“นี่นายกำลังจะบอกว่า... ผลงานสามเดือนของฉัน กลายเป็นขยะที่ถูกเอาไปประเคนให้คู่แข่งเพื่อตัดหน้าเรางั้นเหรอ?”
เรนแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ดวงตาคู่สวยที่ปกติมักจะนิ่งสงบฉายแวววาวโรจน์ เขาโยนแท็บเล็ตลงบนโต๊ะทำงานเสียงดังสนั่นจนกรอบรูปโลหะบนนั้นสั่นไหว เสียงฝนที่กระหน่ำซัดลงมาบนหลังคาออฟฟิศโครงการราวกับจะช่วยตอกย้ำความโกลาหลที่เพิ่งเกิดขึ้น
อคินยืนกอดอกพิงขอบหน้าต่างกระจกบานใหญ่ เงาสะท้อนของสายฟ้าที่แลบแปลบปลาบทำให้ใบหน้าคมสันของเขาดูเคร่งขรึมและเย็นชาขึ้นอีกหลายเท่า สถาปนิกหนุ่มไม่ได้ตอบโต้ในทันที เขานิ่งเงียบราวกับกำลังชั่งน้ำหนักคำพูด ก่อนจะหันมาสบตากับคนตรงข้ามด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก
“ฉันไม่ได้บอกว่าเป็นขยะ แต่อยากให้เธอใช้สมองที่ไม่ได้มีไว้แค่จัดดอกไม้ คิดดูให้ดีว่าใครในทีมที่พอจะมีรหัสผ่านเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์สำรองได้” น้ำเสียงของอคินราบเรียบ ทว่าทุกคำพูดกลับเชือดเฉือนจนคนฟังรู้สึกเหมือนถูกกรีดลงบนแผลสด
“โอ้... ขอบคุณสำหรับคำชมนะคุณอคิน ดูเหมือนงานสถาปนิกจะสอนให้คุณกลายเป็นคนปากเสียโดยสันดานอยู่แล้วสินะ แทนที่จะมาหาทางแก้ไข คุณกลับมาจ้องจะจับผิดคนในทีมตัวเองเพื่อความสะใจงั้นเหรอ?” เรนก้าวเข้าไปหาอีกฝ่าย ระยะห่างระหว่างทั้งคู่เหลือเพียงไม่กี่คืบ จนอคินได้กลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้และกลิ่นน้ำหอมเย็นๆ ที่ลอยมาจากตัวเรนท่ามกลางความกดอากาศต่ำ
“ฉันพูดความจริง ไม่ได้พูดให้เธอสะใจ” อคินขยับตัวเข้ามาใกล้จนแผ่นหลังของเรนชิดกับผนังห้อง “หรือว่าเธออยากจะบอกว่า... คนที่เธอไว้ใจที่สุดในทีม ไม่ได้เป็นคนทำ?”
“ฉันเชื่อในสัญชาตญาณตัวเอง และฉันรู้ว่าใครเป็นใคร ไม่ใช่ทุกคนที่มองโลกแบบขยะๆ เหมือนที่คุณทำ!”
“เหรอ? ถ้าสัญชาตญาณเธอแม่นยำขนาดนั้น ทำไมโปรเจกต์นี้ถึงพังไม่เป็นท่าแบบนี้ล่ะ?” อคินยื่นมือไปค้ำผนัง กักตัวอีกคนไว้ในวงแขนทันที ดวงตาคมดุจเหยี่ยวจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเรน “อย่าเอาความดื้อรั้นมาใช้กับเรื่องงาน ถ้าเธอไม่มีปัญญาจัดการปัญหา ก็ถอยออกไปซะ ฉันจะเป็นคนจัดการทุกอย่างเอง”
“ถอยไป” เรนกัดฟันกรอด หัวใจของเขาเต้นรัว ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะความอัดอั้นที่ถูกต้อนให้จนมุม “คุณไม่มีสิทธิ์มาตัดสินฉัน และไม่มีสิทธิ์มาสั่งให้ฉันเลิกทำในสิ่งที่ฉันรัก เพียงเพราะคุณมันเห็นแก่ตัวจนมองไม่เห็นความพยายามของคนอื่น!”
“ฉันเห็น!” อคินตะคอกกลับ เสียงของเขาสั่นพร่าเล็กน้อย “ฉันเห็นมาตลอดว่าเธอนอนน้อยแค่ไหน เพื่อที่จะจัดวางดอกไม้พวกนั้นให้เข้ากับสถาปัตยกรรมของฉัน ฉันเห็นว่าเธอมันบ้างานแค่ไหน... บ้าจนไม่เคยมองว่าฉันพยายามจะปกป้องเธอจากคนพวกนั้นยังไง!”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานทันที เหลือเพียงเสียงฝนที่ตกหนักขึ้นเรื่อยๆ จนเหมือนโลกทั้งใบถูกตัดขาดจากภายนอก เรนชะงักไป คำพูดของอคินเหมือนกุญแจที่ไขความลับบางอย่างที่เขาพยายามมองข้ามมาตลอด
“คุณ... ปกป้องฉัน?” เรนพึมพำ เสียงแผ่วลง
อคินถอนหายใจยาว แววตาที่เคยแข็งกร้าวอ่อนแสงลง เขาหลับตาลงครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ เลื่อนมือที่ค้ำผนังมาจับที่ไหล่ของเรนเบาๆ “ฉันรู้มาตั้งแต่วันแรกว่ามีคนจ้องจะเล่นงานดีไซน์ของเธอ ฉันถึงได้ยอมโดนด่าว่าปากจัด ยอมเป็นคนร้าย เพื่อให้ไอ้พวกนั้นโฟกัสมาที่ฉันแทนที่จะเป็นเธอ... แต่ดูเหมือนว่าฉันจะพลาดไปก้าวหนึ่ง”
เรนรู้สึกเหมือนอากาศในห้องเริ่มเบาบางลง เขาไม่เคยคิดว่าภายใต้ท่าทีหยิ่งผยองและถ้อยคำจิกกัดเหล่านั้น จะมีการกระทำที่โง่เขลาและน่าหมั่นไส้ซ่อนอยู่
“ทำไมไม่บอกกันตรงๆ...” เรนถาม เสียงสั่น “ถ้าบอก... ฉันก็คงไม่ต้อง...”
“ถ้าบอก แล้วเธอจะยอมเชื่อใจฉันเหรอ? ขนาดตอนนี้ เธอยังมองว่าฉันเป็นศัตรูตัวฉกาจของเธอเลยไม่ใช่เหรอ” อคินก้มหน้าลงมาจนหน้าผากของทั้งคู่แตะกัน ลมหายใจอุ่นๆ รินรดใบหน้าของกันและกัน “เรน... ฉันไม่ใช่คนดี แต่สำหรับงานของเธอ และสำหรับตัวเธอ... ฉันยอมแลกทุกอย่าง”
บรรยากาศเริ่มเปลี่ยนไป ความโกรธแค้นแปรเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดของอารมณ์ที่พุ่งพล่าน เรนรู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดมหาศาลที่แทรกซึมผ่านสายตาที่อคินใช้มองเขา มันไม่ใช่ความเกลียดชัง แต่มันคือความปรารถนาที่ถูกเก็บกดมานาน
“อย่ามาทำแบบนี้...” เรนพยายามจะเบี่ยงหน้าหนี แต่ฝ่ามือของอคินที่ประคองท้ายทอยเขาไว้ทำให้ทำไม่ได้
“ฉันทำแบบนี้มาตลอดต่างหาก” อคินกระซิบ เสียงแหบพร่า “แค่นี้ยังไม่ชัดเจนพออีกเหรอ ว่าเซฟโซนที่ฉันอยากให้เธออยู่... ไม่ใช่ที่อื่น แต่เป็นข้างๆ ฉัน”
เรนเบิกตากว้าง หัวใจเต้นแรงราวกับจะหลุดออกมาจากอก ในวินาทีที่เขากำลังจะเอ่ยปากตอบโต้ เสียงเปรี้ยงของสายฟ้าดังขึ้นใกล้ตัวอาคารจนไฟในออฟฟิศดับวูบลงเหลือเพียงความมืดมิด
ในความมืดที่เหลือเพียงเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกัน เรนสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่ใกล้เข้ามาจนลมหายใจประสานกัน เขารู้สึกถึงความเปียกชื้นของเม็ดฝนที่เกาะอยู่ตามเสื้อผ้าของอีกฝ่าย และแรงกดทับเบาๆ ที่ริมฝีปาก... มันเป็นจูบที่ไม่ได้เริ่มต้นด้วยความรักที่หอมหวาน แต่เริ่มต้นด้วยความโหยหาและความเจ็บปวด
ทว่าในจังหวะที่หัวใจของทั้งคู่กำลังจะหลอมรวมกัน เสียงฝีเท้าหนักๆ จากรองเท้าบูทก็ดังขึ้นที่หน้าประตูออฟฟิศ ตามด้วยเสียงเคาะประตูที่รัวและกระชากอารมณ์จนทั้งคู่ผละออกจากกันอย่างตกใจ
“อคิน! คุณอยู่ข้างในใช่ไหม? ผมรู้ว่าคุณยังไม่ได้กลับ... เปิดประตูเดี๋ยวนี้!”
เสียงของศัตรูตัวฉกาจที่เพิ่งขโมยแบบแปลนไปดังขึ้นที่หน้าห้อง เรนเบิกตากว้างเมื่อเห็นเงาสะท้อนของแสงไฟฉายที่ส่องลอดผ่านช่องว่างใต้ประตูเข้ามา อคินมองหน้าเรนด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปเป็นความเครียดขึ้ง ก่อนจะดึงเรนให้มาหลบหลังโต๊ะทำงาน
“อย่าส่งเสียงเด็ดขาด” อคินกระซิบสั่งพร้อมกับคว้าอุปกรณ์สถาปัตยกรรมชิ้นหนึ่งในมือไว้แน่น
เสียงลูกบิดประตูถูกหมุนวนอย่างรุนแรง ก่อนที่กลอนประตูจะถูกพังดังโครม! แสงไฟจากหน้าจอสมาร์ทโฟนของอคินสว่างวาบขึ้นเผยให้เห็นร่างของชายปริศนาที่ก้าวเข้ามา... ชายคนนั้นไม่ได้มามือเปล่า แต่ในมือของเขากลับมีซองเอกสารที่เรนคุ้นตาที่สุดวางอยู่
“หึ เจอตัวสักทีนะ... ทั้งคู่เลย”
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับความปั่นป่วนในครั้งนี้ หิมะแรกในโตเกียวสัญญาว่าจะขยี้ปมให้เดือดกว่าเดิมในตอนหน้าค่ะ!
เซฟโซนของผมไม่ใช่คุณ สถาปนิกปากจัด•ตอนที่ 8
คืนฝนตกที่ไม่ได้นัดหมาย
ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของผมไม่ใช่คุณ สถาปนิกปากจัด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!