กับดักร้ายคุณชายสายซึน•ตอนที่ 15

โปรเจกต์เดือด

ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
"ถ้าคุณยังกล้าก้าวเข้ามาในพื้นที่ของผมอีกก้าวเดียว... ผมจะฟ้องบุกรุกให้คุณไปอธิบายกับตำรวจแทนที่จะเป็นผม!" เสียงทุ้มต่ำที่กรอด้วยความเกรี้ยวกราดดังลอดออกมาจากโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูที่ถูกเปิดสปีกเกอร์โฟนไว้บนเบาะหน้าของรถยนต์อเนกประสงค์คันโต ปั้นสิบสะดุ้งเล็กน้อย เหล่สายตามองเสี้ยวหน้าด้านข้างของคิมหันต์ที่กำลังกำพวงมาลัยแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ใบหน้าหล่อเหลาคมคายบึ้งตึงยิ่งกว่าตอนเจอฝาท่อตันหน้าไซต์งานเสียอีก นี่คือผลพวงจากเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน เมื่อคุณแม่ผู้บังเกิดเกล้าของสถาปนิกหนุ่มกับคุณพริมโรส คู่หมั้นสาวตัวแสบ เล่นใหญ่รัชดาลัยด้วยการพังประตูห้องทำงานส่วนตัวของคิมหันต์เข้ามาหวังจะเซอร์ไพรส์เรื่องทริปดูงานต่างจังหวัด แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับเป็นการระเบิดลงของเจ้าของห้องที่แทบจะกวาดทุกอย่างบนโต๊ะทิ้งเพื่อไล่แขกไม่ได้รับเชิญออกจากอาณาจักรส่วนตัว "แกนี่มัน... เหลืออดจริงๆ คิมหันต์!" เสียงปลายสายของผู้เป็นแม่หวีดแหลมลอดมาด้วยความโมโหก่อนจะตัดสายทิ้งไปอย่างไร้เยื่อใย บรรยากาศในรถเงียบกริบ มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ดีเซลคำรามเบาๆ และเสียงแอร์ที่เย็นเฉียบตัดกับอุณหภูมิความเดือดดาลในใจของคนขับ ปั้นสิบยกมือขึ้นกอดอก พยายามกลั้นยิ้มขบขันที่เกือบจะหลุดออกมาจากมุมปาก แต่มันช้าไป... คิมหันต์หันขวับมามองทันควัน สายตาดุราวกำลังจะกินเลือดกินเนื้อพุ่งตรงมาที่เขา "ขำอะไรของนาย ปั้นสิบ?" เสียงทุ้มห้วนกระด้างถามลอดไรฟัน "เปล่าครับ... อ้ะ! เปล่าค่ะ!" ปั้นสิบรีบแก้คำสรรพนามแทบไม่ทันเมื่อตระหนักได้ว่าตัวเองเผลอหลุดปากพูดภาษาถิ่นเด็กช่างออกมา เพราะไม่อย่างนั้นมีหวังโดนคุณชายน้ำแข็งจอมเอาแต่ใจจอดรถทิ้งกลางทางด่วนข้อหาหมิ่นประมาทแน่นอน "ฉันหมายถึง... ฉันแค่หายใจเข้าแรงไปหน่อย คุณหันกลับไปมองถนนเถอะค่ะ เดี๋ยวพาฉันไปเสี่ยงตายที่ไหนขึ้นมา โปรเจกต์รีสอร์ทห้าดาวที่จังหวัดกาญจน์ฯ ของคุณจะกลายเป็นอนุสาวรีย์หมู่คณะเอานะคะ" "ปากเก่ง" คิมหันต์เค้นเสียงลอดไรฟัน สลัดสายตาคมกริบกลับไปมองถนนเบื้องหน้าต่อ แต่กล้ามเนื้อกรามที่ยังคงขบกันเป็นสันนูนฟ้องชัดว่าอารมณ์ของเจ้าตัวยังไม่เข้าที่เข้าทาง "ถ้าไม่ใช่เพราะคุณอาบังคับให้ฉันคีบ 'ตัวภาระ' อย่างนายพ่วงท้ายมาด้วยเพื่อเก็บรายละเอียดหน้างานนะ ป่านนี้ฉันนั่งเคลียร์แบบอยู่ในห้องแอร์เย็นๆ ไปนานแล้ว ไม่ต้องมาทนฟังเสียงบ่นน่ารำคาญแบบนี้หรอก" "อ้าว คุณคิม! พูดจาให้มันน้อยๆ หน่อยนะคะ" ปั้นสิบหันขวับ ดวงตากลมโตเป็นประกายวาวด้วยความไม่ยอมคน "ตัวภาระอะไรล่ะคะ? ฉันเป็นผู้ช่วยสถาปนิกมือหนึ่งที่อาจารย์โปรเจกต์ส่งมาช่วยแก้ปัญหาหน้างานเฉพาะกิจต่างหาก ถ้าไม่มีสมองอย่างฉันช่วยเซฟดีไซน์แปลกๆ ของคุณไว้ ป่านนี้เสาเข็มที่รีสอร์ทนั่นคงทรุดกลายเป็นบ้านผีสิงไปแล้วมั้ง!" "หึ มือหนึ่ง?" คิมหันต์แค่นหัวเราะในลำคอ ปรายตามองร่างโปร่งที่นั่งหน้ามุ้ยอยู่เบาะข้างๆ แวบหนึ่ง "มือหนึ่งหรือมือปลาหมึกที่คอยแต่จะหาเรื่องเถียงฉันทุกฝีก้าวกันแน่... นั่งนิ่งๆ ไปเลยนะ ปั้นสิบ ถึงรีสอร์ทเมื่อไหร่ นายจะได้รู้ซึ้งว่านรกบนดินของจริงมันหน้าตาเป็นยังไง" รถยนต์คันหรูพุ่งทะยานออกสู่ถนนสายหลักมุ่งหน้าสู่ภาคตะวันตกของประเทศ ทว่ายิ่งเดินทางไกลออกไปเท่าไหร่ บรรยากาศภายในห้องโดยสารกลับไม่ได้เบาบางลงเลย ความแคบของพื้นที่จำกัดราวกับบีบให้สนามอารมณ์ของคนทั้งคู่ขยับเข้ามาใกล้กันจนน่าอึดอัด แสงแดดช่วงบ่ายที่ส่องผ่านกระจกหน้ารถกระทบเข้ากับผิวเนียนของปั้นสิบ ทำให้อีกฝ่ายต้องขยับตัวหยิบเสื้อคลุมมาสวมทับ แต่ด้วยความที่เบาะรถปรับเอนได้ไม่มากนัก ข้อศอกของทั้งคู่จึงเผลอชนกันเข้าอย่างจัง "อุ๊ย!" ปั้นสิบอุทานเบาๆ ชักแขนกลับแทบไม่ทัน "ซุ่มซ่าม" คิมหันต์พึมพำเสียงเบา แต่สายตากลับเหลือบมองข้อมือขาวที่ขึ้นรอยแดงจางๆ จากการกระแทกเมื่อครู่แวบหนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือไปปรับช่องแอร์ฝั่งคนนั่งให้ลมเย็นปะทะตัวอีกฝ่ายน้อยลงโดยไม่เอ่ยปากพูดอะไรสักคำ ปั้นสิบสังเกตเห็นการกระทำนั้น หัวใจดวงน้อยที่ควรจะเต้นเป็นจังหวะปกติกลับกระตุกวูบอย่างไม่ทราบสาเหตุ ความซึนเดระ레ของคนข้างกายมันช่างเป็นอาวุธร้ายกาจ ปากร้ายใจดีแบบนี้มันน่าจับมาตีให้ตายนัก! เวลาล่วงเลยไปเกือบสามชั่วโมง ทิวทัศน์สองข้างทางเปลี่ยนจากตึกรามบ้านช่องหนาแน่นเป็นผืนป่าและภูเขาสลับซับซ้อน จนในที่สุดรถก็เลี้ยวเข้ามาจอดสนิทหน้าสำนักงานชั่วคราวประจำไซต์งานก่อสร้างรีสอร์ทขนาดใหญ่กลางหุบเขา อากาศที่นี่อบอ้าวและร้อนระอุยิ่งกว่าในกรุงเทพฯ หลายเท่าตัว เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามกรอบหน้าคมคายของคิมหันต์ทันทีที่ก้าวลงจากรถ เจ้าตัวถอดสูทตัวนอกพาดไว้ที่แขน ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตสีขาวออกสองเม็ดเผยให้เห็นผิวเนื้อเนียนและไหปลาร้าชัดเจน ภาพสถาปนิกหนุ่มลุคเซอร์แต่ยังคงความเนี้ยบทำเอาปั้นสิบเผลอกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดๆ "ยืนบื้ออะไรอยู่ล่ะ? หยิบแปลนกับแท็บเล็ตตามมาสิ หรือจะรอให้แดดเผาจนสมองฝ่อไปซะก่อน" คิมหันต์หันมาเอ็ดเสียงเข้มเมื่อเห็นอีกฝ่ายยืนเหม่อ "รู้แล้วน่า คุณนี่มันบ้างานจนลืมหายใจหรือไงคะ ร้อนจะตายอยู่แล้วยังจะทำหน้ายักษ์ใส่อีก" ปั้นสิบพึมพำงึมงำบ่นอุบอิบ แต่ก็รีบคว้ากระเป๋าอุปกรณ์แล้วสาวเท้าก้าวยาวๆ เดินตามแผ่นหลังกว้างของอีกฝ่ายเข้าไปในโซนก่อสร้างที่กำลังดำเนินงานอย่างขันแข็ง ฝุ่นละอองและกลิ่นอายของปูนซีเมนต์คละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ทั้งคู่เดินตรวจความเรียบร้อยของโครงสร้างอาคารหลักทีละจุด คิมหันต์สวมหมวกนิรภัยสีขาว ใบหน้าเคร่งเครียดจริงจังยามเมื่อตรวจเช็กแบบแปลนในมือเทียบกับหน้างานจริง สมกับฉายาคุณชายน้ำแข็งผู้ไม่เคยปรานีใครยามทำงาน ปั้นสิบทำหน้าที่เป็นลูกมือคอยจดบันทึกและวัดระยะอย่างคล่องแคล่ว แม้ปากจะเถียงกันตลอดทาง แต่เคมีในการทำงานของทั้งคู่กลับเข้าขากันอย่างน่าประหลาด จนกระทั่งพวกเขาเดินเข้ามาสำรวจโซนห้องพัก VIP โซนติดหน้าผาที่กำลังเทปูนชั้นบนสุด ลมพัดกรรโชกแรงครั้งใหญ่หอบเอาฝุ่นเข้าตาปั้นสิบจนต้องหลับตาปี๋เซถอยหลังไปสะดุดเข้ากับเศษเหล็กเส้นที่วางระเกะระラ "ระวัง!" เสียงทุ้มตะโกนลั่นพร้อมกับท่อนแขนแข็งแกร่งที่พุ่งเข้ามาคว้าเอวบางของปั้นสิบเอาไว้ได้ทัน แรงเหวี่ยงทำให้ร่างทั้งสองร่างล้มกลิ้งลงไปบนกองโฟมกันกระแทกแผ่นใหญ่อย่างไม่เป็นท่า ปั้นสิบลืมตาขึ้นด้วยความตกใจ พบว่าตัวเองนอนทาบทับอยู่บนแผงอกกว้างของคิมหันต์ โดยมีมือหนาโอบกระชับรอบเอวเขาไว้แน่นเพื่อป้องกันไม่ให้กระแทกกับพื้นคอนกรีตแข็งๆ ระยะห่างระหว่างใบหน้า... ใกล้ชิดเสียจนลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดริมฝีปากของกันและกัน ดวงตากลมโตของปั้นสิบเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง ขณะที่นัยน์ตาคมกราบของคิมหันต์มองจ้องเข้ามาในดวงตาของเขาด้วยประกายไฟบางอย่างที่ร้อนระอุยิ่งกว่าแดดช่วงบ่าย หัวใจของคนทั้งคู่เต้นโครมครามดังแข่งกับเสียงเครื่องจักรในไซต์งาน ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยเคมีอันตรายที่พร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ "นาย... ชักจะซุ่มซ่ามเกินไปแล้วนะ ปั้นสิบ" คิมหันต์กระซิบเสียงพร่า แววตาคมกริบไหวระริก ปลายจมูกโด่งคลอเคลียอยู่ข้างแก้มใสอย่างลืมตัว "ก็... ก็คุณไม่บอกนี่คะว่าตรงนั้นมีเศษเหล็ก..." ปั้นสิบเสียงสั่นพร่า หัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก สมองขาวโพลนคิดคำเถียงไม่ออกแม้แต่คำเดียว คิมหันต์ไม่ตอบ ปลายนิ้วเรียวที่เคยถือแต่ดินสอออกแบบ ค่อยๆ เลื่อนขึ้นมาเกลี่ยปอยผมที่ปรกหน้าผากเนียนออกให้อย่างเบามือ สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้งที่เจ้าตัวพยายามเก็บซ่อนมาตลอด และก่อนที่ใครจะได้ทันตั้งตัว สถาปนิกหนุ่มก็ขยับใบหน้าเข้ามาใกล้จนริมฝีปากแทบจะสัมผัสกัน "ถ้าเกิดนายเป็นอะไรไป... ฉันคง..." กริ๊งงงงง! เสียงริงโทนโทรศัพท์มือถือราคาแพงในกระเป๋าเสื้อของคิมหันต์ดังแทรกขึ้นทำลายบรรยากาศสีชมพูละมุนลงอย่างไม่รู้เวล่ำเวลา เจ้าตัวขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด แต่เมื่อก้มลงมองหน้าจอที่แสดงชื่อผู้โทรเข้า ร่างหนาก็ชะงักกึก สีหน้าเปลี่ยนเป็นความตกตะลึงระคนเคร่งเครียดในพริบตา ปั้นสิบรีบดันตัวลุกขึ้นด้วยใบหน้าที่แดงก่ำร้อนผ่าวไปถึงใบหู จัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ด้วยความกระอักกระอ่วน "ใครโทรมาคะ... หน้าตาคุณดูเครียดๆ นะ" คิมหันต์เงยหน้าขึ้นมองปั้นสิบด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน เขากดรับสายโดยไม่ละสายตาไปจากคนตรงหน้า ทว่าเสียงปลายสายที่ดังลอดออกมาผ่านสปีกเกอร์โฟนโดยไม่ได้ตั้งใจ กลับทำให้เลือดในกายของทั้งคู่เย็นเฉียบลงทันที *"คิม! แกอยู่ที่รีสอร์ทใช่ไหม? ฉันกับแม่แกเพิ่งจองตั๋วเครื่องบินตามไปสมทบกับแกแล้วนะ... ตอนนี้เรากำลังนั่งแท็กซี่ไปที่ไซต์งานของแก อีกสิบนาทีถึง!"* เสียงของพริมโรสดังชัดถ้อยชัดคำ ทำเอาปั้นสิบอ้าปากค้าง ส่วนคิมหันต์ถึงกับสบถออกมาคำโตอย่างเหลืออด ---------------------------------------- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาฟินและลุ้นไปกับความซึนของพี่คิมกับน้องปั้นด้วยกันนะคะ! แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ หิมะแรกในโตเกียว
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับดักร้ายคุณชายสายซึน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%