พริมโรส' ที่ดังแทรกเข้ามาทำลายบรรยากาศสีชมพูลงอย่างไม่เหลือชิ้นดี ทำให้คิมหันต์หน้าตึงขึ้นมาทันทีในพริบตาเดียว ร่างสูงรีบผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง หันไปตวัดสายตาคมกริบใส่คู่หมั้นสาวด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกขัดจังหวะสำคัญ
ปั้นสิบลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก (ปนเสียดายเล็กน้อย) รีบดึงสติกลับมาแล้วเตรียมลุกขึ้นยืนเพื่อถอยฉากหนีสถานการณ์ชวนอึดอัดนี้
แต่ทว่า... ในวินาทีที่ปั้นสิบกำลังจะก้าวถอยหลัง สายตาของเขากลับเหลือบไปเห็นบางสิ่งบางอย่างที่สะท้อนผ่านกระจกเงาบานใหญ่ด้านหลังของพริมโรส... เงาร่างของใครบางคนกำลังยืนถือวัตถุโลหะแวววาวพุ่งตรงมาที่พวกเขาทั้งสามคนจากทางระเบียงด้านนอก!
"คุณคิม! หลบไป!"
ฝากกดหัวใจและเพิ่มเข้าชั้นหนังสือเพื่อเป็นกำลังใจให้นักเขียนคนนี้ด้วยนะคะ ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างกันมาจนถึงตอนนี้ค่ะ! — *หิมะแรกในโตเกียว*
กับดักร้ายคุณชายสายซึน•ตอนที่ 23
คนปากแข็งกลายเป็นโบ้
ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับดักร้ายคุณชายสายซึน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!