"ถ้าฝีมือระดับตำนานของตระกูล... จะทำได้แค่รสชาติที่เหยียบยย้ำความพยายามของคนอื่น ผมว่าเอาเวลาไปพักผ่อนอยู่บ้านเฉยๆ ยังจะมีประโยชน์กับวงการอาหารมากกว่าเลยครับ"
เสียงทุ้มห้วนที่เจือความเย้ยหยันดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันราวกับป่าช้า อคินยืนตัวแข็งทื่ออยู่หลังเคาน์เตอร์สแตนเลส สันกรามคมขบเข้าหากันจนขึ้นสันนูน เม็ดเหงื่อผุดพรายตามกรอบหน้า ท่ามกลางแสงไฟจากสปอตไลท์กองถ่ายที่สาดส่องลงมา ราวกับกำลังพิพากษาความล้มเหลวของเขาต่อหน้าสักขีพยานนับร้อย
เชฟอัคคี... ปรมาจารย์แห่งวงการอาหารฝรั่งเศสผู้เป็นทั้งพ่อบังเกิดเกล้าและกำแพงสูงชันที่อคินไม่เคยปีนข้ามพ้น ปราบตาคมกริบมองจานอาหารตรงหน้า สลับกับร่างโปร่งของลูกชายด้วยแววตาเรียбеเฉยไร้ความรู้สึก น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นโดยไม่แม้แต่จะชายตามองรวินท์ที่ยืนกอดอกอยู่ข้างเวที
"อาหารจานนี้ขาดจิตวิญญาณ... มันก็แค่เศษเนื้อที่ถูกปรุงแต่งด้วยอีโก้ของเด็กอมมือ"
คำพูดเพียงประโยคเดียวกรีดลึกลงกลางใจอคินจนแทบหยุดหายใจ ความโกรธเกรี้ยวพุ่งพล่านขึ้นมาถึงขีดสุดจนดวงตาเรียวรีแดงก่ำ มือหนากำด้ามมีดเชฟในมือแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวโพลน แต่ก่อนที่อคินจะได้พ่นคำโต้เถียงใดๆ ออกไปเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเอง ร่างสูงโปรดของรวินท์ก็ก้าวเท้าฉับๆ เข้ามาแทรกกลางระหว่างพ่อลูกคู่นี้เสียก่อน
รวินท์ปรายตามองเชฟอาวุโสด้วยรอยยิ้มเยาะที่มุมปาก รอยยิ้มแบบที่ทำให้อคินรู้สึกหมั่นไส้แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า... มันช่างดูพึ่งพาได้ในวินาทีวิกฤตนี้
"ท่านครับ ในฐานะที่ผมเป็นนักวิจารณ์อาหารที่ลิ้มลองมาทั่วโลก ผมขออนุญาตพูดตรงๆ แบบไม่เกรงใจบารมีของคุณนะครับ" รวินท์เว้นจังหวะ เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ปล่อยให้ความเงียบสร้างแรงกดดัน "อาหารจานนี้ของอคินอาจจะไม่ได้สมบูรณ์แบบในสายตาของไดโนเสาร์เต่าล้านปีที่ยึดติดกับกรอบโบราณ แต่มันคือรสชาติของความกล้าหาญ... สิ่งที่เชฟรุ่นเก่าอย่างคุณคงลืมเลือนไปหมดแล้วตั้งแต่ตอนที่นั่งอยู่บนหอคอยงาช้าง"
อคินหันขวับไปมองหน้ารวินท์ทันที ดวงตาเบิกกว้างขึ้นด้วยความคาดไม่ถึง ไม่คิดว่าคนปากร้ายอย่างนักวิจารณ์หนุ่มจะลุกขึ้นมาปกป้องเขา แถมยังกล้าต่อปากต่อคำกับตำนานมีชีวิตอย่างพ่อของเขาด้วยถ้อยคำเจ็บแสบถึงทรวงใน
เชฟอัคคีหรี่ตามองรวินท์อย่างพิจารณา ก่อนจะหัวเราะในลำคอเบาๆ อย่างเย้ยหยัน "ปากกล้าดีนี่... รวินท์ นักวิจารณ์ลิ้นทองคำ หวังว่าฝีปากกับฝีมือการทำงานวันแรกในฐานะผู้ควบคุมรสชาติของโปรเจกต์นี้ จะคมคายเหมือนคำพูดนะ"
พูดจบ เชฟรุ่นลายครามก็สะบัดตัวเดินจากไปอย่างไร้เยื่อใย ทิ้งให้บรรยากาศในสตูดิโอคุกกรุ่นราวกับมีกองเพลิงขนาดย่อมสุมอยู่กลางห้องครัว
ปัง!
เสียงประตูสตูดิโอปิดลงอย่างแรง ดึงสติทุกคนให้หลุดออกจากภวังค์ อคินพ่นลมหายใจร้อนผ่าวออกมาทางจมูก ก่อนจะหันมาตวัดสายตาคมใส่คนข้างๆ ทันที มือเรียวปลดผ้ากันเปื้อนสีดำออกจากเอวด้วยความหงุดหงิด
"ใครใช้ให้คุณมาเสือกเรื่องครอบครัวผม?" อคินกัดฟันกรอด น้ำเสียงลอดไรฟันด้วยความไม่พอใจ แม้ในใจลึกๆ จะมีความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างตีวนอยู่
รวินท์เลิกคิ้ว ไหล่บางไหวเบาน้อยๆ อย่างไม่ยี่หร่า ร่างสูงก้าวเข้าไปประชิดตัวเชฟหนุ่มที่ตัวสูงไล่เลี่ยกัน กลิ่นน้ำหอมจางๆ เจือกลิ่นอายความสะอาดลอยเข้าแตะจมูกอคินจนต้องผับลมหายใจ
"อย่าสำคัญตัวผิดเลยคุณเชฟ ผมไม่ได้ปกป้องคุณ... ผมแค่ทนไม่ได้ที่เห็นอาหารบนจานถูกวิจารณ์ด้วยอคติส่วนตัวต่างหาก มันเสียรสชาติวิจารณ์ของผมหมด" รวินท์กระซิบชิดริมหู น้ำเสียงยียวนกวนประสาททำเอาอคินเลือดขึ้นหน้า
"ถ้าคิดว่าเก่งนัก ก็เชิญทำเมนูพิสูจน์ตัวเองให้ผมดูเลยสิครับ เชฟปากดี"
งานวันแรกเริ่มต้นขึ้นด้วยสงครามประสาทที่ไม่มีใครยอมใคร อคินก้าวฉับๆ เข้าสู่พื้นที่ครัวหลักของเซฟเฮาส์ โดยมีรวินท์เดินตามติดเป็นเงาตามตัวราวกับผู้ตรวจการแผ่นดิน ทั้งคู่เริ่มลงมือจัดการกับวัตถุดิบตรงหน้า บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยเสียงกระทบของมีดกับเขียง เสียงเปิดปิดตู้เย็น และเสียงถอนหายใจด้วยความหงุดหงิดสลับกันไป
"หั่นแครอทแบบนั้นจะเอาไปทำอาหารให้หมากินหรือไง? หนาเตอะแถมขนาดไม่เท่ากันอีก ลิ้นเทวดาอย่างผมไม่ยอมให้สิ่งนี้ผ่านคอหอยเด็ดขาด" รวินท์ยืนกอดอกพิงเคาน์เตอร์ เอ่ยวิจารณ์เสียง and สะบัดหน้ามองจานแครอทของอคินด้วยสายตาดูแคลน
อคินหยุดมือ หันขวับมาประจันหน้ากับคนปากร้ายทันที ระยะห่างระหว่างกันลดลงจนแทบไม่มีช่องว่าง ดวงตาทั้งสองคู่จ้องมองกันเขม็ง ประกายไฟแห่งความท้าทายแลกเปลี่ยนกันกลางอากาศราวกับกระแสไฟฟ้าแรงสูง
"ถ้าคิดว่าตัวเองเก่งนัก ทำไมไม่ลองมาทำเองดูล่ะครับ คุณนักวิจารณ์ปากจัด หรือว่าทำเป็นแต่พูดวิจารณ์คนอื่นไปวันๆ?" อคินท้าทาย รอยยิ้มเยาะผุดขึ้นที่มุมปาก
รวินท์หรี่ตาลง รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย ร่างสูงก้าวเข้ามาประชิดตัวอคินจนแผ่นหลังของเชฟหนุ่มชนเข้ากับขอบเคาน์เตอร์สแตนเลสอย่างไร้ทางหนี มือเรียวเอื้อมไปหยิบมีดเชฟจากมืออคินออกอย่างง่ายดาย ปลายมีดคมกริบจ่ออยู่ใกล้แผ่นอกของอคินจนคนถูกคุกคามต้องกลั้นหายใจ
"อยากเห็นนักใช่ไหมว่าคนปากจัดเขาทำอาหารกันยังไง?" รวินท์กระซิบเสียงพร่าชิดริมฝีปาก ใบหน้าของทั้งคู่อยู่ห่างกันเพียงไม่กี่เซนติเมตร จนอคินได้กลิ่นลมหายใจอุ่นร้อนที่เจือกลิ่นมินต์จางๆ
ในจังหวะที่หัวใจของอคินกำลังเต้นระรัวด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดที่ควบคุมไม่ได้ เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับประตูห้องครัวที่ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้การเคาะก็ดังขึ้นขัดจังหวะ
"อคิน... ฉันกลับมาเอาเอกสารสำคัญที่ลืมไว้... เอ๊ะ?"
ร่างสูงโปร่งของเพื่อนสนิทในวัยเด็กผู้กุมความลับบางอย่างไว้ก้าวเข้ามาหยุดยืนกลางห้องครัว พร้อมกับดวงตาที่เบิกกว้างเมื่อเห็นภาพบาดตาบาดใจตรงหน้า!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาฟินและลุ้นไปกับความสัมพันธ์ปากไม่ตรงกับใจของคู่นี้ในตอนนี้นะคะ
เซฟเฮาส์หัวใจของเชฟมือฉมังกับนักวิจารณ์ปากร้าย•ตอนที่ 4
ไฟลุกในห้องครัว
ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของเชฟมือฉมังกับนักวิจารณ์ปากร้าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!