กับดักร้ายคุณชายสายซึน•ตอนที่ 8

รอยแผลในใจ

ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
เสียงกุกกักของคีย์บอร์ดที่ถูกรัวกระหน่ำด้วยแรงอารมณ์ยังคงดังสะท้อนก้องห้องทำงานใหญ่ในยามวิกาล ประโยคประกาศิตจากปากของคิมหันต์เมื่อหัวค่ำยังคงวนเวียนอยู่ในโสตประสาทของปั้นสิบราวกับแผ่นเสียงตกร่อง *‘ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอพริม... เธอจะได้รู้ซะที ว่าคนๆ นี้... ห้ามใครแตะต้องทั้งนั้น’* คำพูดนั้น... สถานะที่ถูกตอกย้ำด้วยความเงียบ และภาพของพริมโรสที่เดินจากไปด้วยใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว ทั้งหมดทั้งมวลทำให้สมองของนักศึกษาปีสี่อย่างเขาประมวลผลแทบไม่ทัน ร่างโปร่งบางฟุบหน้าลงกับกองแบบแปลนร่างโครงสร้างตึกสูงที่ยังแก้ไม่เสร็จ ปล่อยให้ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาแรมสัปดาห์เข้าบดขยี้สติสัมปชัญญะทีละน้อย จนกระทั่งเปลือกตาหนักอึ้งค่อยๆ ปิดลงในที่สุด ความเงียบสงบเข้าปกคลุมพื้นที่ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาหวิว คิมหันต์ก้าวเข้ามาในห้องทำงานส่วนตัวด้วยสีหน้าเรียบเฉย มือหนาถือแก้วกาแฟดำที่เพิ่งสั่งให้เลขาฯ จัดการเตรียมไว้ให้สำหรับโปรเจกต์มาราธอนรอบดึก ดวงตาคมกริบกวาดมองหาเจ้าของโต๊ะที่ควรจะนั่งหลังขดหลังแข็งแก้ไขแบบแปลนอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่ภาพที่ปรากฏกลับทำให้ฝ่าเท้าที่กำลังก้าวเดินต้องหยุดชะงัก ปั้นสิบหลับสนิท... ใบหน้าหวานที่มักจะเชิดขึ้นเถียงเขาฉอดๆ ยามตื่น บัดนี้ซบลงกับทับถมบนแบบแปลนกระดาษไข แผ่นอกบางไหวตามจังหวะการหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ แต่ที่สะดุดตาและกระตุกต่อมความรู้สึกบางอย่างในอกของสถาปนิกหนุ่มอย่างรุนแรง คือร่องรอยความเหน็ดเหนื่อยที่ฟ้องชัดผ่านขอบตาคล้ำน้อยๆ และรอยย่นยับของเสื้อเชิ้ตตัวบางที่บ่งบอกว่าเจ้าตัวไม่ได้เปลี่ยนชุดหรือพักผ่อนอย่างเต็มที่มาหลายวันแล้ว คิมหันต์ยืนนิ่งอยู่กับที่ ลมหายใจอุ่นร้อนสะดุดไปชั่วขณะ ปกติแล้ว... เขาไม่ใช่คนประเภทที่จะใส่ใจความยากลำบากของใคร โลกใบนี้สอนให้คิมหันต์รู้ว่าทุกคนต่างมีภาระ และความอ่อนแอคือต้นทุนที่แพงเกินกว่าจะนำมาแลกกับความสำเร็จ แต่วินาทีนี้ สายตาที่มักจะเย็นชาคู่นั้นกลับทอดมองร่างโปร่งที่กำลังหลับใหลด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป น้ำแข็งหนาที่ก่อตัวปิดกั้นหัวใจมาเนิ่นนานราวกับถูกความเปราะบางตรงหน้าค่อยๆ ละลายลงทีละหยด ร่างสูงก้าวเข้าไปใกล้ทีละน้อยอย่างไร้  สุ้มเสียง ฝ่าเท้าเหยียบบนพรมหนานุ่มจนแทบไม่ได้ยินเสียง ฝากความสนใจไว้ที่ดวงหน้ายามหลับใหลที่ไร้ซึ่งเกราะป้องกันใดๆ ปั้นสิบในยามนี้ช่างดู... ไร้เดียงสาและน่าปกป้อง จนคิมหันต์เผลอขบกรามแน่นด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดที่ตีรวนอยู่ในอก มือหนายื่นออกไปหยิบเสื้อสูทผ้าทวีปเนื้อดีราคาแพงระยับพาดเก้าอี้ของตัวเองขึ้นมา ก่อนจะคลี่ออกแล้วบรรจงห่มคลุมลงบนไหล่บางระหงอย่างเบามือที่สุด ราวกับกลัวว่าหากทำแรงกว่านี้จะปลุกให้คนตรงหน้าตื่นขึ้นมาจากห้วงนิทรา ปลายนิ้วแกร่งเผลอแตะโดนกลุ่มผมนุ่มสีเข้มที่ปรกหน้าผากมนอย่างไม่ตั้งใจ ความนุ่มมือและไอร้อนจากร่างกายของอีกฝ่ายส่งผ่านปลายนิ้วเข้าสู่หัวใจ ทำให้คิมหันต์ต้องรีบชักมือกลับราวกับถูกไฟลวก หัวใจดวงโตเต้นผิดจังหวะจนน่าหงุดหงิด *นี่เขากำลังทำบ้าอะไรอยู่?* คิมหันต์ถอนหายใจออกมาเบาๆ พลางกวาดสายตามองไปรอบโต๊ะทำงาน สะดุดเข้ากับกองเอกสารขอทุนการศึกษาและบิลค่าใช้จ่ายจิปาถะที่สอดแทรกอยู่ใต้กองหนังสือสถาปัตยกรรม ปั้นสิบไม่ได้มีดีแค่ฝีปากกล้าหรือความหัวไว แต่นายเอกของเขาต้องแบกรับภาระมากมายมหาศาลขนาดนี้... ลำพังแค่ค่าเทอมกับค่าใช้จ่ายในเมืองกรุงก็เลือดตาแทบกระเด็นแล้ว ไหนจะต้องมาเผชิญหน้ากับความเอาแต่ใจของเขาอีก ความรู้สึกผิดวาบขึ้นในอกอย่างกะทันหัน ภาพรอยยิ้มหยันที่ปั้นสิบเคยส่งให้เขายามที่เขาเหวี่ยงใส่ ยิ่งตอกย้ำว่าภายใต้เกราะหนามแหลมที่อีกฝ่ายสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวเอง มีร่องรอยแผลเป็นจากโลกความจริงที่โหดร้ายซ่อนอยู่มากมายแค่ไหน "ดื้อด้าน... อวดดี... แล้วก็ชอบทำตัวเป็นภาระสิ้นดี" คิมหันต์พึมพำกับความว่างเปล่า น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือความอ่อนโยนที่เจ้าตัวก็แทบไม่รู้ตัว รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นที่มุมปากหยักลึกเมื่อก้มลงมองคนที่ยังคงหลับสนิทไม่รู้เรื่องรู้ราว ทว่า... ในจังหวะที่คิมหันต์กำลังจะผละถอยหลังกลับไปยังโต๊ะทำงานของตัวเอง เสียงแจ้งเตือนข้อความจากโทรศัพท์มือถือบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ของปั้นสิบก็สว่างวาบขึ้น พร้อมกับข้อความตัวอักษรที่ปรากฏหราในสายตาของสถาปนิกหนุ่มอย่างชัดเจน *[แจ้งเตือน: ยอดค้างชำระค่ารักษาพยาบาลประจำเดือนของมารดา - กรุณาดำเนินการภายในพรุ่งนี้]* คิมหันต์ชะงักกึก ดวงตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความตกใจ ข้อมูลนี้ไม่เคยปรากฏในเรซูเม่หรือประวัติการฝึกงานที่ปั้นสิบเคยยื่นไว้ สิ่งที่เขาเห็นไม่ได้เป็นแค่เรื่องความเหน็ดเหนื่อยทั่วไป แต่มันคือแรงกดดันมหาศาลที่เด็กผู้ชายคนหนึ่งต้องแบกรับไว้บนบ่าลำพัง ก่อนที่คิมหันต์จะได้คิดวิเคราะห์อะไรไปมากกว่านั้น เปลือกตาบางของคนที่นอนฟุบอยู่ก็ขยับไหว ปั้นสิบส่งเสียงครางอือในลำคอเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ ปรือตาขึ้นมาสู้กับแสงไฟในห้อง ดวงตากลมโตคู่สวยไหวระริกเมื่อพบว่าเสื้อสูทราคาแพงของคนตรงหน้ากำลังคลุมร่างตนอยู่ และที่สำคัญ... ใบหน้าคมคายของคุณชายน้ำแข็งอยู่ห่างจากเขาไม่ถึงคืบ! ปั้นสิบสะดุ้งสุดตัว รีบดีดตัวถอยหลังจนเก้าอี้ล้อเลื่อนไถลไปครูดกับพื้นเสียงดังแกรก หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกับกลองเพล ลมหายใจสะดุดติดขัดเมื่อประสานสายตากับนัยน์ตาสีเข้มที่กำลังมองมาด้วยความรู้สึกที่เขาอ่านไม่ออก "คุณ... คุณคิมหันต์!" ปั้นสิบละล่ำละลักเรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงหลง ใบหน้าหวานร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตื่นกะทันหันหรือเพราะระยะห่างที่ใกล้ชิดจนเกินงามเมื่อครู่ "นี่คุณ... เข้ามาทำอะไรใกล้ผมเนี่ย!" คิมหันต์ไม่ได้ถอยหนี เขายังคงยืนค้ำโต๊ะด้วยท่าทีนิ่งขรึม ทว่าแววตาที่มองมากลับไม่มีรังสีความเย็นชาแบบทุกทีหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความนิ่งลึกที่ทำให้ปั้นสิบรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก "ทำงานจนสติหลุดคาโต๊ะเนี่ยนะ ปั้นสิบ" เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นเรียบๆ แต่แฝงความดุดันตามนิสัย "ถ้าสภาพร่างกายพังจนทำงานงานพังไปด้วย คนที่ซวยคือบริษัทฉัน ไม่ใช่เธอ" "ผมไม่ได้สติหลุดสักหน่อย!" ปั้นสิบรีบเถียงคอเป็นเอ็น แม้ว่าหลักฐานคือเสื้อสูทที่คลุมอยู่บนตักจะมัดตัวเขาไว้แน่นหนาจนดิ้นไม่หลุดก็ตาม มือบางรีบคว้าเสื้อตัวนั้นขึ้นมาแล้วยื่นคืนให้อีกฝ่ายอย่างลนลาน "แล้วก็นะ... ไม่ต้องเอาเสื้อราคาแพงหูฉี่นี่มาคลุมให้ผมหรอก เดี๋ยวเปื้อนน้ำลายผมขึ้นมา คุณจะมาหาเรื่องหักเงินเดือนผมอีก" คิมหันต์รับเสื้อสูทคืนมาด้วยท่าทีสบายๆ สายตายังคงจับจ้องใบหน้าแดงก่ำของคนปากเก่งไม่วางตา ก่อนที่มุมปากหยักจะยกยิ้มขึ้นนิดๆ เป็นรอยยิ้มที่ทำเอาปั้นสิบรู้สึกหนสันหลังวาบอย่างบอกไม่ถูก "กลัวเปื้อนน้ำลาย... หรือว่ากลัวฉันเห็นมุมที่เธออ่อนแอจนต้องแอบมาหลับเอาวะ?" คิมหันต์สวนกลับด้วยน้ำเสียงกวนประสาทที่คุ้นเคย "ผมไม่ได้อ่อนแอ!" ปั้นสิบสวนกลับทันควัน ดวงตากลมโตวาวโรจน์ด้วยความทิฐิ พยายามรวบรวมสติและซ่อนพิรุธทุกอย่างไว้ภายใต้รอยยิ้มเยาะ "คนอย่างปั้นสิบ ไม่มีวัน..." พูดยังไม่ทันจบประโยค ประตูห้องทำงานที่ปิดสนิทก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท พร้อมกับร่างเพรียวระหงของหญิงสาวที่ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าบึ้งตึง ดวงตาเฉี่ยวคมกวาดมองคนทั้งสองด้วยแววตาวับวาวที่เต็มไปด้วยความระแวงและไม่พอใจอย่างปิดไม่มิด "คิมคะ! ดึกดื่นป่านนี้ทำไมคุณยังไม่กลับคอนโดอีก แล้วเด็กนี่..." พริมโรสหยุดยืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงาน กวาดสายตามองสภาพของปั้นสิบตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความเหยียดหยามเล็กๆ ก่อนจะหันไปคาดคั้นชายหนุ่ม "ทำไมถึงยังอยู่กันสองต่อสองในห้องนี้!" ปั้นสิบชะงักกึก หันขวับไปมองผู้มาใหม่สลับกับคิมหันต์ บรรยากาศรอบตัวกลับมาคุกรุ่นและตึงเครียดขึ้นในพริบตาเดียว -------------------------------------------------------------------------------- (คุยกับรี้ดเดอร์: บทนี้แอบเห็นมุมละมุนของคุณชายคิมกันบ้างแล้วนะคะ รอลุ้นตอนหน้ากันต่อเลยค่ะว่าจะเคลียร์ปมยังไง! - หิมะแรกในโตเกียว)
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับดักร้ายคุณชายสายซึน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%