"หลบไปภาคิน!"
เสียงทุ้มต่ำที่ลอดผ่านไรฟันของคิมหันต์ดังขึ้นพร้อมกับแรงผลักไหล่เพื่อนสนิทออกให้พ้นทาง สถาปนิกหนุ่มทายาทตระกูลดังในชุดสูทเนื้อดีที่ยับยู่ยี่เล็กน้อยจากการทำงานหามรุ่งหามค่ำ ไม่ได้สนใจสีหน้าตื่นตระหนกของภาคินแม้แต่น้อย สายตาคมกริบดั่งใบมีดน้ำแข็งกวาดมองไปทั่วสตูดิโอออกแบบที่ตอนนี้เงียบกริบราวกับป่าช้า พนักงานทุกคนต่างก้มหน้าก้มตาแสร้งทำเป็นง่วนอยู่กับงานบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่หูคอยเงี่ยฟังมหากาพย์ละครหลังข่าวภาคค่ำขนาดย่อมที่กำลังจะอุบัติขึ้น
คุณแม่ผู้ทรงอิทธิพลแห่งตระกูลจิระวัฒนากุลกำลังก้าวเข้ามาพร้อมกับคุณพ่อของพริมโรส—คู่หมั้นทางธุรกิจที่ผู้ใหญ่ขีดเส้นตายเอาไว้ให้—ในขณะที่เป้าหมายตัวจริงของคิมหันต์ในยามนี้ไม่ใช่การรับมือกับแขกผู้ใหญ่ที่บุกมาเซอร์ไพรส์ถึงถิ่น แต่เป็นแผ่นหลังบอบบางของใครบางคนที่กำลังก้มหน้าเก็บกระดาษแปลนงานลงกระเป๋าเป้สะพายหลังอย่างเร่งรีบเพื่อชิ่งหนีสถานการณ์ชวนอึดอัดนี้
"ปั้นสิบ! หยุดเดี๋ยวนี้"
คิมหันต์สาวเท้ายาวๆ เข้าไปขวางหน้าโต๊ะทำงานของนักศึกษาฝึกงานปี 4 ทันที ร่างสูงโปร่งกั้นขวางทางออกเดียวเอาไว้ด้วยลำตัว ปลายจ้องมองอีกฝ่ายด้วยแววดุๆ ที่ซ่อนความร้อนรนไว้มิดชิด ปั้นสิบเงยหน้าขึ้นสบตา ชายหนุ่มรุ่นน้องเม้มริมฝีปากแน่น ดวงตากลมโตฉายแววพยศและดื้อรั้นอย่างที่เขาเกลียดนักแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันดึงดูดสายตาเขาได้ทุกที
"หลบครับ... เอ๊ย หลบสครับ... หลus... หลบครับคุณคิม ผมจะรีบกลับ" ปั้นสิบเผลอหลุดปากพูดติดอ่างด้วยความลนลานก่อนจะรีบแก้คำพูดแทบไม่ทันเมื่อนึกขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายเกลียดการถูกต่อรองที่สุด
"อย่ามาเล่นลิ้นกับฉัน ปั้นสิบ ตามมาคุยกันที่ระเบียงเดี๋ยวนี้"
"ผมไม่มีอะไรจะคุยกับสถาปนิกปากจัดอย่างคุณ ปล่อย! แขกผู้ใหญ่ของคุณเดินมาถึงหน้าลิฟท์โน่นแล้ว อยากไปต้อนรับว่าที่พ่อตาว่าที่แม่ยายก็เชิญตามสบายเถอะครับ ผมมันแค่ลูกจ้างต๊อกต๋อย ไม่มีสิทธิ์ไปยืนเก๊กหล่ออยู่ตรงนั้นหรอก"
วาจาเชือดเฉือนพ่นออกมาเป็นชุดราวกับปืนกล น้ำเสียงติดประชดประชันนั้นทำให้กรามคมของคิมหันต์ขบเข้าหากันแน่น ความหึงหวงที่ก่อตัวสุมอกตั้งแต่เห็นพริมโรสเดินควงแขนคุณแม่เข้ามาในตึกเมื่อครู่ บวกกับความอึดอัดที่สะสมมาหลายสัปดาห์ระเบิดเปรี้ยงออกมาในหัว
ควบ!
มือหนาคว้าข้อมือเรียวของปั้นสิบไว้มั่น ออกแรงดึงไม่ให้อีกฝ่ายถอยหนี ก่อนจะลากตัวรั้นๆ นั้นพุ่งตรงไปยังระเบียงกระจกด้านนอกของสตูดิโอที่ติดกับสวนหย่อมลอยฟ้า ซึ่งปลอดผู้คนและเสียงรบกวนจากภายนอก ท่ามกลางเสียงอุทานเบาๆ ของภาคินที่ยืนลุ้นจนตัวโก่งอยู่ห่างๆ
ประตูบานกระจกเลื่อนปิดลงเบาๆ ตัดขาดเสียงจอแจด้านนอก เหลือเพียงเสียงลมหายใจหอบกระชั้นของคนทั้งคู่ที่ยืนประจันหน้ากันท่ามกลางแสงไฟสลัวยามค่ำคืน
"ปล่อยนะเว้ย! คุณคิม บ้าอำนาจนักหรือไงวะ ถึงได้ชอบลากตัวคนอื่นตามใจชอบเนี่ย!" ปั้นสิบสะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุมอย่างแรง ทว่าคนตัวสูงกว่ากลับพลิกสถานการณ์ด้วยการก้าวประชิด บีบไหล่ลาดทั้งสองข้างไว้เบาๆ แล้วดันแผ่นหลังบางให้แนบชิดกับผนังกระจกใสด้านหลัง เป็นการปิดตายทุกทางหนี
คิมหันต์โน้มใบหน้าลงมาใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้าที่ข้างแก้ม กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือกลิ่นกาแฟเข้มๆ และความเครียดจากการทำงานโชยเข้าแตะจมูก จนปั้นสิบต้องรีบเบือนหน้าหนี หัวใจเจ้ากรรมเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินเสียงมัน
"มองหน้าฉัน ปั้นสิบ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยสั่งด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าเล็กน้อยอย่างผิดวิสัย
"ไม่มอง! ปล่อยผมนะ บอกแล้วไงว่าผมต้องรีบกลับไปปั่นงานส่งอาจารย์ แล้วก็... ไปดูแลว่าที่คู่หมั้นของคุณนู่น ไป๊!" ปั้นสิบจงใจเน้นเสียงคำว่า 'คู่หมั้น' ให้บาดหูที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดวงตาคู่สวยรื้นหยดน้ำใสๆ ด้วยความน้อยใจที่เจ้าตัวพยายามกลั้นเอาไว้สุดชีวิต แต่ท่าทางพยศปนความน้อยเนื้อต่ำใจนั้นกลับยิ่งทำให้คิมหันต์รู้สึกเหมือนมีก้อนสะอื้นจุกอยู่ที่คอ
"หึงเหรอ..."
คำถามสั้นๆ แต่ทิ่มแทงตรงกลางใจดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันของค่ำคืน คิมหันต์จ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่ไหวระริก "หึงที่เห็นฉันยืนอยู่กับพริมโรส หรือหึงที่แม่ฉันพาผู้หญิงคนนั้นมาที่นี่?"
"ใครหึง! บ้าหรือเปล่า! ผมเนี่ยนะจะไปหึงคุณ คนหลงตัวเอง!" ปั้นสิบเถียงเสียงแข็ง ใบหน้าเนียนขึ้นสีแดงจัดลามไปถึงใบหูอย่างปิดไม่มิด อาการปฏิសธหัวชนฝาแบบนั้นไม่ได้ทำให้คิมหันต์เชื่อเลยสักนิด ตรงกันข้าม... มันคหลักฐานชั้นดีว่าเด็กนี่กำลังร้อนรนจนหาทางออกไม่เจอ
"ปากแข็งชะมัด..." คิมหันต์พึมพำกับตัวเองด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่นานๆ ครั้งปั้นสิบจะได้เห็น และมันอันตรายต่อหัวใจของเขาเสียยิ่งกว่าตอนที่อีกฝ่ายทำหน้าดุเสียอีก
"ถ้าผมปากแข็ง แล้วคุณมาต้อนผมจนมุมที่นี่ทำไมเล่า! อยากแต่งงานกับไฮโซสาวนักก็เชิญส- อุบ..."
คำพูดตัดพ้อถูกกลืนหายไปในลำคอทันที เมื่อริมฝีปากอุ่นร้อนทาบทับลงมาปิดกั้นคำพูดประชดประชันทั้งหมดอย่างไร้การเตือนล่วงหน้า!
โลกทั้งใบคล้ายหยุดหมุนไปชั่วขณะ ปั้นสิบเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้เป็นหิน สมองขาวโพลนคิดอะไรไม่ออกเมื่อสัมผัสละมุนละไมแต่ทว่าหนักแน่นและรุกไล่เริ่มแทรกซึมเข้ามา ความนุ่มหยุ่นที่แนบชิดทำให้สติที่เหลืออยู่วาร์ปหายไปในพริบตา กลิ่นอายความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของแผ่ซ่านออกมาจากตัวสถาปนิกหนุ่มที่ตอนนี้กำลังสติหลุดไม่แพ้กัน
คิมหันต์ไม่ได้ล่วงเกินไปมากกว่าการประกบจูบซับความดื้อรั้นบนริมฝีปากอิ่มอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ผละใบหน้าออกมาช้าๆ ปล่อยให้หน้าผากของเขากับอีกฝ่ายแตะชิดติดกัน ลมหายใจร้อนผ่าวรดรินอยู่ใกล้แค่เอื้อม แววตาของคุณชายน้ำแข็งในตอนนี้ไม่มีความเยือกเย็นหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงประกายความอ่อนโยนที่ร้อนแรงและสั่นไหวอย่างรุนแรง
"ฉันไม่ได้อยากแต่งงานกับใครทั้งนั้น..." คิมหันต์กระซิบเสียงพร่าชิดริมฝีปากของคนตรงหน้า น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นน้อยๆ แต่หนักแน่นพอที่จะทำให้คนฟังหยุดหายใจ
"..." ปั้นสิบเม้มปากแน่น หัวใจเต้นรัวจนแทบทะลุออกมานอกอก สมองตื้อตันไปหมดกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น
"คนที่ฉันอยากให้ยืนข้างๆ ในทุกโปรเจกต์... และในทุกๆ วันของชีวิต มีแค่เธอคนเดียวเท่านั้นแหละ ปั้นสิบ"
คำสารภาพที่หลุดออกมาจากปากของคนปากแข็งระดับพรีเมียมทำเอาปั้นสิบสมองระเบิดเป็นจุล ความร้อนพุ่งพล่านขึ้นมาบนใบหน้าจนแทบไหม้เกรียม ริมฝีปากอิ่มอ้าพะงาบๆ จะเถียงกลับแต่ก็เรียบเรียงคำพูดไม่ได้สักคำ
ทว่า... ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังหวานซึ้งจนหยดย้อยและหัวใจของคนทั้งคู่กำลังเต้นเป็นจังหวะเดียวกันนั้นเอง
แกร๊ก!
เสียงเปิดประตูกระจกบานเลื่อนด้านหลังดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงของภาคินที่โผล่พรวดเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนกสุดขีดราวกับเจอผีกลางวันแสกๆ
"ไอ้คิม! ซวยฉิบหายแล้วเว้ย! แม่แกกับพริมโรส... ตอนนี้ท่านพังประตูห้องทำงานแกเข้ามาแล้วโว้ย!"
——————————
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาฟินและอินไปกับความปากแข็งของคู่กัดคู่นี้นะคะ หวังว่าจะชอบฉากเคลียร์ใจริมระเบียงนี้กันนะคะ เจอกันตอนหน้าค่ะ!
กับดักร้ายคุณชายสายซึน•ตอนที่ 14
เคลียร์ใจริมระเบียง
ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับดักร้ายคุณชายสายซึน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!