ปลายดินสอเกรด 2B หักเป๊าะลงกลางคัน บนกระดาษไขราคาแพงที่อุตส่าห์ร่างเส้น perspective ของห้องอาหารเอาไว้ร่วมสามชั่วโมง
กรธัสสร์ถอนหายใจเฮือกใหญ่จนกลุ่มผมสีเข้มที่ปรกหน้าผากปลิวไหว เขาเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะทำงานชั่วคราว ตั้งอยู่กลางไซต์งานที่ยังส่งกลิ่นอับของปูนปลาสเตอร์และฝุ่นผง ก่อนจะส่งสายตาพิฆาตไปยังร่างสูงโปร่งในเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นถึงข้อศอก ซึ่งกำลังยืนกอดอกพิงเคาน์เตอร์บาร์ด้วยท่าทางที่น่าหมั่นไส้ที่สุดในสามโลก
"ถ้าคุณเชฟจะกรุณาใช้ตาตุ่มข้างซ้ายคิดสักนิด ก็น่าจะมองออกนะคะว่า ระยะห่างสามเมตรระหว่างเตาไฟกับโต๊ะลูกค้าน่ะ มันคือมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล ไม่ใช่เตาย่างหมูกระทะหลังซอยบ้านคุณ!"
สถาปนิกหนุ่มเปิดฉากยิงวาทะใส่ทันทีโดยไม่ต้องมีปี่มีขลุ่ย น้ำเสียงกึ่งประชดกึ่งเอาเรื่องดังสะท้อนก้องตึกแถวโบราณที่กำลังถูกรีโนเวทใหม่ ปกรณ์ไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย ร่างสูงก้าวเท้าเข้ามาช้าๆ รองเท้าหนังราคาแพงเหยียบย่ำลงบนเศษปูนด้วยจังหวะมั่นคง ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบหน้าคมคายฉายแววเยียบเย็นและดื้อรั้นพอกัน
"แล้วถ้า 'สถาปนิกอินดี้' อย่างคุณ ใช้สมองส่วนหน้าวิเคราะห์สักนิด ก็คงจะรู้ว่า หัวใจของ Fine Dining คือการที่กลิ่นหอมของเนยและทรัฟเฟิลต้องลอยไปเตะจมูกลูกค้าตั้งแต่ก้าวแรกที่ผลักประตูเข้ามา ไม่ใช่ถูกกั้นด้วยกำแพงทึบปัญญาอ่อนนี่!" ปกรณ์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่เจือด้วยกระแสอารมณ์กรุ่นโกรธที่พร้อมปะทุได้ทุกเมื่อ
บรรยากาศในพื้นที่ก่อสร้างอุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลัน แม้รอบตัวจะมีเพียงลมร้อนช่วงบ่ายที่พัดผ่านโครงสร้างโล่งๆ แต่รังสีความกดอากาศต่ำระหว่างคนทั้งคู่กลับเย็นเยียบจนพิมพ์ชนกที่เพิ่งเดินถือแก้วกาแฟเข้ามาถึงกับต้องชะงักฝีเท้า
มัณฑนากรสาวกะพริบตาปริบๆ มองเพื่อนสนิทที่กำลังยืนจ้องหน้ากับเชฟหนุ่มจอมเนี้ยบราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ เธอกลืนน้ำลงคออย่างยากลำบากเมื่อสัมผัสได้ถึงประกายไฟที่แลบแปล๊บออกมาจากนัยน์ตาของทั้งคู่
"เอ่อ... กรคะ คุณกรณ์คะ ใจเย็นๆ กันก่อนดีไหมคะ แหม... แปลนนี้เพิ่งจะรอบที่สี่เองนะคะ ยังแก้ได้อีกเยอะค่ะ" พิมพ์ชนกพยายามส่งเสียงแทรกเพื่อกู้สถานการณ์ พร้อมกับส่งซิกทางสายตาให้เพื่อนรักเพลาๆ มือลงบ้าง แต่กรธัสสร์ไม่มีทีท่าจะลดราวาศอก
"พิมพ์ก็เห็นนี่! เขาน่ะเอาแต่ใจตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล อยากได้ครัวเปิดโล่งแบบที่เชฟยืนโชว์ลีลาควงตะหลิวให้สาวๆ กรี๊ด แต่ลืมคิดไปหรือเปล่าว่า ควัน น้ำมัน และกลิ่นกระเทียมเจียวมันจะลอยไปเกาะผ้าม่านกำมะหยี่นำเข้าที่ฉันอุตส่าห์เลือกให้ตายคาที่!" กรธัสสร์สะบัดหน้าไปทางปกรณ์ น้ำเสียงติดจะเหวี่ยงเล็กน้อยอย่างน่ารักในสายตาคนนอก แต่สำหรับเชฟหนุ่มแล้วมันคือการท้าทายอำนาจมืดชัดๆ
"ผมไม่ได้อยากโชว์สาว ผมอยากให้ลูกค้าได้เสพศิลปะในการทำอาหาร!" ปกรณ์ก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะทำงานจนระยะห่างลดลงเหลือเพียงคืบเดียว กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับกลิ่นสะอาดๆ ของแป้งทำขนมลอยมาแตะจมูกสถาปนิกหนุ่มจนเจ้าตัวต้องเผลอกลั้นหายใจ "ถ้าคุณออกแบบครัวให้มิดชิดทึบตันเหมือนหลุมหลบภัยทางอากาศ ร้านผมก็เจ๊งตั้งแต่ยังไม่ทันเปิดสิครับคุณกรธัสสร์"
ดวงตาสองคู่ประสานกันนิ่งสนิท ระยะห่างที่ใกล้จนเกินงามทำให้กรธัสสร์ต้องเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อสบตากับอีกฝ่าย แพขนตาดกหนาและสันจมูกโด่งเป็นคมของปกรณ์อยู่ใกล้แค่เอื้อม ความโกรธเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความกระอักกระอ่วนแปลกๆ ที่วิ่งพล่านไปทั่วท้องน้อย สถาปนิกหนุ่มกะพริบตาปริบๆ พยายามถอยหลังหนีแต่ติดพนักเก้าอี้
ปกรณ์เองก็ชะงักไปชั่วขณะเมื่อสังเกตเห็นประกายความดื้อรั้นในดวงตาคู่สวยที่ระbายความหงุดหงิดออกมาอย่างไม่ปิดบัง ริมฝีปากบางเฉียบของสถาปนิกหนุ่มเม้มเข้าหากันแน่นอย่างขัดใจ ท่าทางพยศเหมือนแมวป่าตัวเล็กๆ แบบนั้น... ทำไมมันถึงได้น่าแกล้งให้ยอมสยบนักนะ
"มองอะไรเล่าคะ หน้าฉันมีแปลนบ้านติดอยู่หรือไง ถอยไปเลยนะ" กรธัสสร์เอ่ยเสียงแข็ง กลบเกลื่อนความวูบไหวแปลกประหลาดในอกด้วยการผลักอกกว้างของอีกฝ่ายเบาๆ
ปกรณ์ยอมถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างเสียดาย แต่ริมฝีปากหยักลึกกลับยกยิ้มมุมปากอย่างเหนือกว่า "ไม่ได้มองแปลนครับ... แค่กำลังคิดว่า ถ้าผมยอมถอยเรื่องครัวเปิด คุณกรธัสสร์จะมีข้อเสนอแลกเปลี่ยนอะไรให้ผมบ้างล่ะ หื้ม?"
"ฝันไปเถอะค่ะ!" กรธัสสร์ลุกพรวดขึ้นยืนเต็มความสูง เชิดหน้าใส่ทันที "ไม่มีการแลกเปลี่ยนอะไรทั้งนั้น แปลนนี้คือไฟนอล! ถ้าไม่ชอบ ก็เชิญไปจ้างสถาปนิกเทวดาที่ไหนมาออกแบบใหม่เองเลยค่ะ!"
"อ้าวๆ ใจเย็นค่ะคุณกร! อย่าเพิ่งไล่แขก เอ๊ย! ไล่เจ้าของร้านสิคะ!" พิมพ์ชนกรีบเข้ามาดึงแขนเพื่อนรักไว้ พร้อมกับส่งยิ้มแห้งๆ ให้ปกรณ์ที่ตอนนี้หรี่ตามองกรธัสสร์ด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่น่าทุบให้ยุบ
ธนวินท์ หุ้นส่วนหนุ่มใจดีของร้านอาหาร เดินถือแปลนกระดาษอีกแผ่นเข้ามาสมทบพอดี ชายหนุ่มกวาดสายตามองบรรยากาศคุุกรุ่นก่อนจะหัวเราะร่อออกมาเบาๆ "ฮั่นแน่... ดูท่าทางโปรเจกต์นี้จะไม่ได้มีแค่เรื่องแปลนร้านซะแล้วมั้งครับเนี่ย ท่าทางจะดุเดือดเผ็ดมันกว่าสเต็กเนื้อ A5 ซะอีก"
"วิน!" ปกรณ์ปรามเพื่อนสนิทเสียงเข้ม แต่หางตายังคงเหลือบมองสถาปนิกปากเก่งที่ยืนกอดอกสะบัดหน้าหนีไปทางอื่น
กรธัสสร์สูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ กำลังจะอ้าปากตอกกลับชุดใหญ่ใส่เชฟจอมเผด็จการอีกสักยก แต่จังหวะนั้นเอง... เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อกั๊กของพิมพ์ชนกก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ
มัณฑนากรสาวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอ ก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความตกใจ สีหน้าเปลี่ยนเป็นซีดเผือดในพริบตา "ตายแล้ว... กร! คุณกรณ์! แย่แล้วค่ะ..."
ทุกคนในห้องหันขวับไปมองเธอเป็นตาเดียว
"เกิดอะไรขึ้นคะพิมพ์ เสียงดังโวยวายเชียว" กรธัสสร์ขมวดคิ้วมุ่น
พิมพ์ชนกกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดฝืด เธอยื่นหน้าจอโทรศัพท์ให้ทุกคนดูพร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "คือ... คือว่า... เจ้าของตึกโทรมาแจ้งด่วนค่ะ เขาบอกว่า... เขาเพิ่งจะขายตึกนี้ให้บริษัทอื่นไปแล้วเมื่อเช้า!"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ก่อสร้างทันที ราวกับมีคนกดปุ่มหยุดเวลา
ปกรณ์ขมวดคิ้วฉับ ก้าวเข้าไปแย่งโทรศัพท์จากมือพิมพ์ชนกมาอ่านข้อความอย่างรวดเร็ว ส่วนกรธัสสร์อ้าปากค้าง สมองประมวลผลไม่ทันกับข่าวช็อกโลกที่ตกลงมาใส่หัวกลางวันแสกๆ
และก่อนที่ใครจะได้เอ่ยปากซักถามอะไรเพิ่มเติม เสียงฝีเท้าหนักแน่นหลายคู่ก็ดังขึ้นจากบันไดทางขึ้นชั้นสอง... ตามมาด้วยเสียงเคาะประตูไม้เก่าๆ ที่เปิดกว้างอยู่แล้ว
ร่างสูงสง่าในสูทสั่งตัดเข้ารูปของชายวัยกลางคนผู้ทรงอิทธิพลในวงการอสังหาริมทรัพย์ก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบ ใบหน้านั้นคุ้นตาดีเสียจนกรธัสสร์ต้องเผลออุาทmออกมาเบาๆ
"สวัสดีครับทุกคน... ดูท่าว่าโปรเจกต์ 'ร้านอาหารในฝัน' ของพวกคุณ คงต้องเปลี่ยนมือมาคุยกับผมแทนซะแล้วล่ะมั้งครับ"
--------------------------------------------------
(ขอบคุณที่ติดตามอ่านและเป็นกำลังใจให้กันนะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ - หิมะแรกในโตเกียว)
สถาปนิกหนุ่มกับคุณเชฟจอมเนี้ยบในโปรเจกต์อลวน•ตอนที่ 2
สงครามย่อมๆ บนแปลนกระดาษ
ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหนุ่มกับคุณเชฟจอมเนี้ยบในโปรเจกต์อลวน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!