“คุณแม่คิดว่าการเอาศักดิ์ศรีของเด็กคนหนึ่งมาเหยียบย่ำเล่น มันจะช่วยให้ตระกูลของเราสูงส่งขึ้นเหรอครับ”
เสียงทุ้มต่ำที่ลอดผ่านกระจกกันเสียงของรถยนต์หรูไม่ได้ช่วยลดทอนความเยือกเย็นและความเดือดดาลที่อัดแน่นอยู่ในอกของคิมหันต์เลยแม้แต่น้อย สถาปนิกหนุ่มก้าวพรวดพราดลงจากรถตามแผ่นหลังบางที่เดินดุ่มๆ ไปอย่างไร้ความลังเล ท่ามกลางลานจอดรถของคอนโดมิเนียมที่เงียบสงบในยามวิกาล แสงไฟสีส้มสลัวสาดกระทบโครงหน้าคมคายที่ตอนนี้ตึงเครียดจนขึ้นสันกราม
คุณหญิงมณฑายืนสง่านิ่งอยู่ข้างเสาปูน สายตาคมกริบราวกับใบมีดกวาดมองปั้นสิบตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความดูแคลนที่ไม่คิดจะปิดบัง
“ฉันไม่ได้เหยียบย่ำ แต่ฉันกำลังเตือนสติแกต่างหาก ตาคิม คนระดับเราไม่ได้เกิดมาเพื่อเดินเคียงข้างกับคนที่มีแต่ภาระและอนาคตที่มองไม่เห็นทางจบหรอกนะ” คุณหญิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่เชือดเฉือน “หนูสปาย... หรือเด็กคนนี้ล่ะ ที่แกจะเลือกเอาอนาคตของวงศ์ตระกูลไปแลก”
ปั้นสิบหยุดเดิน ร่างเพรียวบางที่ยืนหันหลังให้คิมหันต์ค่อยๆ หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพล ใบหน้าหวานไม่ได้มีความหวาดกลัวเจืออยู่เลยสักนิด มีเพียงรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก—รอยยิ้มที่ทำให้คิมหันต์ใจหายวาบ
“ไม่ต้องห่วงหครับคุณหญิง... เอ้ย ไม่ใช่สิครับ” ปั้นสิบหัวเราะในลำคอเบาๆ น้ำเสียงกวนประสาทที่คุ้นเคยถูกงัดขึ้นมาใช้เพื่อปกปิดความสั่นไหวในดวงตาคู่สวย “ผมไม่ได้หน้าด้านพอที่จะเอาตัวเองไปเกาะบันไดตระกูลใหญ่ของคุณหรอกครับ พอดีว่าผมมีมือมีเท้า มีสมอง และที่สำคัญ... ผมมีศักดิ์ศรีมากพอที่จะหาเงินเลี้ยงชีพด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาเมตตาซื้อหัวผมด้วยเศษเงินหรอกนะ”
“ปั้นสิบ!” คิมหันต์ตะคราอกลวดเสียงกร้าว หัวใจของเขาหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อเห็นรอยยิ้มหยันนั้น
“ส่วนคุณ...” ปั้นสิบหันขวับมาสบตากับร่างสูงที่ก้าวเข้ามาประชิด ดวงตากลมโตคู่นั้นไหวระริกชั่วเสี้ยววินาที ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความแข็งกระด้างที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อกำแพงป้องกันตัวเอง “ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือที่ผ่านมานะ... คิมหันต์ แต่คิดเสียว่าเราต่างคนต่างอยู่ เคลียร์กันให้จบแค่นี้เถอะ ฉันไม่อยากเป็นภาระใคร และไม่อยากให้ใครเอาเรื่องของฉันไปเป็นข้ออ้างในการดูถูกอีกต่อไปแล้ว”
“พูดบ้าอะไรของเธอ! ใครบอกให้เธอตัดสินใจแบบนี้วะ!” คิมหันต์พุ่งเข้าไปคว้าข้อแขนเรียวไว้แน่น แรงบีบสะท้อนความตื่นตระหนกและหวาดกลัวที่เขาไม่เคยแสดงให้ใครเห็นมาก่อน มือหนาสั่นเทาเล็กน้อยยามที่นิ้วเรียวกำรอบข้อมือนั้นราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะสลายหายไปต่อหน้า “ฟังฉันนะปั้นสิบ เรื่องนี้ฉันจัดการเอง อย่ามาทำเป็นเก่งแล้วตัดจบปัญหาด้วยการผลักฉันออกไปแบบนี้!”
“ปล่อยครับ!” ปั้นสิบสะบัดแขนออกอย่างแรงจนหลุดพ้นจากการเกาะกุม ดวงตาสองคู่ประสานกันท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก “คุณจัดการอะไรได้บ้างล่ะคิม? คุณจัดการแม่ของคุณได้ไหม? คุณจัดการพริมโรสได้หรือเปล่า? ถ้ายังทำไม่ได้ ก็อย่ามาทำเป็นพูดคำว่า *‘จัดการเอง’* ให้ฉันหลงเชื่ออีกเลย... เราพอแค่นี้เถอะครับ”
ประโยคสุดท้ายกรีดแทงลงกลางใจของสถาปนิกหนุ่มจนชาดิก คิมหันต์อ้าปากค้าง ไร้ซึ่งคำแก้ตัวใดๆ จะเอื้อนเอ่ย เพราะความจริงที่ปั้นสิบพูดมันแทงใจดำและถูกต้องจนเขาเถียงไม่ออก
คุณหญิงมณฑายืนมองภาพนั้นด้วยความพึงพอใจลึกๆ “เห็นไหมล่ะตาคิม เด็กนี่มันฉลาดพอที่จะรู้ว่าตัวเองยืนอยู่ตรงไหน กลับบ้านกับแม่ซะ อย่าทำตัวไร้สาระให้มันมากนักเลย”
“คุณแม่กลับไปก่อนครับ” คิมหันต์กล่าวลอดไรฟัน น้ำเสียงเย็นเยียบจนคุณหญิงมณฑาชะงักไป “ผมบอกให้กลับไปก่อน!”
“ตาคิม! แกกล้าไล่ฉันเหรอ!”
“ผมบอกให้กลับไป!” คิมหันต์ตวาดลั่นลานจอดรถเป็นครั้งแรกในชีวิต ดวงตาคมกริบแดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยวและอัดอั้นตันใจจนน่ากลัว คุณหญิงมณฑากัดฟันกรอดด้วยความโกรธ ก่อนจะสะบัดหน้าขึ้นรถหรูแล้วขับออกไปอย่างรวดเร็วด้วยความหัวเสีย
เมื่อความเงียบกลับมาปกคลุมอีกครั้ง คิมหันต์ก็หันขวับกลับมามองคนที่กำลังก้าวเท้าถอยหลังหนี
“จะไปไหนอีก?” เสียงของเขาแหบพร่า
“กลับห้องของฉัน... ที่ไม่มีคุณ” ปั้นสิบตอบเสียงเรียบ พยายามก้าวผ่านหน้าเขาไป แต่คิมหันต์เร็วกว่า ร่างสูงก้าวเข้าไปขวางทางแล้วดันแผ่นหลังบางติดเข้ากับกำแพงปูนเย็นเยียบของเสาคอนโด ล้อมกรอบด้วยสองแขนแกร่งที่ไม่ยอมให้ขยับไปไหน
“ปล่อยนะ! บอกให้ปล่อยไงคุณคิม!” ปั้นสิบดิ้นรนทุบไหล่หนา ทว่าแรงแค่นั้นไม่ต่างอะไรกับการนวดตัวให้สถาปนิกหนุ่มผู้คลั่งรักและกำลังสติแตก
“ไม่ปล่อย!” คิมหันต์ก้มหน้าลงมาจนหน้าผากชิดกัน ลมหายใจร้อนผ่าวรดรินอยู่ริมฝีปากบางที่ยังคงเม้มแน่น แววตาของคุณชายน้ำแข็งในยามนี้แตกสลายและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ “เธอคิดจะเขี่ยฉันทิ้งง่ายๆ แบบนี้เหรอปั้นสิบ? คิดว่าฉันเป็นตัวอะไร หนอย... เก่งนักนะ กล้าดียังไงมาบอกให้พอแค่นี้!”
“แล้วจะให้ฉันทำยังไงวะ!” ในที่สุดปั้นสิบก็ระเบิดอารมณ์ออกมา หยดน้ำใสคลอเบ้าตาสวยอย่างสุดกลั้น “ให้ฉันทนอยู่เป็นตัวตลกท่ามกลางสงครามประสาทของแม่คุณกับคู่หมั้นเหรอ? ให้ฉันยืนรอวันที่คุณเคลียร์ทุกอย่างเสร็จโดยไม่รู้เลยว่าเมื่อไหร่เนี่ยนะ? ฉันเหนื่อยคิม... ฉันเหนื่อยจนไม่อยากจะสู้เพื่ออะไรบ้าๆ นี่อีกแล้ว!”
คำว่า *‘เหนื่อย’* จากปากของคนปากแข็งทำให้คิมหันต์เหมือนถูกค้อนยักษ์ทุบเข้าที่กลางอก ความโกรธเกรี้ยวทั้งมวลมลายหายสิ้น เหลือเพียงความกลัว... ความกลัวที่จะสูญเสียคนคนนี้ไปตลอดกาล
มือหนาเลื่อนขึ้นประคองใบหน้าหวานที่เปื้อนคราบน้ำตา นิ้วโป้งเกลี่ยปาดหยดน้ำใสออกให้อย่างทะนุถนอม ผิดกับมาดหยิ่งผยองโดยสิ้นเชิง
“ฉันไม่ให้เธอเหนื่อยคนเดียวหรอก...” คิมหันต์กระซิบชิดริมฝีปาก เสียงสั่นเครือเล็กน้อยอย่างที่ปั้นสิบไม่เคยได้ยินมาก่อน “ขอเวลาฉันอีกนิดเดียว... ปั้นสิบ อย่าเพิ่งตัดใจจากฉัน ได้โปรด”
ปั้นสิบเบือนหน้าหนีสัมผัสอุ่นร้อนนั้น หัวใจเจ้ากรรมเต้นกระหน่ำรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ความโกรธที่มีถูกแทนที่ด้วยความโหยหาและความเจ็บปวดที่ตีรวนอยู่ในท้อง
“สายไปแล้วครับคุณคิม...” ปั้นสิบแค่นยิ้มทั้งน้ำตา “เพราะตอนนี้... ฉันถอยออกมาแล้วจริงๆ”
ในจังหวะที่คิมหันต์กำลังจะเอ่ยคำพูดบางอย่างเพื่อรั้งร่างบางไว้ เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงตะโกนเรียกชื่อก็ดังแทรกขึ้นมาจากทางเข้าลานจอดรถ
“ไอ้คิม! ให้ตายเถอะ มึงอยู่นี่เองเหรอวะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว พริมโรส...”
ภาคินวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหยุดชะงักเมื่อเห็นภาพตรงหน้า ดวงตาคมเบิกกว้างด้วยความตกใจกับบรรยากาศมาคุระหว่างเพื่อนสนิทและนายเอกหนุ่มที่กำลังยืนเผชิญหน้ากันด้วยคราบน้ำตา
คิมหันต์สบถในลำคออย่างหัวเสีย หันไปถลึงตาใส่เพื่อนสนิทที่เข้ามาขัดจังหวะความเป็นตายของชีวิตรักเขา
ทว่า... ก่อนที่คิมหันต์จะทันได้หันกลับมาเคลียร์กับปั้นสิบ ร่างบางที่ฉวยโอกาสจังหวะชุลมุนนี้สะบัดตัวหลุดจากการพันธนาการได้อย่างเด็ดขาด ปั้นสิบวิ่งหายลับเข้าไปในประตูลิฟต์ของตึกทันทีโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
“เฮ้ย!” คิมหันต์พุ่งตามไปคว้าอากาศไว้ได้เพียงความว่างเปล่า ประตูลิฟต์ปิดสนิทลงพร้อมกับตัวเลขชั้นที่พุ่งทะยานขึ้นด้านบนอย่างรวดเร็ว
สถาปนิกหนุ่มยืนนิ่งค้างอยู่หน้าลิฟต์ หมัดหนาชกเข้ากับกำแพงปูนเต็มแรงจนเลือดซึมออกมาจากข้อสนับมือ
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนข้อความจากโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงของคิมหันต์ก็ดังขึ้นอย่างแหลมคม เขารีบหยิบขึ้นมาเปิดดูด้วยความหวังลมๆ แล้งๆ ว่าอาจจะเป็นข้อความจากปั้นสิบ
ทว่า... หน้าจอกลับปรากฏภาพถ่ายและข้อความสั้นๆ จากเบอร์แปลกที่ส่งตรงมาจากโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง
*“คุณพริมโรสประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์หลังออกจากบ้านคุณหญิงมณฑา อาการสาหัส... และตอนนี้กำลังเรียกหาคุณคิมหันต์คนเดียวค่ะ”*
หัวใจที่กำลังแตกสลายของคิมหันต์หล่นวูบลงไปถึงตาตุ่มอีกครั้ง ร่างสูงชะงักงัน ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงเมื่อตระหนักได้ว่า... เขากำลังยืนอยู่บนทางแยกที่หากเลือกผิดเพียงก้าวเดียว เขาจะสูญเสียปั้นสิบไปตลอดกาล หรือไม่ก็ต้องแลกมันด้วยชีวิตของคนอื่น!
--------------------------------------------------
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและส่งกำลังใจให้คุณชายซึนกับน้องปั้นสิบมาจนถึงตอนนี้นะคะ! หวังว่าจะยังไม่ปาหมอนใส่ไรต์กันน้า เตรียมทิชชลรอกันไว้ได้เลยเพราะตอนหน้าตับพังแน่ค่ะ! ❤️
กับดักร้ายคุณชายสายซึน•ตอนที่ 22
ทางแยกของความสัมพันธ์
ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับดักร้ายคุณชายสายซึน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!