“ถ้าคุณนิยามคำว่า ‘พื้นที่ใช้สอยอเนกประสงค์’ ว่าเป็นการยัดตู้เก็บของเหล็กพ่นสีอุตสาหกรรมลงในโซนครัวเปิดที่กลิ่นอาหารต้องวนอติดอยู่กับเนื้อผ้าของลูกค้า... ผมเกรงว่าใบปริญญาจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ของคุณคงจะหมดอายุการใช้งานไปตั้งแต่ตอนน้ำท่วมใหญ่ครั้งกระโน้นแล้วล่ะครับ คุณกรธัสสร์”
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่ราบเรียบราwithน้ำแข็งขั้วโลก แต่กลับบาดลึกเสียจนคนฟังอยากจะควักปากกาเคมีมาขีดฆ่าตารางเวลาชีวิตของอีกฝ่ายทิ้งเสียเดี๋ยวนี้
กรธัสสร์ หรือที่ใครต่อใครในวงการออกแบบมักเรียกติดปากว่า ‘กร’ สถาปนิกหนุ่มไฟแรงวัยยี่สิบห้าปี ชะงักมือที่กำลังจะหยิบแท็บเล็ตขึ้นมาสไลด์ดูเรนเดอร์ 3D นิ้วเรียวยาวชะงักค้างกลางอากาศ รอยยิ้มกวนประสาทที่มักจะใช้ตกเงินค่าออกแบบจากลูกค้ารายใหญ่มานักต่อนักกระตุกค้างไว้ครึ่งทาง ดวงตากลมโตคู่คมฉายแววหงุดหงิดวาบขึ้นมาทันทีอย่างปิดไม่มิด
นี่คือการพบกันครั้งแรก—ไม่ใช่สิ นี่คือการเจอกันในฐานะ ‘สถาปนิกผู้รับมอบหมายโปรเจกต์’ กับ ‘เจ้าของร้านอาหารผู้เรื่องมากเป็นอันดับหนึ่งของย่านทองหล่อ’ และดูท่าทางแล้ว… พิมพ์เขียวแผ่นแรกของโปรเจกต์มูลค่าหลายสิบล้านชิ้นนี้คงไม่ได้แค่รั่ว แต่มันคงกำลังจะพังทลายลงมาฝังกลบพวกเขาทั้งคู่ให้จมดินตั้งแต่ยังไม่ทันได้แนะนำตัวด้วยซ้ำ
บรรยากาศภายในห้องประชุมกระจกใสของร้านอาหารที่กำลังอยู่ระหว่างการรีโนเวทอบอวลไปด้วยกลิ่นสีทาผนังจางๆ และความกดดันที่หนาแน่นเสียยิ่งกว่าคาร์บอนมอนำออกไซด์ ปกรณ์ หรือ ‘เชฟกรณ์’ ยืนกอดอกพิงขอบโต๊ะทำงานตัวใหญ่ ชุดเชฟสีขาวสะอาดสะอ้านไร้รอยยับย่นบ่งบอกถึงความเนี้ยบระดับจิตแพทย์ตรวจความสะอาด แววตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาทรงเหลี่ยมมองลอดมาที่กรธัสสร์ด้วยความเย้ยหยันระคนรังเกียจ
“ผมว่าหูคุณสถาปนิกคงจะมีปัญหา หรือไม่ก็สมองส่วนการประมวลผลกำลังมีปัญหาจริงๆ ถึงได้เลือกใช้วัสดุเกรดต่ำแบบนี้มาเสนอผม” ปกรณ์ย้ำคำเดิมด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบยิ่งกว่าเดิม แต่มันกลับสร้างความระคายหูให้กรธัสสร์เสียยิ่งกว่าเสียงเลื่อยวงเดือนกรีดกระจก
กรธัสสร์สูดลมหายใจเข้าลึกจนอกเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนขยับไหว เขาค่อยๆ วางแท็บเล็ตในมือลงบนโต๊ะไม้โอ๊กเสียงดัง *‘ทึบ’* เบาๆ แต่จงใจให้เกิดแรงกระแทกพอสมควรเพื่อแสดงความไม่พอใจ
“ถ้าคุณเชฟปกรณ์จะกรุณาช่วยถอดแว่นสายตากรอบหนานั่นแล้วใช้สมองส่วนหน้าวิเคราะห์ดูสักนิด คุณก็จะเห็นว่าตู้เหล็กพ่นสีอุตสาหกรรมที่ผมเลือกเนี่ย มันคือสเตนเลสเกรดพรีเมียมที่เคลือบสารพิเศษป้องกันรอยนิ้วมือและคราบมันจากการทำอาหาร—ซึ่งมันเหมาะกับครัวร้านอาหารฟายไดนิ่งที่มีความร้อนสูงและความชื้นตลอดเวลาอย่างร้านคุณที่สุดแล้ว!” กรธัสสร์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงฉับไวและเป็นงานเป็นงานไม่ยอมแพ้ใคร ใบหน้าเนียนเชิดขึ้นเล็กน้อย ดวงตาสองชั้นเฉี่ยวคมจ้องมองกลับไปอย่างไม่ลดละ “หรือว่ามาตรฐานความเนี้ยบระดับมิชลินของคุณ มันวัดค่าความสะอาดจากจินตนาการแฟนตาซีที่ไม่เคยสัมผัสโลกความเป็นจริงกันแน่ครับ?”
คมคาย เชือดเฉือน และไร้ซึ่งความเกรงใจ
ปกรณ์หรี่ตาลงเล็กน้อย มุมปากหยักลึกกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะที่ชวนให้อยากเอาแฟ้มแบบร่างฟาดหน้าสักทีสองที เชฟหนุ่มก้าวเท้าเข้ามาประชิดโต๊ะประชุมตัวยาวมากขึ้น ระยะห่างที่ลดลงทำให้กรธัสสร์ต้องเผลอถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว—ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะรัศมีออร่าความกดดันของอีกฝ่ายมันพุ่งทะลุพิกัดจนน่าอึดอัด
“โลกความเป็นจริงของผมคือลูกค้าเข้ามาทานอาหารในราคาคอร์สละหลายพันบาท ไม่ได้มานั่งสูดกลิ่นควันจากตู้เหล็กดัดแปลงที่คุณอุตริคิดค้นขึ้นมาเพื่อประหยัดงบ” ปกรณ์โน้มตัวลงมาเล็กน้อย ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่ลดลงจนเหลือเพียงไม่กี่คืบ กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับกลิ่นเปปเปอร์มินต์จางๆ ลอยเข้าจมูกกรธัสสร์ “ถ้าดีไซน์ของคุณมันยังเต็มไปด้วยความมักง่ายและขาดความใส่ใจในรายละเอียดแบบนี้… ผมแนะนำให้คุณเก็บกระเป๋าแล้วเดินกลับบริษัทไปบอกเจ้านายของคุณซะเถอะ ว่าโปรเจกต์นี้คุณ ‘มือไม่ถึง’”
*มือไม่ถึงอย่างนั้นเหรอ?*
คำพูดนั้นเปรียบเสมือนน้ำมันที่ราดลงบนกองไฟ กรธัสสร์แค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตากลมโตเป็นประกายวาวโรจน์ด้วยความโกรธ ความเป็นมืออาชีพที่สั่งสมมาหลายปีเกือบจะกระโดดออกหน้าต่างไปเมื่อเจอคนประเภท ‘เผด็จการในครัวเรือน’ แบบนี้
“ปากดีจังนะครับเชฟ… สงสัยเวลาปรุงอาหารคงใส่ความปากจัดลงไปในซอสทุกจานด้วยสินะ ถึงได้รสชาติเผ็ดร้อนจนน่ารังเกียจแบบนี้” กรธัสสร์ยิ้มหวานหยด เป็นรอยยิ้มกวนประสาทที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เขาเคยใช้มา “จำไว้นะครับคุณปกรณ์ ผมรับงานนี้เพราะผมเห็นว่าร้านคุณมีศักยภาพ ไม่ใช่เพราะผมไม่มีงานทำจนต้องมารองรับอารมณ์คนวัยทองที่หงุดหงิดเพราะหาวัตถุดิบทำซุปไม่ได้ ถ้าคุณอยากได้ดีไซน์ที่เนี๊ยบจนแมลงวันบินผ่านแล้วตกลงมาตาย เชิญไปจ้างพระเจ้ามาออกแบบเองเถอะครับ!”
บรรยากาศในห้องประชุมเงียบกริบลงในทันที เสียงเครื่องปรับอากาศตัวเก่าส่งเสียงครางหึ่งๆ แข่งกับความอึดอัดที่พุ่งสูงจนแทบจะคว้ามาปั้นเป็นก้อนได้ ปกรณ์นิ่งค้างไปชั่วขณะ ดวงตาคมกราบกวาดมองใบหน้าเนียนที่กำลังขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความโกรธของสถาปนิกหนุ่มตรงหน้า นานเท่าไหร่แล้วนะที่ไม่มีใครกล้าต่อปากต่อคำกับเขาด้วยสายตาที่ท้าทายและไม่เกรงกลัวอำนาจแบบนี้
ทว่า ก่อนที่ปกรณ์จะทันได้อ้าปากพ่นวาจาเผ็ดร้อนชุดใหญ่ออกมาตอบโต้ ประตูห้องกระจกก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้ซึ่งมารยาท
“กร! แกอยู่ไหนวะ ฉันซื้อกาแฟมาฝาก—อุ๊ย!”
พิมพ์ชนก มัณฑนากรสาวเพื่อนซี้และคู่หูในโปรเจกต์นี้ก้าวเข้ามาพร้อมแก้วกาแฟเย็นสองแก้วในมือ แต่เธอกลับต้องเบรกเอี๊ยดอ๊าดเมื่อเห็นสถานการณ์ตรงหน้า—สถาปนิกหนุ่มเพื่อนรักกำลังยืนจ้องหน้ากับเชฟหนุ่มหล่อเจ้าของร้านในระยะประชิด ชนิดที่ว่าปลายจมูกแทบจะชนกันอยู่รอมร่อ ราวกับฉากโรแมนติกในซีรีส์เกาหลี… ถ้าไม่มีรังสีอำมหิตแผ่พุ่งออกมาจากตัวทั้งคู่น่ะนะ
ปกรณ์ผละตัวถอยหลังกลับไปตั้งหลักอย่างรวดเร็ว ใบหน้าคมคายกลับมาเรียบตึงไร้ความรู้สึกดังเดิม ราวกับเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
กรธัสสร์เม้มริมฝีปากแน่น เสยผมที่ตกลงมาปรกลงมาให้อยู่ทรงด้วยความหัวเสีย เขาปรายตามองเชฟหนุ่มแวบหนึ่งก่อนจะหันไปรับแก้วกาแฟจากมือเพื่อนสนิท
“ดีไซน์แรกรั่วไม่พอ…” กรธัสสร์พึมพำลอดไรฟันด้วยความเคืองแค้น ขณะกวาดสายตากลับไปมองปกรณ์ที่ยืนกอดอกนิ่งสนิท “สงสัยวันนี้ฉันคงต้องต่อท่อระบายน้ำทิ้งเพิ่มอีกสาย… เพื่อรองรับความเรื่องมากของเชฟเขาโดยเฉพาะเลยล่ะมั้ง!”
ขอบคุณที่ติดตามอ่านตอนแรกนะคะ หวังว่าจะหลงรักความแซ่บของคู่นี้กันแล้วนะคะ!
สถาปนิกหนุ่มกับคุณเชฟจอมเนี้ยบในโปรเจกต์อลวน•ตอนที่ 1
พิมพ์เขียวแรกรั่วตั้งแต่วันแรก
ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหนุ่มกับคุณเชฟจอมเนี้ยบในโปรเจกต์อลวน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!