คุณเลขาฯ อย่าดื้อกับเฮีย•ตอนที่ 14

เช้าวันใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม

ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
“ถ้าคุณยังมองหน้าผมด้วยสายตาแบบนั้นอีกทีเดียว ผมจะถือว่าคุณกำลังเรียกร้องอย่างอื่น… ไม่ใช่คำอธิบายเรื่องรูปถ่ายพรรณนั้น” เสียงทุ้มต่ำที่เจือความแหบพร่าเล็กน้อยดังขึ้นชิดริมหู มากเสียจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากลมหายใจที่ปะทะเข้ากับลาดไหล่เปลือยเปล่า ปั้นสะดุ้งเฮือกโดยอัตโนมัติ ร่างเพรียวบางที่เพิ่งก้าวขาพ้นจากขอบอ่างอาบน้ำหันขวับกลับไปหมายจะต่อปากต่อคำ แต่ปลายจมูกกลับเฉียดเข้ากับปลายคางของอีกฝ่ายที่ยืนประชิดอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ กลิ่นกายสะอาดระคนกลิ่นเปปเปอร์มินต์จางๆ ของภาคินห้อมล้อมพื้นที่แคบๆ ในห้องแต่งตัวจนแทบไม่เหลือออกซิเจนให้หายใจ ให้ตายเถอะ… ผู้ชายคนนี้เดินเข้าออกห้องชุดส่วนตัวของเลขาฯ หน้าห้องตัวเองได้คล่องแคล่วราวกับเป็นเจ้าของบ้านตัวจริงเสียงจริงเสียยิ่งกว่าตัวเขาที่เป็นเจ้าของห้องเสียอีก “ท่านประธานกรุณามარยาาสักนิดเถอะค่ะ นี่ห้องนอนผม ไม่ใช่ห้องทำงาน” ปั้นเชิดหน้าขึ้น เลิกคิ้วมองคนตัวสูงกว่าที่วันนี้สลัดสูทเนี๊ยบๆ ออก เหลือเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นถึงข้อศอกกับกางเกงสแล็คเข้ารูป ท่าทางสบายๆ แบบนั้นยิ่งขับเน้นให้ใบหน้าคมคายดูอันตรายต่อหัวใจคนมองเป็นทวีคูณ “มารยาทอะไรล่ะ ในเมื่อคนส่งรูปขู่กรรโชคกากๆ นั่น ส่งตรงมาที่มือถือผมพร้อมแคปชั่นว่า *‘ดูแลเลขาฯ ให้ดี ระวังจะโดนคาบไปกิน’* แบบนั้น…” ภาคินแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบกวาดมองสำรวจร่างโปร่งที่สวมเพียงเสื้อคลุมอาบน้ำหลวมๆ ด้วยสายตาดุร้ายแกแกมหึงหวง “ผมในฐานะเจ้านายโดยตรงและ… เอ่อ เจ้าหนี้รายใหญ่ของคุณ มีสิทธิ์จะตรวจสอบความปลอดภัยของลูกน้องตัวเองทุกซอกทุกมุมไม่ใช่หรือไงครับ” “หึ เจ้าหนี้?” ปั้นแค่นเสียงหยัน ดวงตากลมโตฉายแววท้าทาย ไร้ซึ่งความหวาดกลัวต่อรัศมีคุกคามที่แผ่ออกมาจากร่างสูงแม้แต่น้อย “ถ้าหมายถึงเรื่องกาแฟแก้วเมื่อวาน ผมโอนคืนให้ตั้งแต่ห้ามนทีแล้วค่ะ ส่วนเรื่องรูปถ่ายปัญญาอ่อนนั่น… คนส่งมันตั้งใจปั่นประสาทเล่นๆ คุณภาคินระดับประธานบริษัทใหญ่โต ทำไมต้องวิ่งโร่มาถึงห้องผมกลางดึกดื่นด้วยล่ะคะ หรือว่า…” ปั้นจงใจเว้นจังหวะ ลากสายตาร้ายกาจสำรวจเรือนร่างอีกฝ่ายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยรอยยิ้มยั่วเย้า “…กลัวผมจะโดนคนอื่นคาบไปกินจริงๆ อย่างที่เขาว่าจริงๆ?” ประโยคย้อนถามที่คมกริบราวกับใบมีดโกนอาบน้ำผึ้ง ทำให้กรามคมของภาคินขบเข้าหากันแน่นจนขึ้นสันนูน ดวงตาคมเข้มดุจพญาเหยี่ยวหรี่ลงเล็กน้อย ความเงียบงันชั่ววินาทีนั้นอบอวลไปด้วยกระแสไฟฟ้าที่วิ่งพล่านในอากาศ ร่างสูงไม่ตอบคำถามด้วยวาจา แต่กลับขยับก้าวเข้าไปประชิดอีกก้าว บีบพื้นที่ยืนของคนตัวเล็กจนแผ่นหลังบางแนบชิดติดกับผนังห้องแต่งตัวเย็นเฉียบ มือหนายื่นออกไปวางทาบลงบนผนังทั้งสองข้าง กักขังปั้นไว้ตรงกลางอย่างสมบูรณ์แบบ “ปากเก่งนักนะ ปั้น” ภาคินโน้มใบหน้าลงมาจนหน้าผากเกือบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดพวงแก้มใส “คิดว่าตัวเองแน่มากใช่ไหมที่กล้าลองดีกับผมซ้ำๆ ซากๆ” “ผมไม่ได้ลองดีครับ ผมแค่พูดความจริง” ปั้นเบี่ยงหน้าหลบเล็กน้อยเมื่อระยะห่างมันใกล้เกินกว่าที่หัวใจจะรับไหว กลิ่นน้ำหอมเฉพาะตัวของภาคินกำลังทำให้สติที่สะสมมาทั้งวันเตลิดเปิดเปิง “ปล่อยได้แล้วครับ ผมจะแต่งตัวไปทำงานสาย” “สายก็เรื่องของคุณ ในเมื่อผมเป็นเจ้าของบริษัท คุณจะเข้างานกี่โมงก็ได้… แต่ตอนนี้” ภาคินจงใจลากเสียงต่ำลง ดึงสายตาลงมองเรียวปากอิ่มสีระเรื่อที่กำลังขยับเถียงฉอดๆ “ผมยังเคลียร์เรื่องรูปถ่ายเมื่อคืนไม่จบ” “มันไม่มีอะไรต้องเคลียร์! รูปนั้นมันก็แค่…” “แค่บังเอิญมุมกล้องมันพาไปว่างั้น?” ภาคินสวนกลับทันควัน น้ำเสียงเจือความหงุดหงิดชัดเจน “บังเอิญจนไอ้มีนมันส่งมาเยาะเย้ยผมว่าคุณไปดินเนอร์กับมันสองต่อสองเนี่ยนะ ปั้น คุณเห็นผมเป็นตัวตลกหรือไง ถึงกล้าไปไหนมาไหนกับคู่แข่งทางธุรกิจของผมลับหลังผมแบบนั้น” โอ้โห… ประโยคนี้หลุดออกมาจากปากคนที่ทำท่าเหมือนไม่สนใจไยดีเขาเนี่ยนะ? ปั้นเกือบจะหลุดขำออกมาแต่ต้องกลั้นไว้ทัน ดวงตาคู่สวยหรี่ลงด้วยความรู้ทัน ความซึนเดระของประธานหนุ่มคนนี้นับวันมีแต่จะอาการหนักขึ้นเรื่อยๆ ปากบอกว่าโมโหเรื่องธุรกิจ แต่หูและหางที่ลู่ตกกับแววตาหึงหวงจนปิดไม่มิดนั่นมันฟ้องชัดเจนเสียยิ่งกว่าอะไร “อ๋อ… ที่แท้ก็หึงนี่เอง” ปั้นจงใจเอียงคอพูดด้วยน้ำเสียงล้อเลียน แสร้งทำเป็นกระพริบตาปริบๆ อย่างไร้เดียงสา “ก็นึกว่าท่านประธานจะสนใจแต่เรื่องผลประกอบการบริษัท ที่ไหนได้… นั่งเฝ้าหน้าจอโทรศัพท์รอรูปจากผมกับคุณมีนเหรอคะเนี่ย น่ารักจังนะ” “ใครหึง! อย่าหลงตัวเองให้มันมากนักนะปั้น!” ภาคินรีบปฏิเสียงแข็งทันควัน ใบหน้าหล่อเหลาขึ้นสีแดงระเรื่อจางๆ บริเวณโหนกแก้มอย่างปิดไม่มิด แม้จะพยายามตีหน้าขรึมกลบเกลื่อนแค่ไหนก็ตาม “ผมแค่ไม่อยากให้คนในปกครองทำตัวมีปัญหาจนกระทบถึงภาพลักษณ์บริษัทต่างหาก ทายาทตระกูลมีนมันไว้ใจได้ที่ไหน คุณอ่อนต่อโลกเกินกว่าจะรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมพวกไฮโซหรอกน่า” “อ่อนต่อโลกเหรอคะ?” ปั้นแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาวาวโรจน์ขึ้นมาทันที “คนที่โดนผมตอกหน้าหงายในห้องประชุมทุกวันคือผม หรือคุณมีนกันแน่ครับท่านประธาน? เลิกเอาข้ออ้างเรื่องงานมาบังหน้าสักทีเถอะ ถ้าหึงก็พูดออกมาตรงๆ ผมไม่ใช่เด็กอนุบาลนะที่จะดูไม่ออก” บรรยากาศในห้องแต่งตัวนิ่งงงไปชั่วขณะ ไดอะล็อกที่ปะทะกันอย่างดุเดือดหยุดชะงักลงด้วยความจริงที่ถูกกระชากออกมาวางไว้ตรงกลาง ภาคินชะงักค้างไป ดวงตาคมกริบมองสบกับดวงตากลมโตที่ฉายแววรู้ทันอย่างไม่ยอมแพ้ ความเงียบงันเข้ามาแทนที่ชั่วครู่ ก่อนที่มุมปากของประธานหนุ่มจะกระตุกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มร้ายกาจที่ทำให้ปั้นต้องใจกระตุกวูบ “ปากดีนักนะ…” ภาคินกระซิบเสียงพร่า เลื่อนมือข้างหนึ่งจากผนังลงมาแตะที่ปลายคางมน ไล้ปลายนิ้วโป้งเบาๆ บนริมฝีปากอิ่มที่ยังคงเถียงไม่หยุด “ถ้าปากเก่งนัก… งั้นช่วยพิสูจน์ให้ผมดูหน่อยสิ ว่านอกจากคำพูดจาอวดดีพวกนี้แล้ว คุณยังมีดีตรงไหนอีก ถึงทำให้ผมสลัดภาพคุณออกจากหัวไม่ได้เลยสักวินเดียวตั้งแต่เมื่อคืน” “อื้อ…!” ยังไม่ทันที่ปั้นจะได้อ้าปากโต้เถียง ภาคินก็โน้มใบลงมาประกบปิดเรียวปากอิ่มด้วยความเร็วที่เหนือกว่า การจู่โจมที่ไร้การตั้งตัวทำให้ปั้นเผลอเผยอริมฝีปากออกด้วยความตกใจ เปิดทางให้ลิ้นร้อนรุกล้ำเข้าไปตักตวงความหวานล้ำอย่างเอาแต่ใจ สัมผัสที่เริ่มต้นด้วยความดุดันและเอาแต่ใจ ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความลึกซึ้งและละมุนละไมอย่างน่าประหลาด กลิ่นเปปเปอร์มินต์ผสมผสานกับรสชาติหวานละมุนจากริมฝีปากของคนตรงหน้า ทำให้สติปั้นกระเจิงไปไกลลิบ มือบางที่ตอนแรกพยายามทุบตีอกแกร่งเพื่อประท้วง ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นกำเสื้อเชิ้ตของอีกฝ่ายแน่นโดยไม่รู้ตัว หัวใจเต้นรัวแรงจนแทบจะกระเด็นออกมานอกอก นี่ไม่ใช่แค่การลงโทษ… แต่มันคือการสารภาพความรู้สึกที่ซ่อนไว้ภายใต้ความปากแข็งของคนทั้งคู่ เนิ่นนานกว่าภาคินจะยอมผละริมฝีปากออกอย่างนึกเสียดาย ทิ้งให้ปั้นหอบหายใจโยนตัวโยน ใบหน้าหวานแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู ดวงตากลมโตฉายแววขุ่นเคืองปนความเขินอายที่ปิดไม่มิด “คุณ… ฉวยโอกาส!” ปั้นต่อว่าเสียงสั่น พยายามผลักอกอีกฝ่ายให้ออกห่างแต่ทว่าแรงน้อยนิดนั้นแทบไม่เป็นผล “เขาเรียกว่าทวงสิทธิ์ต่างหาก” ภาคินยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ ดวงตาพราวระยับด้วยความพึงพอใจ มือหนายังคงประคองอยู่ที่เอวคอดกิ่วไม่ยอมปล่อย “จำไว้ว่าหลังจากนี้… ถ้ามีรูปหลุดกับไอ้หน้าไหนอีก คนที่จะจัดการคุณจะไม่ใช่แค่ส่งรูปขู่… แต่จะเป็นผมคนนี้ที่จะลงโทษคุณให้ลุกไม่ขึ้นเลยทีเดียว” ปั้นกำลังจะอ้าปากสวนกลับด้วยคำพูดเจ็บแสบสักประโยคเพื่อกู้หน้า แต่ทว่า… *กริ๊งงงงงงง!* เสียงกริ่งหน้าห้องพักส่วนตัวดังขึ้นขัดจังหวะความเป็นส่วนตัวอย่างไม่รู้กาลเทศะ ตามด้วยเสียงทุบประตูดังปึงปังและเสียงตะโกนเรียกชื่อที่ทำให้ทั้งคู่ต้องชะงักกึก “คุณปั้น! คุณปั้นอยู่ข้างในไหมครับ! แย่แล้วครับท่านประธาน! แย่แล้ว!” เสียงของเลขาฯ หน้าห้องอีกคนดังลอดเข้ามา พร้อมกับเสียงปลดล็อกประตูอัตโนมัติด้วยคีย์การ์ดสำรองที่ดัง *ติ๊ด!* ขึ้นอย่างชัดเจน ภาคินขมวดคิ้วมุ่นทันทีด้วยความหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะ ส่วนปั้นเบิกตากว้างด้วยความตกใจเมื่อนึกขึ้นได้ว่า… ประตูกำลังจะเปิดออก และพวกเขาทั้งคู่ในสภาพนี้กำลังยืนคลอเคลียกันอยู่ในห้องนอน! **และก่อนที่ปั้นจะทันได้เอ่ยปากห้าม ประตูห้องก็เปิดผางออก พร้อมกับร่างของเลขาฯ หน้าห้องที่พุ่งพรวดเข้ามาพร้อมใบหน้าซีดเผือด ก่อนจะชะงักกึกเมื่อเห็นภาพเบื้องหน้า—และบุคคลที่สามที่ก้าวตามเข้ามาด้านหลังพร้อมรอยยิ้มเย็นเยียบ… ทำให้ลมหายใจของปั้นสะดุดกึกทันที!** *(ฝากคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้คนปากแข็งอย่างคุณภาคินและน้องปั้นด้วยนะคะ รักรี้ดทุกคนเสมอค่ะ - หิมะแรกในโตเกียว)*
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณเลขาฯ อย่าดื้อกับเฮีย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%