คุณเลขาฯ อย่าดื้อกับเฮีย•ตอนที่ 3

วันแรกก็โดนรับน้อง

ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
แฟ้มเอกสารสีดำสนิทความหนากว่าสามนิ้วถูกโยนลงบนโต๊ะทำงานกระจกใส เสียงกระแทกกระทั้นนั้นไม่ได้ดังจนน่าตกใจ แต่มันหนักหน่วงพอที่จะเรียกให้สายตาคมกริบของคนที่นั่งอยู่หลังโต๊ะขยับขึ้นมามอง ภาคินประสานมือเข้าหากันบนตัก รอยยิ้มมุมปากที่จุดขึ้นมานั้นมีความหมายเยาะหยันอยู่เต็มเปี่ยม ดวงตาคมดุภายใต้กรอบแว่นสายตาราคาแพงกวาดมองผู้ช่วยคนใหม่ที่ยืนหลังตรงแหน่วราวกับทหารเกณฑ์ ทว่าแววตากลับไม่มีความหวาดกลัวเจืออยู่เลยแม้แต่น้อย "นี่คือรายงานวิเคราะห์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไตรมาสล่าสุด พร้อมโปรเจกต์รีสอร์ตที่ถูกตีตกไปเมื่อปีที่แล้วเพราะตัวเลขขาดทุน..." ภาคินเว้นจังหวะ น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบแต่จงใจสร้างแรงกดดัน "ผมอยากให้คุณสรุปจุดตายของโปรเจกต์นี้ พร้อมร่างแผนปรับปรุงใหม่ให้เสร็จภายในบ่ายสามโมง... หวังว่าบัณฑิตเกียรตินิยมอย่างคุณ จะทำได้มากกว่าการมานั่งจัดตารางนัดหมายไปวันๆ นะครับ... อ้อ ห้ามใช้ข้อมูลเก่าเด็ดขาด" ปั้นก้มมองกองเอกสารตรงหน้า แวบหนึ่งที่ประกายตาของเขารhบรู้ได้ทันทีว่านี่คือการ 'รับน้อง' รูปแบบใหม่ของผู้บริหารจอมเผด็จการ ภาคินจงใจหยิบงานหินที่แม้แต่พนักงานเก่าแก่ยังส่ายหน้ามาโยนให้เขา เพื่อรอดูความฉิบหายและเสียงร้องโอดครวญ ทว่าสิ่งที่ภาคินได้รับกลับเป็นรอยยิ้มบางเบา... รอยยิ้มที่เคลือบความท้าทายเอาไว้อย่างมิดชิดจนน่าหมั่นไส้ "รับทราบค่ะท่านประธาน" ปั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่ชัดถ้อยชัดคำ "ถ้าบ่ายสามโมงฉันยังวางแผนปรับปรุงที่สมบูรณ์แบบลงบนโต๊ะนี้ไม่ได้ คุณค่อยไล่ฉันออกก็ยังไม่สายนะคะ" ประโยคนั้นทำให้คิ้วเข้มของภาคินกระตุกเล็กน้อย ผู้ชายคนนี้... ปากกล้าเกินไปแล้ว ปั้นคว้าแฟ้มหนาเตอะนั้นขึ้นมาด้วยมือเดียว หันหลังแล้วก้าวฉับๆ ออกจากห้องทำงานส่วนตัวตรงไปยังโต๊ะทำงานหน้าห้องทันที เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นหินอ่อนเป็นจังหวะหนักแน่นสะท้อนความมุ่งมั่น ไม่มีแม้แต่เสียงถอนหายใจหรือท่าทีตื่นตระหนกให้เห็นสักนิด เวลาสามชั่วโมงสำหรับงานที่ต้องใช้เวลาทำเป็นสัปดาห์ มันคือโจทย์ที่เป็นไปไม่ได้สำหรับคนทั่วไป แต่ไม่ใช่สำหรับปกรณ์คนนี้ ทันทีที่หย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ ปั้นก็เปิดโหมดสมาธิขั้นสุด นิ้วเรียวยาวรัวลงบนแป้นพิมพ์แล็ปท็อปด้วยความเร็วสูง สายตากวาดตัวเลขและกราฟฟิกการเงินนับร้อยหน้าในเวลาอันรวดเร็ว สมองประมวลผลวิเคราะห์จุดอ่อนที่ทำให้โปรเจกต์เจ๊งในอดีตอย่างแม่นยำ พร้อมทั้งดึงข้อมูลเทรนด์การท่องเที่ยวปัจจุบันมาผสานเข้ากับกลยุทธ์การตลาดแบบใหม่ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่อย่างเฉียบคม บรรยากาศรอบตัวของปั้นในยามทำงานนั้นดึงดูดสายตาอย่างประหลาด ผ่านกระจกใสบานใหญ่ ภาคินที่แสร้งทำทีเป็นเซ็นเอกสารอยู่หลังโต๊ะทำงาน กลับเผลอเงยหน้าขึ้นมองคนข้างนอกอยู่บ่อยครั้ง ดวงตาคมกริบกวาดมองแผ่นหลังบางที่นั่งหลังตรงไม่ยอมพิงพนักเก้าอี้ เส้นผมสีดำสนิทล้อมกรอบใบหน้าเรียบเนียนที่ตอนนี้ฉายแววเคร่งเครียดจริงจัง ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันน้อยๆ ยามที่สมองกำลังคิดคำนวณตัวเลขมหาศาล *ดื้อรั้น... หัวรั้นเป็นบ้า* ภาคินพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ นึกหมั่นไส้ท่าทีไม่ยอมก้มหัวให้ใครงอแงของอีกฝ่าย แต่ในขณะเดียวกัน ความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่าความหงุดหงิดกลับก่อตัวขึ้นเงียบๆ... ความประทับใจที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีปากร้าย นาฬิกาบนผนังเดินวนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเข็มยาวชี้atเลขสามพอดีเป๊ะ ก๊อกๆ! เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองครั้งก่อนที่ร่างโปร่งจะก้าวเข้ามาด้วยท่าทีสงบเรียบร้อย ปั้นไม่ได้มีสภาพเหนื่อยหอบหรือหัวฟูอย่างที่ภาคินวาดภาพไว้เลยแม้แต่น้อย ใบหน้าหวานยังคงประดับรอยยิ้มมั่นใจ ดวงตาสุกใสเป็นประกายระยิบระยับราวกับเด็กที่เพิ่งสอบได้คะแนนเต็ม แฟ้มเอกสารสีดำเล่มเดิมถูกวางลงบนโต๊ะทำงานของประธานหนุ่มอีกครั้ง ทว่าข้างในนั้นถูกคั่นด้วยโพสต์อิตสีสันสดใสระบุหัวข้อไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย "รายงานวิเคราะห์จุดตาย และแผนฟื้นฟูโปรเจกต์ 'บลูโอเชียน รีสอร์ต' ฉบับปรับปรุงเสร็จเรียบร้อยค่ะท่านประธาน" ปั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความภูมิใจกลายๆ "ฉันเพิ่มกลยุทธ์การตลาดแบบ Eco-Tourism เข้าไป ซึ่งคาดว่าจะคืนทุนได้ภายในสิบแปดเดือน ลองตรวจดูได้นะคะว่ามีจุดไหนที่ท่านประธานจะหักคะแนนอีกไหม" ภาคินเงยหน้าขึ้นสบตา ชายหนุ่มนิ่งอึ้งไปชั่ววินาทีเมื่อพลิกเปิดหน้ากระดาษดู เนื้อหาข้างในไม่ใช่แค่การทำส่งๆ ไปที แต่มันคือแผนธุรกิจระดับมืออาชีพที่ผ่านการคิดวิเคราะห์มาอย่างลึกซึ้งและรอบด้านยิ่งกว่าที่เขาคาดคิดไว้เสียอีก ดวงตาคมกริบช้อนขึ้นมองคนตรงหน้า ความรู้สึกทึ่งฉายชัดในแววตา แต่ริมฝีปากหนากลับยังคงหยักยิ้มเย้าแหย่ตามนิสัยซึนเดระ "ก็... งั้นๆ แหละครับ" ภาคินแกล้งทำเป็นเปิดผ่านๆ ทั้งที่ใจเต้นแรง "แค่พอถูไถไปได้ ไม่ได้ดีเลิศเลออะไรขนาดนั้นหรอก อย่าเพิ่งหางหางตั้งล่ะ" ปั้นแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ ดวงตากลมโตหรี่ลงเล็กน้อยอย่างรู้ทัน "ปากแข็งจังนะคะ ทั้งที่ในใจกำลังทึ่งจนพูดไม่ออกแท้ๆ" "นี่คุณ!" ภาคินเผลอหลุดเสียงดังลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ความสูงที่ได้เปรียบทำให้เขาต้องก้มมองร่างโปร่งที่ยืนยิ้มเยาะอยู่ตรงหน้า ระยะห่างระหว่างกันลดลงจนแทบไม่มีช่องว่าง ความเร่าร้อนบางอย่างแผ่ซ่านออกมาจากตัวของประธานหนุ่ม ปากร้ายแต่แววตากลับพราวระยับด้วยความคลั่งรักที่เจ้าตัวยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ปั้นไม่ถอยหลังหนีแถมยังก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด เงยหน้าขึ้นสบตาตรงๆ ใบหน้าห่างกันเพียงคืบ ลมหายใจอุ่นร้อนรดรินอยู่ใกล้จนใจสั่น "ถ้าไม่มีงานด่วนอะไรอีก ฉันขอตัวไปเคลียร์อีเมลต่อนะคะ 'ท่านประธาน'..." ปั้นจงใจเน้นเสียงคำสุดท้ายด้วยรอยยิ้มยั่วเย้า ภาคินกักตัวอีกฝ่ายไว้ด้วยท่อนแขนที่วางพาดลงบนขอบโต๊ะ ก้มลงกระซิบชิดริมหูด้วยน้ำเสียงทุ้มพร่าที่ทำเอาคนฟังขนลุกซ่า "อย่าเพิ่งรีบไปครับ... งานหลวงจบไปแล้ว แต่งานราษฎร์... ดูท่าว่าเราต้องเคลียร์กันยาว" ขณะที่บรรยากาศกำลังระอุจนอุณหภูมิในห้องพุ่งสูงขึ้นอย่างไร้เหตุผล ประตูห้องทำงานก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาทโดยไม่รอให้เจ้าของอนุญาต "คินคะ! แย่แล้วค่ะ มีเรื่องใหญ่..." เสียงหวานแหลมที่คุ้นเคยดังแทรกขึ้นมา พร้อมกับการปรากฏตัวของ 'มีน' ทายาทตระกูลดังที่เดินดุ่มเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ปั้นรีบผละถอยหลังเว้นระยะห่างทันที ขณะที่ภาคินสบถออกมาเบาๆ อย่างหัวเสียที่ถูกขัดจังหวะสำคัญ ดวงตาคมหันขวับไปมองผู้มาใหม่ด้วยแววตาคุกกรุ่น ************************************** *ขอบคุณที่ติดตามละอองความฟินในตอนนี้จาก "หิมะแรกในโตเกียว" แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ*
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณเลขาฯ อย่าดื้อกับเฮีย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%