"ถ้าแฟ้มโปรเจกต์นี้ยังไม่เสร็จภายในบ่ายสามโมง สตูดิโอของเราคงต้องเปลี่ยนชื่อเป็นสถานรับเลี้ยงเด็กอนุบาล... เพราะดูทรงแล้ว สมองของทีมงานบางคนน่าจะยังพัฒนาไม่เต็มที่ค่ะ"
เสียงทุ้มต่ำที่จงใจเน้นย้ำทุกพยางค์ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องประชุมใหญ่ ปั้นสิบกัดฟันกรอดจนกรามขึ้นสันนูน มือเรียวที่กำลังถือปากกาหมึกซึมราคาแพงเกือบจะหักคามือ ถ้าไม่ติดว่าเกรงใจค่าเสียหายที่คงแพงหูฉี่ เขาคงปาใส่หน้าคนพูดที่นั่งไขว่ห้างทำหน้าตายอยู่หัวโต๊ะไปนานแล้ว
คิมหันต์... คุณชายน้ำแข็งผู้ไม่เคยปรานีใคร โดยเฉพาะกับเด็กฝึกงานปากดีอย่างเขา
"ผมไม่ใช่เด็กอนุบาลนะพี่คิม และถ้าโปรเจกต์มันจะล่าช้า ก็เป็นเพราะไอ้โมเดลบ้าๆ ที่ออกแบบมาท้าทายแรงโน้มถ่วงแบบไร้เหตุผลของท่านสถาปนิกใหญ่ต่างหากล่ะครับที่ทำให้งานมันงอก" ปั้นสิบสวนกลับทันควัน นัยน์ตาสีเข้มวาวโรจน์ด้วยความไม่ยอมแพ้ ริมฝีปากบางเฉียบเชิดขึ้นอย่างท้าทาย
บรรยากาศในห้องประชุมระอุขึ้นมาทันที ภาคินที่นั่งอยู่มุมโต๊ะแอบยกมือขึ้นปิดปากกลั้นยิ้ม เขารู้ดีว่าคิมหันต์ไม่ได้หัวเสียเรื่องงานจริงๆ จังๆ หรอก แต่โรคหวงก้างแบบเงียบๆ และฟอร์มจัดระดับสิบต่างหากที่กำลังทำงาน
ก่อนที่สงครามประสาทขนาดย่อมระหว่างเจ้านายจอมซึนกับลูกน้องตัวแสบจะบานปลาย เสียงเคาะประตูกระจกฝ้าก็ดังขึ้นสามครั้งสั้นๆ ก่อนที่บานประตูจะถูกผลักเปิดออกโดยไม่ต้องรอให้คนข้างในอนุญาต
กลิ่นน้ำหอมแบรนด์เนมราคาแพงลอยฟุ้งเข้ามาแตะจมูก ก่อนที่ร่างระหงในชุดสูทเข้ารูปสไตล์แฟชั่นนิสต้าจะก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มมั่นใจ
"คิมคะ รอนานไหมเอ่ย พอดีพริมแวะไปคุยเรื่องดีลที่ตึกใหญ่มา เลยถือโอกาสแวะเอาเอกสารสำคัญมาให้คุณพ่อด้วย... แล้วก็แวะมาหาคิมนี่แหละค่ะ"
น้ำเสียงหวานหยาดเยิ้มเอ่ยขึ้นพร้อมกับเดินตรงดิ่งเข้าไปหาคิมหันต์อย่างไร้ซึ่งระยะห่าง พริมโรส คู่หมั้นทางธุรกิจที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายต่างหมายมั่นปั้นมือให้มาเคียงคู่กับสถาปนิกหนุ่ม ปรากฏตัวขึ้นอย่างถูกจังหวะราวกับนัดไว้
ปั้นสิบชะงักไปนิด มือที่ถือปากกาคลายออกโดยอัตโนมัติ นัยน์ตาสีเข้มหรี่ลงมองภาพหญิงสาวที่โน้มตัวลงไปแตะไหล่กว้างของคิมหันต์อย่างสนิทสนม ความรู้สึกแปลกประหลาดพุ่งจี๊ดขึ้นมาในอก ชนิดที่เรียกว่า 'หงุดหงิดจนหายใจไม่ออก' ทว่าเจ้าตัวกลับบอกตัวเองไม่ได้เลยว่ามันคือความรู้สึกอะไร
"คุณพริมมาทำไมครับ ที่นี่ออฟฟิศ ไม่ใช่สนามเด็กเล่น" คิมหันต์ขมวดคิ้วมุ่น ปัดมือเรียวของหญิงสาวออกอย่างไม่ไยดีนัก แม้จะไม่ได้รุนแรงแต่ก็เด็ดขาดพอที่จะทำให้รอยยิ้มของพริมโรสชะงักไปเสี้ยววินาที
"แหม คิมก็... พูดจาใจร้ายอีกแล้วนะคะ พริมเป็นคู่หมั้นคุณนะ มาหาแค่นี้ทำเป็นดุไปได้" พริมโรสหัวเราะคิกคักอย่างไม่ถือสา ก่อนจะเบนสายตาคมกริบมามองเด็กหนุ่มร่างโปร่งที่ยืนถือแฟ้มงานค้างอยู่ข้างโต๊ะ "อ้าว... แล้วนี่ใครคะเนี่ย เด็กฝึกงานคนใหม่เหยเหรอ หน้าตาน่ารักดีนี่คะ แต่แต่งตัวแบบนี้... ดูไม่ค่อยมืออาชีพเท่าไหร่เลยนะน้อง"
ประโยคหลังพริมโรสจงใจลากเสียงยาว พร้อมกับกวาดสายตามองปั้นสิบตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาดูแคลนปนระแวงเล็กๆ สัญชาตญาณความเป็นผู้หญิงบอกเธอทันทีว่าเด็กผู้ชายคนนี้มีความสำคัญบางอย่างกับคิมหันต์ มากกว่าแค่เด็กฝึกงานทั่วไป
ปั้นสิบแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มเยาะหยันผุดขึ้นที่มุมปากทันที เขาไม่ใช่คนที่ยอมให้ใครมาเหยียบจมูกง่ายๆ อยู่แล้ว ยิ่งเป็นผู้หญิงที่แสดงความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของคนนี้ด้วย... บอกเลยว่าต่อมหมั่นไส้ทำงานเต็มพิกัด
"อ๋อครับ ผมเป็นเด็กฝึกงาน... แต่พอดีว่าเป็นเด็กฝึกงานที่ 'มือถึง' พอที่จะไม่ต้องอาศัยเส้นสายทางธุรกิจเพื่อมาเกาะแขนใครในเวลางานหรอกนะครับ" ปั้นสิบตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เชือดเฉือนจนคนฟังหน้าชา
พริมโรสหันขวับมามองเด็กหนุ่มทันที ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นด้วยความไม่พอใจ "นี่เธอ! รู้จักฉันน้อยไปซะแล้วมั้ง ถึงกล้ามาพูดจาแบบนี้ใส่..."
"พอครับพริม" คิมหันต์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง น้ำเสียงเย็นเยียบกดต่ำลงจนอุณหภูมิในห้องลดฮวบลงหลายองศา ใบหน้าหล่อเหลาราบเรียบไร้ความรู้สึก แต่นัยน์ตากลับฉายแววหงุดหงิดอย่างชัดเจน "ถ้ามาแค่ส่งเอกสาร ก็วางไว้แล้วเชิญกลับไปได้เลย งานผมยุ่ง"
พริมโรสอ้าปากค้าง เธอหันไปมองคิมหันต์สลับกับปั้นสิบด้วยความคับแค้นใจ แต่เพราะรู้ดีว่านิสัยดื้อด้านและเด็ดขาดของชายหนุ่มเป็นอย่างไร เธอจึงทำได้แค่ฮึดฮัดสะบัดหน้าใส่
"ก็ได้ค่ะ! ไว้คิมเคลียร์งานเสร็จค่อยโทรหาพริมนะ... หวังว่าเด็กนี่คงไม่ทำอะไรให้คิมปวดหัวจนเกินไปนะคะ" เธอย้ำคำว่าเด็กด้วยน้ำเสียงจิกกัด ก่อนจะเดินกระแทกส้นสูงออกไปจากห้องประชุมท่ามกลางความเงียบงัด
ประตูปิดลงสนิทแล้ว แต่บรรยากาศในห้องไม่ได้ผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย
ปั้นสิบโยนแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะเสียงดังปัง ดวงตาสีเข้มตวัดมองหน้าพระเอกหนุ่มที่ยืนนิ่งสนิท "คู่หมั้นคุณนี่น่ารักดีนะครับ เหมาะกันเป็นบ้าเลย... คนนึงก็เอาแต่ใจ อีกคนก็มารยาทท่วมหัว ช่างเป็นคู่เวรคู่กรรมที่สวรรค์ประทานมาให้จริงๆ"
คิมหันต์หรี่ตามองคนปากเก่งที่กำลังยืนกอดอกเชิดหน้าใส่ ร่างสูงก้าวเท้าเข้ามาประชิดตัวทีละน้อยจนปั้นสิบต้องผถอยหลังกรูดไปจนแผ่นหลังชนเข้ากับผนังกระจกเย็นเฉียบ
"หึงเหรอครับ?" เสียงทุ้มต่ำกระซิบชิดริมหู ลลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอจนปั้นสิบขนลุกซู่
"ใครหึง! ฝันไปเถอะพี่คิม! ผมแค่วิจารณ์ตามมารยาททางสังคมต่างหากเล่า ปล่อยผมนะ!" ปั้นสิบดิ้นขัดขืน มือบางพยายามดันอกแกร่งออก แต่กลับถูกมือหนาคว้าข้อมือรวบไว้เหนือหัวด้วยมือข้างเดียวอย่างง่ายดาย
คิมหันต์โน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน นัยน์ตาสีเข้มคมปลาบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่กำลังฉายแววตื่นตระหนกปนดื้อรั้น ริมฝีปากหยักลึกกระตุกยิ้มร้ายกาจที่หาดูได้ยาก
"ปากดีแบบนี้... อยากลองโดนผู้หญิงคนนั้นเอาไปเปรียบเทียบในฐานะอื่นดูไหมล่ะครับ?"
"พี่คิม! เล่นบ้าอะไรเนี่ย ปล่อย..."
คำพูดทั้งหมดถูกกลืนหายไปในลำคอทันที เมื่อจู่ๆ ประตูห้องประชุมที่เพิ่งปิดไปถูกกระชากเปิดออกอีกครั้ง พร้อมกับเสียงอุทานด้วยความตกใจของภาคินที่ยืนค้างอยู่ตรงหน้าประตูกับร่างของใครอีกคนที่ไม่คาดฝันก้าวเข้ามาข้างใน
"ไอ้คิม... คือว่า แม่นายมาวะ!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านที่น่ารักทุกท่านที่ติดตามเคมีชวนจิกหมอนของพี่คิมและน้องปั้นสิบนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
กับดักร้ายคุณชายสายซึน•ตอนที่ 12
ผู้หญิงคนนั้น
ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับดักร้ายคุณชายสายซึน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!