"ถ้าคุณยังขยับเข้ามาใกล้กว่านี้อีกเซนติเมตรเดียว... ฉันไม่รับรองความปลอดภัยของสติคุณนะ, คุณสถาปนิก"
เสียงหวานใสที่เจือความท้าทายเล็กน้อยเอ่ยขึ้น ในระยะประชิดจนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้าที่ข้างแก้มอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปั้นสิบไม่ได้ถอยหลังหนี แม้ว่าแผ่นหลังจะชนเข้ากับผนังกระจกใสของห้องทำงานบนชั้นเพนต์เฮาส์ที่มองเห็นวิวกรุงเทพฯ ยามค่ำคืนระยิบระยับ ทว่าแววตากลับพราวระยับด้วยความสนุกสนานที่ได้เห็น 'คุณชายน้ำแข็ง' ผู้เคร่งขรึมและถือตัว กำลังเสียอาการจนมุมด้วยฝีมือของเด็กฝึกงานที่เขาเคยประกาศกร้าวว่าน่ารำคาญนักหนา
คิมหันต์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มือหนาที่ยันกับผนังกระจกเพื่อกักตัวอีกฝ่ายไว้สั่นระริกเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความเหนื่อยล้าจากการทำงานล่วงเวลาจนดึกดื่น แต่เป็นเพราะกลิ่นกายหอมละมุนอ่อนๆ ของแชมพูเด็กที่ลอยวนอยู่ปลายจมูก ประกอบกับริมฝีปากอิบอิ่มที่กำลังคลี่ยิ้มเย้าแหย่เขาอย่างได้ใจต่างหาก ที่กำลังแผดเผาความสุขุมเยือกเย็นที่เขาสั่งสมมาทั้งชีวิตจนมอดไหม้
ให้ตายสิ... เขากำลังพ่ายแพ้
พ่ายแพ้ให้กับเด็กหนุ่มปากเก่งที่ก้าวเข้ามาปั่นป่วนชีวิตระเบียบจัดของเขาจนพังไม่เป็นท่า
"ปากเก่งนักนะ ปั้นสิบ" คิมหันต์เค้นเสียงลอดไรฟัน พยายามดึงมาดเจ้านายผู้ทรงอิทธิพลกลับคืนมา ทว่าดวงตาสคมเข้มที่มักจะมองใครด้วยความเหินห่าง กลับฉายแววความคลั่งรักที่ปิดไม่มิด "ลืมไปแล้วหรือไงว่าในสัญญาข้อที่เจ็ดระบุไว้ว่ายังไง ห้ามขัดคำสั่งเจ้านาย... และห้ามต่อปากต่อคำเกินสามครั้งต่อวัน"
"อ้อ สัญญานั่นเหรอคะ?" ปั้นสิบหัวesเราะในลำคอเบาๆ ดวงตากลมโตแพรวพราวไหวระริก "ฉันจำได้แม่นเลยล่ะค่ะ... แต่ก็น่าแปลกนะ ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ท่านประธานบริษัทสถาปัตย์ชื่อดัง ต้องมานั่งนับคำต่อปากต่อคำกับเด็กฝึกงานต๊อกต๋อยอย่างฉัน แค่เรื่องงานสเก็ตช์แบบตึกคอมเพล็กซ์นั่น คุณก็ตรวจแก้ไปสามรอบแล้วนะคะ หรือจริงๆ แล้ว... คุณแค่หาเรื่องอยากยืนใกล้ฉันกันแน่ล่ะ, คุณคิม"
คำพูดแทงใจดำนั้นทำเอาคิมหันต์ชะงักกึก ดวงตาคมวาวโรจน์ขึ้นวูบหนึ่งด้วยความรู้เท่าทัน เขารู้ดีว่าตัวเองกำลังหาข้ออ้างสารพัดเพื่อยื้อเวลาให้ปั้นสิบอยู่ต่อในห้องทำงานส่วนตัวหลังเวลาเลิกงาน งานสเก็ตช์ที่ว่าสมบูรณ์แบบไร้ที่ติไปตั้งแต่ชั่วโมงที่แล้ว แต่เขากลับจงใจวงจุดเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้อีกฝ่ายต้องเข้ามาอธิบายใกล้ๆ แบบนี้
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างคนทั้งคู่ชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศเบาๆ และเสียงหัวใจที่เต้นรัวเร็วจนแทบจะหลุดออกมานอกอก กฎเหล็กที่คิมหันต์เคยตั้งไว้เพื่อรักษาระยะห่างระหว่างเจ้านายกับลูกจ้าง... บัดนี้ได้ถูกฉีกทิ้งจนไม่เหลือชิ้นดี ความใกล้ชิดที่สะสมมาหลายสัปดาห์ การทำงานร่วมกันจนดึกดื่น และความใส่ใจที่อีกฝ่ายแสดงออกโดยไม่รู้ตัว กำลังกัดเซาะกำแพงน้ำแข็งในใจของสถาปนิกหนุ่มจนพังทลาย
"ถ้าฉันบอกว่าใช่ล่ะ..." คิมหันต์ตัดสินใจกระซิบเสียงพร่า ใบหน้าคมคายโน้มลงไปใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน สติสัมปชัญญะของเขาขาดผึ่งลงตรงนั้น "ถ้าฉันบอกว่าทนไม่ไหวแล้วที่ต้องเห็นนายไปยิ้มแย้มให้ไอ้พวกวิศวกรหน้าไหน... ถ้าฉันบอกว่าทุกกฎที่มีมันใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไปแล้ว... นายจะว่ายังไง, ปั้นสิบ"
บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น ปั้นสิบเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความคาดไม่ถึง หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะปกติกลับกระหน่ำรัวราวดรัมเมอร์ในงานกีฬาส สีหน้าล้อเลียนเมื่อครู่เลือนหายไป เหลือเพียงความสั่นไหวในดวงตาที่สะท้อนภาพใบหน้าคมเข้มของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้านาย ความรู้สึกแปลกประหลาดแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย มันไม่ใช่ความกลัว แต่เป็นความตื่นเต้นเร้าใจที่เย้ายวนจนน่ากลัว
นี่ไม่ใช่แค่เกมหยอกล้อแก้เบื่ออีกต่อไปแล้ว... แต่มันคือเส้นแบ่งบางๆ ที่กำลังจะขาดลง
ปั้นสิบเม้มริมฝีปากแน่น หัวสมองที่เคยประมวลผลเรื่องงานได้อย่างรวดเร็วกลับขาวโพลนไปหมด คำพูดโต้ตอบที่เตรียมไว้เป็นร้อยแปดพันเก้าหายเกลี้ยง เหลือเพียงความอุ่นร้อนจากมือหนาของคิมหันต์ที่ค่อยๆ เลื่อนขึ้นมาแตะเบาๆ ที่กรอบหน้าอย่างทะนุถนอม สัมผัสนั้นแผ่วเบาราวกับกลีบดอกไม้ แต่กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจ
นิ้วเรียวเกลี่ยเส้นผมที่ปรกลงมาบังตาให้อย่างเบามือ สายตาดุๆ ในยามปกติแปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนลึกล้ำที่ทำเอาคนถูกมองแทบจะละลายกลายเป็นน้ำ
"คุณคิม..." ปั้นสิบเปล่งเสียงเรียกชื่ออีกฝ่ายได้แค่นั้น ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อระยะห่างลดลงจนแทบไม่เหลือช่องว่าง ริมฝีปากหยักลึกของคิมหันต์เคลื่อนเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ช้าๆ ราวกับจะให้เวลาอีกฝ่ายได้ปฏิเสธ
ทว่า... ก่อนที่ริมฝีปากของทั้งคู่จะสัมผัสกันตามแรงดึงดูดของอารมณ์ที่พุ่งสูงจนถึงขีดสุด
*กริ๊งงงงงง!*
เสียงโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานของคิมหันต์แผดเสียงดังลั่นทำลายบรรยากาศสีชมพูที่กำลังอบอวลจนพังทลายลงในพริบตา คิมหันต์สบถออกมาเบาๆ อย่างหัวเสียด้วยความหงุดหงิดขั้นสุด ดวงตาคมเข้มฉายแววไม่สบอารมณ์อย่างชัดเจนขณะเหลือบมองหน้าจอโทรศัพท์ที่สว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดสลัว
ชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอทำเอาคิมหันต์ชะงักค้างไปชั่วขณะ 'พริมโรส'
ปั้นสิบอาศัยจังหวะชุลมุนนี้ดันอกอีกฝ่ายเบาๆ แล้วถอยหลังก้นชนกระจกออกห่างมาหนึ่งก้าว ใบหน้าหวานขึ้นสีแดงจัดด้วยความเขินอายปนโล่งอกที่รอดพ้นจากสถานการณ์สุ่มเสี่ยงเมื่อครู่มาได้อย่างเฉียดฉิว เจ้าตัวรีบจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่แล้วก้าวถอยหลังไปตั้งหลัก
"ดูเหมือน... คู่หมั้นของคุณจะมีเรื่องด่วนนะคะ, ท่านประธาน" ปั้นสิบเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามดึงความกวนประสาทกลับมากลบเกลื่อนความสั่นไหวในน้ำเสียง "รับสายเถอะค่ะ เดี๋ยวจะหาว่าเด็กฝึกงานอย่างฉันไม่มีมารยาทที่ยืนขวางโลกส่วนตัวของคุณอีก"
คิมหันต์ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความรำคาญใจ เขากดตัดสายทิ้งอย่างไร้เยื่อใย แต่วินาทีต่อมา เสียงเคาะประตูกระจกด้านนอกห้องทำงานก็ดังขึ้น พร้อมกับร่างเพรียวระหงของหญิงสาวในชุดเดรสหรูที่เปิดประตูเข้ามาเองโดยไม่รอให้เจ้าของห้องอนุญาต
"คิมคะ ทำไมโทรไปไม่รับสาย... อุ๊ย!" พริมโรสชะงักก้าวเท้าที่กำลังจะเดินเข้ามาหาคิมหันต์ ดวงตากลมโตคู่สวยกวาดตามองคนทั้งคู่ที่ยืนอยู่ใกล้กันเกินความจำเป็นในระยะประชิด บรรยากาศตึงเครียดและอบอวลไปด้วยความอึมครึมลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ รอยยิ้มพึงพอใจบนใบหน้าของไฮโซสาวเลือนหายไป แทนที่ด้วยแววตาจับผิดที่คมกริบ "ฉันรบกวนเวลา 'งาน' สำคัญอะไรของพวกคุณอยู่หรือเปล่าคะเนี่ย?"
ขอขอบพระคุณนักอ่านที่น่ารักทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจเต้นไปกับความซึนของพี่คิมและน้องปั้นสิบนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
กับดักร้ายคุณชายสายซึน•ตอนที่ 11
สัญญาลับที่สั่นคลอน
ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับดักร้ายคุณชายสายซึน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!