“หึ เจอตัวสักทีนะ... ทั้งคู่เลย”
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เจือความกวนประสาทนั้นดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความเงียบงันของห้องรับรองแขกหลังร้านดอกไม้ เรนสะดุ้งเล็กน้อยโดยสัญชาตญาณ ร่างเพรียวหมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับต้นเสียงทันที ดวงตากลมโตฉายแววหงุดหงิดอย่างไม่ปิดบัง เมื่อพบว่าผู้มาใหม่คือ ‘ธนา’ ลูกค้าตัวปัญหาที่เคยสร้างวีรกรรมสั่งดอกไม้จัดแต่งงานแต่งงานแล้วเบี้ยวงานในนาทีสุดท้าย แถมยังชอบโผล่มาตื๊อเขาไม่เว้นแต่ละวัน
ส่วนอคิน... สถาปนิกหนุ่มมาดเนี๊ยบที่ยืนบังร่างสูงของเขาไว้ครึ่งหนึ่งเมื่อครู่ กลับขยับก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าวอย่างเป็นธรรมชาติ ไหล่กว้างแผ่รังสีความเย็นชาและกดดันออกมาจนอุณหภูมิในห้องลดฮวบลงหลายองศา
“ร้านปิดแล้วครับ ถ้าตาไม่บอดก็น่าจะเห็นป้ายแขวนอยู่หน้าประตู” อคินเปิดฉากสวนกลับทันควัน น้ำเสียงเรียบสนทนาแต่เชือดเฉือนจนคนฟังหน้าชา
ธนากลั้วหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมปลาบกวาดมองสถาปนิกหนุ่มหัวจรดเท้าด้วยความหมั่นไส้ “อ้าว นึกว่าใคร ที่แท้ก็คุณสถาปนิกปากจัดนี่เอง มาทำอะไรแถวนี้ล่ะครับ หรือว่าหมดปัญญาออกแบบตึก เลยต้องมาเกาะเด็กขายดอกไม้กินแทน”
เรนเม้มปากแน่น ความโกรธแล่นริ้วขึ้นมาถึงขั้วหัวใจ เขาเกลียดที่สุดคือคนที่เที่ยวดูถูกอาชีพของคนอื่น และยิ่งเกลียดเข้าไปใหญ่เมื่อธนาพยายามลากอคินเข้ามาเอี่ยวในเรื่องไร้สาระนี้ ทว่าก่อนที่เขาจะทันได้อ้าปากพ่นคำด่าทอใส่หน้าแขกไร้มารยาท อคินกลับยกมือขึ้นข้างหนึ่งเป็นเชิงห้าม
ปฏิกิริยานั้นเรียบง่าย แต่มันทำให้เรนชะงักไป ดวงตาคู่สวยมองแผ่นหลังกว้างของคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด
ปกติแล้วอคินไม่ใช่คนยอมคน ปากของสถาปนิกคนนี้จัดจ้านและพร้อมฟาดฟันกับทุกคนบนโลกใบนี้โดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม แต่วินาทีนี้... อคินกลับเลือกที่จะขยับเข้ามายืนบังเขาไว้มิดชิดยิ่งขึ้น ราวกับต้องการสร้าง ‘พื้นที่ปลอดภัย’ เล็กๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่คุกรุ่นนี้
“ปากดีแบบนี้ สมแล้วล่ะครับที่คู่ควรกับคำว่าไร้มารยาท” อคินเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท แต่ทว่าดวงตาคมกริบหลังกรอบแว่นสายตากลับวาวโรจน์ “ถ้าไม่มีธุระเรื่องงาน เชิญออกไปจากร้านของเรนครับ ไม่งั้นผมคงต้องใช้กำลังพาลอยด์เชิญคุณออกไปเอง”
“เฮ้ย พูดจาให้มันดีๆ นะเว้ย!” ธนาหน้าเสีย ชักสีหน้าใส่ด้วยความโมโหที่โดนตอกกลับอย่างเจ็บแสบ “ฉันไม่ได้มาหาเรื่อง ฉันแค่มารับของที่สั่งไว้!”
“ของที่สั่ง?” เรนทวนคำ เสียงหวานติดจะเย้ยหยันเล็กน้อยเมื่อก้าวออกมาจากด้านหลังของอคิน แม้ตัวจะเล็กกว่าแต่แววตากลับสู้ไม่ถอย “คุณยกเลิกออเดอร์ไปเมื่อสามวันก่อนด้วยเหตุผลว่า ‘ไม่อยากได้แล้ว’ ตอนนี้จะมาเอาอะไรอีก ร้านฉันไม่มีของเหลือให้คนไม่มีความรับผิดชอบหรอกค่ะ เชิญ”
เรนเน้นเสียงหนักแน่น พร้อมชี้ไปที่ประตูกระจกหน้าร้าน ธนากัดฟันกรอดด้วยความแค้นใจ แต่เมื่อเห็นสายตาคมปลาบที่มองมาอย่างเอาเรื่องของอคินประกอบกับท่าทีแข็งกร้าวของเรน สุดท้ายฝ่ายนั้นก็จำใจต้องสะบัดหน้าหนีแล้วเดินกระแทកเท้าออกไปจากร้าน เสียงประตูกระจกปิดกระแทกดังปังสะท้อนก้องไปทั่วความเงียบ
เมื่อความวุ่นวายผ่านพ้นไป บรรยากาศภายในห้องจัดดอกไม้ก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง กลิ่นหอมจางๆ ของดอกยูคาลิปตัสและกุหลาบขาวลอยอวลอยู่ในอากาศ ช่วยบรรเทาความตึงเครียดลงได้บ้าง
เรนถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ไหล่ลู่ลงเล็กน้อยด้วยความเหนื่อยล้า วันนี้เป็นวันที่หนักหนาสำหรับเขาจริงๆ ทั้งงานที่กองพะเนินและความน่ารำคาญของธนา ร่างบางทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวโปรด ยกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ เพื่อไล่อาการปวดหัวที่กำลังก่อตัว
เงาสูงทอดทับลงมาตรงหน้า เรนเงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณ ก็พบว่าอคินยังไม่ได้เดินออกไปไหน สถาปนิกหนุ่มยืนมองเขาอยู่เงียบๆ แววตาที่มักจะฉายแววหยิ่งทะนงและเจ้าเล่ห์เพทุบายในยามปกติ ตอนนี้กลับเจือไปด้วยความอ่อนโยนบางเบาที่ยากจะพบเห็น
“ไหวไหม” เสียงทุ้มเอ่ยถาม เบากว่าปกติจนเกือบจะกลายเป็นกระซิบ
เรนชะงักไปครู่หนึ่ง หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบอย่างไม่ทันตั้งตัว เขากะพริบตาปริบๆ มองท่าทีที่เปลี่ยนไปราวกับคนละคนของอคิน ปกติแล้วผู้ชายคนนี้ต้องหาจังหวะหยิกแกมหยอกหรือหาเรื่องแซะเขาต่อแน่ๆ แต่นี่... กลับยืนมองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยอย่างปิดไม่มิด
“ฉันดูเหมือนคนไม่ไหวตรงไหนล่ะคะ” เรนเลือกที่จะใช้กำแพงความปากแข็งเข้าสู้ เพื่อกลบเกลื่อนความหวั่นไหวที่จู่ๆ ก็ตีตื้นขึ้นมาในอก มุมปากบางหยักยิ้มบางเบา “ขอบคุณสำหรับเมื่อกี้ก็แล้วกันค่ะ แต่บอกไว้ก่อนนะว่าฉันจัดการเองได้ ไม่จำเป็นต้องให้คุณมาทำเป็นฮีโร่หรอก”
อคินไม่โต้เถียง กลับถอนหายใจยาวเหยียด ร่างสูงทิ้งตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้นตรงหน้าเก้าอี้ที่เรนนั่งอยู่ ทำให้ใบหน้าหล่อเหลาอยู่ในระดับเดียวกับอกของอีกฝ่าย มือหนายื่นออกไปช้าๆ ปลายนิ้วเรียวแตะเข้าที่ขมับข้างที่เรนนวดอยู่เมื่อครู่เบาๆ
เรนสะดุ้งสุดตัว หัวใจเต้นรัวระรัวยิ่งกว่าตอนเผชิญหน้ากับธนาเสียอีก ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจ “คะ... คุณทำอะไรน่ะ อคิน?”
“ก็นวดให้ไง หน้าซีดเป็นไก่ต้มขนาดนี้ ยังจะมาทำปากเก่งอีก” อคินเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เจือรอยยิ้มเอ็นดูอย่างเปิดเผย ปลายนิ้วอุ่นนวดคลึงเบาๆ ที่ขมับของเรนอย่างเบามือ ผิดวิสัยคนปากร้ายที่เขารู้จักโดยสิ้นเชิง “รู้ไหมว่าเวลาเธอทำตัวเข้มแข็งเกินไป มันน่าตีขนาดไหน”
สัมผัสที่อบอุ่นและคำพูดที่อ่อนโยนจนเกินเหตุนั้น ทำให้เรนรู้สึกเหมือนถูกสูบวิญญาณออกไปชั่วขณะ กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับกลิ่นสะอาดๆ ลอยเข้าจมูกจนแยกไม่ออกว่านี่คือความจริงหรือความฝัน ความใกล้ชิดนี้ทำให้เขาแทบหยุดหายใจ ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ จนต้องเบือนหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อหลบสายตาคู่นั้น
“ปล่อยนะ... ฉันทำเองได้น่า” เรนพึมพำเสียงเบาหวิว มือบางพยายามจะดันไหล่กว้างให้ออกห่าง แต่ทว่าอคินกลับจับข้อมือเขาไว้หลวมๆ ไม่ยอมปล่อย
“อยู่นิ่งๆ น่าเรน...” อคินเงยหน้าขึ้นสบตา ดวงตาคู่คมพินิจมองใบหน้าหวานที่ขึ้นสีเรื่ออย่างนึกเอ็นดู น้ำเสียงที่เคยติดตลกและกวนประสาท เปลี่ยนเป็นจริงจังและนุ่มลึกจนน่าใจหาย “ฉันรู้ว่าเธอเก่ง และรู้ว่าเธอจัดการทุกอย่างด้วยตัวเองได้ดีมาโดยตลอด... แต่บางครั้ง เธอก็ไม่จำเป็นต้องแบกโลกเอาไว้คนเดียวก็ได้ รู้ไหม?”
คำพูดเรียบง่ายแต่ลึกซึ้งนั้นราวกับกุญแจที่ไขเข้าไปในห้องลับที่เรนปิดตายไว้ในใจ ความรู้สึกแปลกประหลาดแล่นพล่านขึ้นมาจนขอบตาร้อนผ่าวอย่างน่าประหลาด ตลอดมาเขามักจะใช้ความเย่อหยิ่งและปากที่จัดจ้านเป็นเกราะป้องกันตัว ไม่ให้ใครเข้ามาล้ำเส้นในพื้นที่ส่วน
แต่กับผู้ชายคนนี้... คนที่มักจะกวนประสาทเขาอยู่เรื่อย แต่วินาทีกลับเป็นคนที่ยืนหยัดปกป้องและมองเห็นความอ่อนล้าที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังรอยยิ้มนั้นได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
เรนเม้มปากแน่น หัวใจเต้นแรงจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านมาจากฝ่ามือของอคินกำลังละลายกำแพงที่เขาสร้างขึ้นมานานนับปี
“ฉันไม่ใช่คนอ่อนแอสักหน่อย...” เรนพึมพำเสียงอ่อย ความมั่นใจที่เคยมีหายไปไหนหมดก็ไม่รู้
“อืม รู้แล้วว่าเก่ง” อคินยิ้มละมุน รอยยิ้มที่ทำให้ใบหน้าหล่อเหลานั้นดูทรงเสน่ห์จนแทบหยุดหายใจ “งั้นให้ฉันได้ทำหน้าที่ดูแล ‘เซฟโซน’ ของเธอชี้นิดนึง จะได้ไหมล่ะครับคนเก่ง”
บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกหยุดเวลาไว้ เสียงรถราด้านนอกร้านเงียบหายไป เหลือเพียงเสียงหัวใจของคนสองคนที่เต้นสอดประสานกันในจังหวะเดียวกัน เรนค่อยๆ หันกลับมาสบตากับอคินช้าๆ ความลังเลฉายชัดในแววตากลมโต แต่ทว่าในความลังเลนั้น กลับมีความยินยอมพร้อมใจซ่อนอยู่ลึกๆ
ทว่า... ในวินาทีที่เรนกำลังจะอ้าปากเอ่ยคำตอบบางอย่างออกมานั้นเอง
*กริ๊ง!*
เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้นกะทันหัน ทำลายบรรยากาศสีชมพูละมุนละไมให้แตกกระเจิงในพริบตา
“ขอโทษนะคะ! พอดีฉันทำกระเป๋าตังค์ตกไว้เมื่อตอนบ่าย—”
เสียงหวานใสของผู้หญิงคนหนึ่งดังแทรกเข้ามา พร้อมกับเสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาในร้านอย่างรวดเร็วโดยไม่รอให้เจ้าของร้านอนุญาต เรนสะดุ้งสุดตัว รีบผละออกจากอคินทันทีด้วยความตกใจ ขณะที่อคินขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะสำคัญอย่างไม่รู้กาลเทศะ
เรนหันไปมองผู้มาใหม่ที่ยืนอยู่หน้าร้านด้วยสีหน้าตกตะลึง ก่อนที่ดวงตากลมโตจะเบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นชัดเจนว่าผู้หญิงคนนั้นคือใคร
ใบหน้าหวานหยาดเยิ้ม รอยยิ้มเจื่อนๆ ที่ส่งมาให้ และน้ำเสียงที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี...
‘พิมพ์’ แฟนเก่าของอคิน ที่หายตัวไปจากชีวิตของเขาอย่างไร้ร่องรอยเมื่อหลายปีก่อน กำลังยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขา ณ ที่แห่งนี้!
— หิมะแรกในโตเกียว —
เซฟโซนของผมไม่ใช่คุณ สถาปนิกปากจัด•ตอนที่ 9
พื้นที่ปลอดภัยในโลกที่วุ่นวาย
ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของผมไม่ใช่คุณ สถาปนิกปากจัด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!