สถาปนิกหนุ่มกับคุณเชฟจอมเนี้ยบในโปรเจกต์อลวน•ตอนที่ 13

อุบัติเหตุเล็กๆ กับแผลที่ปลายนิ้ว

ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
รอยยิ้มเย็นเยียบของบุคคลที่เพิ่งก้าวเข้ามา ทำให้อุณหภูมิในร้านอาหารที่กำลังรีโนเวทลดฮวบลงทันที "บังเอิญจังครับ... ไม่คิดว่าจะเจอคุณกรที่นี่" เสียงทุ้มต่ำแต่น่าฟังเอ่ยขึ้น พร้อมกับร่างสูงสง่าในชุดสูทสีเทาเข้มที่เดินเข้ามาหยุดอยู่ใกล้โต๊ะทำงานสนาม กรธัสสร์เผลอกัดกรามแน่นโดยไม่รู้ตัว นัยน์ตาคมกริบไหววูบด้วยความไม่สบอารมณ์ชั่วขณะ ก่อนจะปรับสีหน้าให้เรียบเฉยอย่างรวดเร็ว ชายคนนี้คือ "ปรินทร์" อดีตเจ้านายเก่าสมัยที่กรธัสสร์ยังทำงานเป็นสถาปนิกประจำบริษัทใหญ่ และเป็นคนที่ทิ้งรอยแผลความทรงจำเรื่องการคัดลอกผลงานเอาไว้ จนทำให้สถาปนิกหนุ่มตัดสินใจลาออกมาเปิดบริษัทอิสระของตัวเอง การปรากฏตัวของเขาในย่านนี้ ย่อมไม่ใช่ความบังเอิญอย่างแน่นอน พิมพ์ชนกที่ยืนอยู่ข้างโต๊ะรีบขยับเข้ามาใกล้เพื่อนสนิทโดยสัญชาตญาณ ดวงตาคู่สวยฉายแววระแวดระวังอย่างเห็นได้ชัด เธอส่งสายตาเป็นเชิงถามว่า *'ไอ้บ้านี่มาทำไม'* แต่กรธัสสร์ทำเพียงแค่ส่ายหน้าเบาๆ เป็นเชิงบอกให้ใจเย็นก่อน "โลกกลมดีนะครับคุณปรินทร์ หรือว่าช่วงนี้งานที่บริษัทเก่ามันว่างมากจนต้องมาเดินตรวจงานโปรเจกต์ชาวบ้านเขา?" กรธัสสร์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงเจือความเย้ยหยันชัดเจน สมกับฉายาปากเก่งประจำแก๊ง ปรินทร์ไม่ได้โกรธ เขากลับยกยิ้มมุมปาก ดวงตาคมกวาดตามองรอบร้านที่กำลังอยู่ในระหว่างการปรับปรุงโครงสร้างด้วยสายตาประเมินค่า "ผมแค่ผ่านมาแถวนี้... แล้วก็ได้ยินว่าเชฟมือหนึ่งของย่านนี้กำลังร่วมมือกับสถาปนิกฝีมือดี ผมก็เลยแวะมาดูให้เห็นกับตาว่า ผลงานมันจะออกมา 'ดี' สมคำร่ำลือ หรือแค่ขายชื่อเสียงกันแน่" บรรยากาศเริ่มคุกกรุ่นขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางความตึงเครียดนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่คุ้นเคยก็ดังแทรกขึ้นจากทางโซนห้องครัวด้านหลัง "ถ้าหมายถึงมาตรฐานของร้านนี้... ผมคิดว่ามันเกินกว่าที่คนนอกจะเข้ามาวิจารณ์นะครับ" ปกรณ์ก้าวออกมาจากม่านกั้น ประผ้ากันเปื้อนสีเข้มถูกถอดออกพาดไว้ที่แขน ใบหน้าหล่อเหลาไร้รอยยิ้ม ดวงตาดุดันคมปลาบมองตรงไปยังปรินทร์ด้วยรังสีความกดดันที่แผ่ซ่านออกมาอย่างไม่ปิดบัง เชฟหนุ่มจอมเนี้ยบไม่ชอบให้ใครหน้าไหนเข้ามาทำตัวกร่างในพื้นที่ที่เขากำลังทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างมันขึ้นมา ปรินทร์หันไปมองหน้าเจ้าของร้าน ชั่วแวบหนึ่งมีความประหลาดใจฉายผ่านดวงตาคู่นั้น ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ "อ๋อ... คุณปกรณ์ เชฟเจ้าของร้านสินะครับ ผมแค่มารabททายเฉยๆ ไม่คิดว่าจะเจอเจ้าของร้านอารมณ์ร้อนขนาดนี้" "ร้านผมต้อนรับเฉพาะลูกค้าที่ให้เกียรติสถานที่ครับ ถ้าไม่ได้มาเพื่อกินอาหาร หรือไม่ได้มีธุระสำคัญเชิญออกไปทางประตูกระจกด้านโน้นได้เลยครับ" ปกรณ์พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบขาด ชนิดที่เรียกว่าไล่ทางอ้อมแบบไม่ไว้หน้า กรธัสสร์แอบลอบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเชฟหนุ่ม รอยสันกรามที่ขบเข้าหากันแน่นบ่งบอกว่าเจ้าตัวกำลังอดกลั้นความหงุดหงิดเอาไว้แค่ไหน ความปกป้องกลายๆ นี้ทำเอาหัวใจของสถาปนิกหนุ่มกระตุกวูบอย่างประหลาด ความรู้สึกอุ่นวาบแล่นริ้วขึ้นมากลางอกจนต้องรีบเบนสายตาหนี "ก็ได้ครับ... ไว้ผมจะกลับมาดูวันที่ร้านนี้เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ หวังว่ามันจะน่าประทับใจอย่างที่คุยไว้นะครับ" ปรินทร์ไหล่งับรอยยิ้มหยัน ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากร้านไปอย่างไม่รีบร้อน ทิ้งความอึดอัดไว้เบื้องหลัง ปืนพ่นลมหายใจฟึดฟัดด้วยความขัดแย้งในอก ทันทีที่ประตูกระจกปิดลง เขาก็หันขวับมามองสถาปนิกหนุ่มทันที "นายไปมีเรื่องอะไรกับไอ้เวรนี่มา ทำไมมันถึงตามมาวุ่นวายถึงนี่?" "เรื่องงานเก่า... ช่างมันเถอะน่า" กรธัสสร์โบกมือปัดป้องด้วยความรำคาญใจ ไม่อยากหยิบยกเรื่องอJีตน่าหงุดหงิดขึ้นมาพูดให้เสียบรรยากาศไปมากกว่านี้ "ว่าแต่คุณเถอะ ออกมาจากครัวทำไม แฟนซีรีส์ในครัวรอให้อำนาจเด็ดขาดอยู่หรือไงครับเชฟปกรณ์" "อย่าเปลี่ยนเรื่องนะกรธัสสร์" ปกรณ์ขมวดคิ้วมุ่น ก้าวเข้ามาประชิดตัวร่างโปร่งด้วยความหงุดหงิดที่ยังค้างคา "ฉันไม่ชอบให้ใครมาทำรุ่มร่ามใส่คนในพื้นที่ของฉัน... และฉันก็ไม่ชอบเห็นนายทำหน้าแบบเมื่อกี้ด้วย" คำพูดห้วนๆ แต่แฝงความห่วงใยแบบซึนๆ นั้นทำเอาคนฟังถึงกับชะงัก พิมพ์ชนกที่ยืนมองอยู่ไม่ไกลแอบยกมือขึ้นปิดปากกลั้นยิ้ม ก่อนจะรีบถอยฉากเดินเลี่ยงออกไปทางหน้าร้านเพื่อเปิดทางให้สองหนุ่มเคลียร์กันตามลำพอง กรธัสสร์แสร้งหัวเราะกลบ2กอาร์ม "โอ๊ะ... เป็นห่วงผมเหรอครับเนี่ย นึกว่าเชฟจะสนใจแต่สเต็กในกระทะซะอีก" "ปากดีนักนะ" ปกรณ์เค้นเสียงลอดไรฟันด้วยความหมั่นไส้ เดินดุ่มๆ ไปที่โต๊ะทำงานสนามเพื่อหยิบแบบแปลนที่ยังแก้ไม่เสร็จขึ้นมาดู แต่เพราะความรีบร้อนและอารมณ์ที่ยังคุกกรุ่น ทำให้มือหนาปัดไปโดนคัตเตอร์ด้ามคมที่วางอยู่หมิ่นเหม่บนขอบโต๊ะ *กริ๊ก!* "ระวัง!" กรธัสสร์ร้องเตือนเสียงหลง เมื่อเห็นใบมีดคัตเตอร์เลื่อนหลุดออกจากล็อกแล้วกรีดเข้าที่ปลายนิ้วแกร่งของปกรณ์เข้าอย่างจัง เลือดสีแดงสดซึมทะลักออกมาทันทีตามรอยแผลยาว ปกรณ์นิหน้าด้วยความเจ็บปวดเล็กน้อยแต่ยังคงทำฟอร์มขвมวดคิ้ว "ชิ... แค่นี้..." "แค่นี้อะไรล่ะ เลือดไหลออกขนาดนี้ยังจะปากแข็งอีก!" กรธัสสร์สติหลุดไปชั่วขณะ ความเป็นห่วงพุ่งทะยานเหนือความก้าวร้าวใดๆ สถาปนิกหนุ่มพุ่งเข้าไปคว้ามือหนานั้นเข้าอย่างกะทันหัน ปลายนิ้วเรียวสวยจับข้อมือแกร่งเอาไว้แน่นเพื่อไม่ให้เลือดไหลเลอะเทอะไปมากกว่านี้ จังหวะนั้นเอง... ระยะห่างระหว่างพวกเขากลับลดลงจนแทบไม่เหลือช่องว่าง ปกรณ์ชะงักค้างไป ดวงตาสองสีที่มักจะดุดันและนิ่งสงบเสมอ บัดนี้กลับเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อใบหน้าหวานของสถาปนิกหนุ่มอยู่ห่างจากปลายจมูกของเขาเพียงแค่คืบ ลมหายใจอุ่นๆ ที่เจือกลิ่นกาแฟจางๆ ปะทะเข้ากับผิวแก้มอย่างชัดเจน หัวใจในอกของเชฟหนุ่มเต้นรัวกระหน่ำราวกับตีกลองเพล ความเงียบเข้าปกคลุมรอบตัวราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุน มีเพียงเสียงหัวใจของกันและกันที่ดังสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาท กรธัสสร์เงยหน้าขึ้นสบตาคมกริบนั้นโดยไม่รู้ตัว ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันเล็กน้อยเมื่อตระหนักได้ว่าตอนนี้พวกเขากำลังยืนแนบชิดกันมากขนาดไหน กลิ่นกายสะอาดๆ ของปกรณ์ผสมกับกลิ่นเครื่องเทศจางๆ ลอยวนอยู่รอบตัว ชวนให้สติที่เคยกระฉูดเฉียบคมเริ่มพร่าเลือนทีละน้อย "กร..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยเรียกชื่ออีกฝ่ายแผ่วเบา ราวกับละเมอ มืออีกข้างที่ว่างของปกรณ์ค่อยๆ ยกขึ้นอย่างเผลอไผล ตั้งใจจะสัมผัสกรอบหน้าเรียวของคนตรงหน้า แต่ทว่า... ในวินาทีที่ปลายนิ้วแกร่งกำลังจะแตะโดนพวงแก้มใส เสียงกริ่งหน้าร้านก็ดังขึ้นอย่างทำลายบรรยากาศ พร้อมกับร่างของธนวินท์ที่ผลักประตูกระจกพรวดพราดเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก "ไอ้กรณ์! แย่แล้ว! ซอสล็อตใหญ่ในครัวเกิดไหม้ขึ้นมา—เฮ้ย!" ธนวินท์เบรกตัวโก่งเมื่อเห็นภาพตรงหน้า สถาปนิกหนุ่มและเชฟหนุ่มยืนประชิดติดกันจนแทบจะรวมร่างแถมมือข้างหนึ่งยังกุมกันไว้แน่นโดยมีเลือดซึมออกมา ดวงตาของหุ้นส่วนหนุ่มเบิกกว้างด้วยความตกใจระคนล้อเลียน เขากะพริบตาปริบๆ ก่อนจะยกมือขึ้นปิดตาตัวเองแล้วหันหลังกลับทันที "อุ๊ย! ขอโทษครับ! เชิญพวกนาย... เอ๊ย เชิญพวกนายทำแผลต่อให้เสร็จก่อนเถอะ เดี๋ยวฉันไปดับไฟในครัวแป๊บ!" ปกรณ์สะดุ้งสุดตัว รีบดึงมือกลับจากกรธัสสร์ทันที ใบหน้าหล่อเหลาขึ้นสีแดงเรื่ออย่างเห็นได้ชัด กรธัสสร์เองก็หน้าแดงก่ำไม่แพ้กัน สถาปนิกหนุ่มรีบหันไปหยิบกล่องปฐมพยาบาลบนชั้นวางด้วยความลนลาน หัวใจยังคงเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะจากเหตุการณ์เมื่อครู่ ทว่า... ก่อนที่ปกรณ์จะทันได้เอ่ยปากแก้ตัวอะไร เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อสูทของสถาปนิกหนุ่มก็แผדเสียงดังขึ้นทำลายความเงียบ กรธัสสร์หยิบขึ้นมาดู หน้าจอแสดงเบอร์โทรเข้าจากบุคคลที่ไม่คาดคิด—*พิมพ์ชนก*ที่เพิ่งเดินออกไปหน้าร้านเมื่อครู่นี้ แต่กลับส่งข้อความด่วนเด้งขึ้นมาก่อนจะกดรับสาย [กร! รีบวิ่งออกไปดูหน้าต่างกระจกฝั่งถนนใหญ่ตอนนี้เลย! ปรินทร์ไม่ได้มาคนเดียว... เขากำลังพาใครบางคนลงมาจากรถคันนั้น!] กรธัสสร์ชะงักกึก นัยน์ตาคู่สวยไหววูบด้วยความตกตะลึงระคนหวาดหวั่น เมื่อเงยหน้าขึ้นมองผ่านกระจกหน้าร้านออกไป บุคคลในร่างสูงอายุที่ก้าวลงมาจากรถหรูอีกคันฝั่งตรงข้ามถนน ทำเอาลมหายใจของสถาปนิกหนุ่มสะดุดกึกทันที *นั่นมัน... สถาปนิกอาวุโสผู้ทรงอิทธิพลคนนั้น คนที่ขโมยผลงานวิทยานิพนธ์ของเขาไปเมื่อห้าปีที่แล้ว!* -------------------------------------------------- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาร่วมลุ้นและฟินไปกับความซึนของเชฟปกรณ์ด้วยกันนะคะ!
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหนุ่มกับคุณเชฟจอมเนี้ยบในโปรเจกต์อลวน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%