"ถ้าคุณยังวางดอกไฮเดรนเยียสีฟ้าไว้ตรงมุมอับแสงนั่นอีกเซนติเมตรเดียว ผมจะถือว่าคุณตั้งใจทำลายงานออกแบบของผมให้พินาศด้วยมือตัวเองนะคะ คุณเรน"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เจือความหงุดหงิดจงใจกดต่ำลงจนลอดผ่านเสียงจอแจของทีมงานนับชีวิตในฮอลล์จัดแสดงสินค้าขนาดมหึมา เรนหยุดมือที่กำลังบรรจงเสียบก้านดอกไม้ลงในโอрилเซรามิกทรงสูง ปลายพู่กันจัดดอกไม้ในมือเกือบหักคามือด้วยความหมั่นไส้ เขาไม่ได้หันกลับไปทันที แต่เลือกที่จะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ที่พุ่งปรี๊ดขึ้นมาถึงขั้วหัวใจตั้งแต่แปดโมงเช้า
นี่คือมหกรรมบ้านและสวนแห่งปี โปรเจกต์เร่งด่วนที่กินเวลาชีวิตของพวกเขามาสามสัปดาห์เต็ม และเป็นสามสัปดาห์ที่เรนรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่บนลวดสลิงที่ขึงข้ามปากปล่องภูเขาไฟ ระหว่างรสนิยมทางสถาปัตยกรรมแบบมินิมอลลิสต์สุดโต่งของอคิน กับงานศิลปะจากมวลดอกไม้ที่ต้องมีชีวิตชีวาของเขาเอง
เรนวางอุปกรณ์ลง วาดรอยยิ้มการค้าที่ปลอมเปลือกที่สุดในสามโลกแล้วหันไปเผชิญหน้า
"สถาปนิกอคินคะ ถ้าคุณกรุณาสละเวลาอันมีค่าเดินเอาตาคู่สวยๆ ของคุณเข้ามาดูใกล้ๆ สักนิด คุณจะเห็นว่ามุมตรงนั้น 'รับแสง' พอดีผ่านช่องกระจกสกายไลท์ตอนบ่ายสอง ซึ่งเป็นไฮไลต์ที่ฉันตั้งใจครีเอทเพื่อให้ตัดกับความดิบของคอนกรีตเปลือยที่คุณอุตส่าห์ดราฟต์มาจนหน้าตาเหมือนห้องขังเดี่ยว" เรนสวนกลับทันควัน นัยน์ตาส่อประกายท้าทายจนคนฟังถึงกับขยับแว่นสายตาด้วยความเข่นเขี้ยว
อคินก้าวเข้ามาประชิดในระยะประชิด กลิ่นน้ำหอมกลิ่นไม้จันทน์ผสมความเย็นชาที่เป็นเอกลักษณ์ของเจ้าตัวโชว์หรี่เข้ามาแตะจมูก ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงเหลือแค่ก้าวเดียว จนเรนต้องเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อสบตา สายตาคมกริบของอคินกวาดมองตั้งแต่ปลายผมจรดปลายรองเท้าผ้าใบเปื้อนดินของเขา ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ริมฝีปากที่กำลังเม้มเข้าหากันอย่างถือดี
"เถียงคำไม่ตกฟาก" อคินพึมพำลอดไรฟัน "ปากเก่งแบบนี้ แรงเหลือใช่ไหมครับ งั้นช่วยไปยกกล่องฐานเหล็กเซ็ตสุดท้ายที่โซนวีไอพีด้านโน้นด้วย ตัวเองตัวแค่นี้ ทำเป็นเก่งแบกของหนัก เดี๋ยวก็เป็นลมล้มพับไปคาบูธของผมหรอก"
"ไม่ต้องมาทำเป็นปากห่วงค่ะ ฉันแข็งแรงพอที่จะไม่เป็นภาระให้สถาปนิกปากจัดอย่างคุณก็แล้วกัน"
เรนสะบัดหน้าหนี เดินกระแทกส้นเท้าไปยังโซนวีไอพีตามที่อีกฝ่ายสั่ง แม้ปากจะปฏิเสธเสียงแข็ง แต่หัวใจเจ้ากรรมกลับเต้นรำไปจังหวะที่แปลกประหลาด ความใกล้ชิดตลอดสัปดาห์นี้มันหล่อหลอมความรู้สึกบางอย่างขึ้นมาเงียบๆ ความใส่ใจที่ซ่อนอยู่ใต้คำพูดจิกกัด ความห่วงใยที่แสดงออกผ่านการบังคับให้เขากินข้าวเที่ยงตรงเวลา และสายตาคู่คมที่แอบมองเขาผ่านจอแล็ปท็อปบ่อยครั้ง สิ่งเหล่านี้ทำให้เรนรู้ตัวว่า... เขากำลังแพ้ทางผู้ชายคนนี้เข้าอย่างจัง
ฮอลล์จัดงานกว้างใหญ่เริ่มคราคร่ำไปด้วยผู้คนและสื่อมวลชนที่ทยอยเข้ามาเตรียมความพร้อมสำหรับงานพรีวิวรอบสื่อในอีกสองชั่วโมงข้างหน้า ความกดดันแผ่ซ่านไปทั่วทุกตารางเมตร ทีมงานวิ่งวุ่น เสียงตะโกนสั่งการดังระงม เรนกำลังงגתอยู่กับการจัดแต่งช่อดอกไม้ชิ้นเอกตรงกลางบูธหลัก เมื่อแผ่นหลังของเขาชนเข้ากับบางสิ่งเข้าอย่างจัง
"อุ๊ย!"
วงแขนแข็งแรงคู่หนึ่งคว้าเข้าที่เอวบางของเรนไว้ได้อย่างทันท่วงทีก่อนที่เขาจะหงายหลังล้มลงไปทับกองแจกันแก้ว ความร้อนจากฝ่ามือที่แนบผ่านเนื้อผ้าเชิ้ตบางทำให้เรนสะดุ้งสุดตัว ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อเงยหน้าขึ้นแล้วพบว่าใบหน้าของอคินอยู่ห่างกันเพียงคืบเดียว
ดวงตาสีนิลคู่นั้นไม่มีร่องรอยของการหยอกล้อหรือความกวนประสาทเหมือนทุกที มีเพียงประกายความกังวลลึกซึ้งที่ฉายชัดอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความเรียบเฉยตามวิสัย
"ซุ่มซ่ามจริงนะเรน ถ้าแจกันพวกนั้นล้มลงมาขาคุณคงพรุนไปหมดแล้ว" เสียงกระซิบพร่าต่ำดังชิดริมหู ลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่ตรงซอกคอจนเรนรู้สึกวูบวาบไปทั้งตัว
"ก็... ก็คุณมายืนข้างหลังเงียบๆ ทำไมล่ะคะ" เรนหาเสียงตัวเองเจออย่างยากลำบาก มือเล็กพยายามดันแผงอกกว้างให้ออกห่าง แต่ทว่าอคินกลับยิ่งกระชับวงแขนให้แน่นขึ้นอีกนิด บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกลดอุณหภูมิลงเหลือเพียงโลกใบเล็กๆ ที่มีแค่พวกเขาสองคน
เคมีที่อัดแน่นจนแทบระเบิดระหว่างสถาปนิกหนุ่มมาดเนี๊ยบกับนักจัดดอกไม้ฝีมือประณีตถูกบีบอัดให้เข้มข้นยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางความวุ่นวายของงานอีเวนต์ ปลายจมูกของทั้งคู่เกือบจะสัมผัสกันอยู่รอมร่อ เรนรู้สึกได้ถึงจังหวะหัวใจของอคินที่เต้นรัวเร็วจนผิดปกติผ่านแผ่นอกที่แนบชิด
"เรน..." อคินเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป มันไม่ใช่โทนเสียงเรียบเฉยหรือประชดประชัน แต่มันคือความเว้าวอนที่ซ่อนอยู่ใต้ฟอร์มจัด
เรนกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง นัยน์ตาสั่นไหวระริก สมองประมวลผลอะไรไม่ออกนอกจากความอบอุ่นจากอ้อมกอดนี้ที่เขาเริ่มเสพติดมันเสียแล้ว นิ้วเรียวเผลอขยุ้มปกเสื้อเชิ้ตสีเข้มของอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันช้าๆ ขณะที่ใบหน้าคมคายของอคินโน้มต่ำลงมาเรื่อยๆ ราวกับแรงโน้มถ่วงของโลกกำลังบังคับให้ทุกอย่างเข้าสู่จุดศูนย์กลาง
ระยะห่างลดลง... เหลือเพียงเสี้ยววินาทีที่ริมฝีปากจะแตะกัน
*กริ๊งงงงง!*
เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงของอคินแผดเสียงดังลั่นลายความเงียบราวกับฟ้าผ่ากลางฤดูร้อน อคินสะดุ้งเล็กน้อย ผ่อนแรงกอดออกทันทีด้วยความเสียดายอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่เรนรีบกระโดดถอยหลังไปสามก้าว ใบหน้าร้อนผ่าวรากับมีคนเอาเตาไฟมาจ่อใกล้ๆ เขายกมือขึ้นลูบแก้มตัวเองที่แดงก่ำเพื่อกลบเกลื่อนความปั่นป่วนในอก
อคินขมวดคิ้วมุ่นควักโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอ แวบแรกที่เห็นชื่อผู้โทร สีหน้าเรียบเฉยของสถาปนิกหนุ่มก็แปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งเครียดทันที เขากดรับสายด้วยน้ำเสียงห้วนสั้น
"ว่าไงครับ... อะไรนะ!"
เรนยืนหอบหายใจถี่กระชั้น พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ แต่ท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันของอคินทำให้เขารู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ สถาปนิกหนุ่มลดโทรศัพท์ลงช้าๆ นัยน์ตาสีนิลที่เคยทอประกายอบอุ่นเมื่อครู่ กลับมาเย็นชาและแข็งกระด้างขึ้นอีกครั้งอย่างรวดเร็ว
"มีอะไรเหรอคะอคิน เกิดปัญหาอะไรรึเปล่ากับงานเปิดตัว" เรนเอ่ยถามด้วยความกังวลเมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่าย
อคินเงยหน้าขึ้นสบตาเรน แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความซับซ้อนที่อ่านไม่ออก ก่อนที่เขาจะเอ่ยประโยคที่ทำให้เรนรู้สึกเหมือนพื้นดินใต้เท้ากำลังจะพังทลายลงมา
"คนไข้จากโรงพยาบาลโทรมาแจ้งว่า... แม่ของผม อาการทรุดหนักลงอีกแล้ว และตอนนี้ท่านกำลังถามหาคุณ..."
— หิมะแรกในโตเกียว
เซฟโซนของผมไม่ใช่คุณ สถาปนิกปากจัด•ตอนที่ 13
โปรเจกต์เร่งด่วน
ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของผมไม่ใช่คุณ สถาปนิกปากจัด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!