"หลบไปนะพิมพ์ ฉันไม่ได้ตาฝาดใช่ไหม... คุณหญิงแม่มาโผล่ที่นี่ได้ยังไงวะเนี่ย!"
กรธัสสร์สบถเบาๆ พลางดึงแขนเพื่อนสาวมัณฑนากรให้หลบหลังตู้กระจกกันลมหน้าร้าน สายตาคมกริบมองลอดม่านบังแดดสีครีมออกไปเบื้องนอก สายฝนที่เทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่งราวกับฟ้าจะรั่ว ไม่ได้ช่วยลดทอนความน่ากลัวของร่างระหงในชุดสูทผ้าทวีตชาเนลสีชมพูพาสเทลที่ยืนถือร่มแบรนด์หรูอยู่ตรงฟุตบาทเลยแม้แต่น้อย
นั่นคือ "คุณหญิงมยุรา" มารดาบังเกิดเกล้าของปกรณ์ เชฟจอมเนี้ยบผู้มีรอยยิ้มประดับมุมปากยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร และถ้าคุณหญิงแม่เสด็จมาถึงหน้าครัวร้าน *Aroma & Arch* ในค่ำคืนที่พายุโซนร้อนกำลังขึ้นฝั่งแบบนี้... บอกได้คำเดียวว่าหายนะระดับสิบกำลังจะเคาะประตูร้านแล้วค่ะ
"แล้วนายจะยืนแอบอยู่หลังต้นไม้นี่อีกนานไหมกร มารดาผู้สูงศักดิ์ของเชฟปกรณ์เขาเปียกฝนจนปอยผมหลุดลุ่ยหมดแล้วนะ นั่นน่ะว่าที่แม่ยาย... เอ้ย! หมายถึงผู้มีพระคุณนะยะ ไปเชิญท่านเข้ามาสิ!" พิมพ์ชนกกระซิบกระซาบพลางผลักหลังเพื่อนรักเบาๆ แต่ยังไม่ทันที่กรธัสสร์จะได้ขยับตัว ประตูกระจกหน้าร้านก็ถูกผลักเปิดออกด้วยฝีมือของธนวินท์ หุ้นส่วนหนุ่มใจดีที่วิ่งถือร่มเข้าไปรับคุณหญิงเข้ามาข้างในอย่างรู้หน้าที่
บรรยากาศในร้านที่เคยอบอุ่นเคล้ากลิ่นอายเนยและแป้งอบร้อนๆ กลับลดอุณหภูมิดิ่งลงฮวบฮาบในเสี้ยววินาที
ปกรณ์ที่กำลังงละมุนอยู่กับการเตรียมวัตถุดิบในเคาน์เตอร์ครัวเปิด เงยหน้าขึ้นสบตากับมารดา รอยยิ้มสุภาพตามตำราเชฟมืออาชีพเลือนหายไปจากใบหน้าคมคายเหลือเพียงความนิ่งเรียบที่เดาใจไม่ออก เจ้าตัววางมีดสเตนเลสลงบนเขียงเสียงดัง *กริ๊ก* ก่อนจะสาวเท้าเดินออกมาด้วยสีหน้าบึ้งตึงยิ่งกว่าตอนที่ตรวจพบว่ามีรอยนิ้วมือเปื้อนบนกระจกบานใส
"คุณแม่มาทำอะไรที่นี่ครับ ดึกดื่นและฝนตกหนักขนาดนี้" น้ำเสียงของปกรณ์เรียบเฉย ไร้ซึ่งความอบอุ่นแบบแม่ลูกทั่วไป
"ถ้าฉันไม่มา ตาปกรณ์ ก็คงปล่อยให้ลูกชายตัวดีทำงานหามรุ่งหามค่ำจนลืมดูแลสุขภาพตัวเองสินะ แล้วนี่อะไร... สภาพร้านยุ่งเหยิงเป็นรังหนู เพราะเอาเวลาไปวุ่นวายกับเรื่องปรับปรุงร้านบ้าๆ นี่กับ... ใครนะ?" คุณหญิงมยุราปรายตามองมาทางกรธัสสร์ที่ยืนกอดอกพิงเคาน์เตอร์บาร์อยู่ด้วยสายตาเหยียดหยามเล็กน้อยตามประสาคนมีรสนิยมสูงส่ง
กรธัสสร์แค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ ก้าวเท้าฉับๆ เข้าไปยืนเคียงข้างเชฟหนุ่มทันที ท่าทีไม่มีย่อท้อต่อสายตาดุคมคายคู่นั้นเลยแม้แต่น้อย สมกับเป็นสถาปนิกหนุ่มเลือดร้อนที่ผ่านสมรภูมิไซต์งานก่อสร้างมาโชกโชน
"สวัสดีครับคุณหญิง พอดีโปรเจกต์ 'บาร์และห้องนั่งเล่นชั่วคราว' ของพวกเรากำลังเร่งมือให้เสร็จทันกำหนดเปิดตัวสัปดาห์หน้า ถ้าจะโทษว่าใครทำร้านรก ผมว่าสถาปนิกอย่างผมกับเชฟปกรณ์ก็ช่วยกันรื้อจนเละเทะสมใจดีนะครับ ไม่ใช่ความผิดใครคนใดคนหนึ่งหรอกครับ" กรธัสสร์เอ่ยยิ้มๆ รอยยิ้มกวนประสาทที่เคลือบด้วยความสุภาพจอมปลอมถูกงัดออกมาใช้งานอย่างเต็มพิกัด
คุณหญิงมยุราขมวดคิ้วมุ่น "ปากคอเราะร้ายสมคำร่ำลือจริงๆ นะตาเด็กนี่... ปกรณ์ แกไปเอาคนแบบนี้เข้ามาอยู่ในชีวิตได้ยังไง ดีไซน์ร้านออกมาแต่ละที มีแต่ความโลดโผนไม่มีความอบอุ่นเอาเสียเลย"
"พอเถอะครับคุณแม่ พายุกำลังแรง รถราติดขัดไปหมด ถ้าคุณแม่ไม่รังเกียจ นั่งพักจิบชาอุ่นๆ ในครัวด้านในก่อนดีกว่าครับ เดี๋ยวผมให้วินไปเรียกรถคันอื่นมาส่ง..." ปกรณ์ตัดบทด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด ก่อนจะหันไปสบตากับวินที่รีบพยักหน้ารับและประคองคุณหญิงเดินเลี่ยงเข้าไปยังห้องรับรองส่วนตัวด้านในทันที
ทิ้งให้ห้องโถงใหญ่ของร้านตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงสายฝนที่ยังคงซัดสาดกระทบกระจกหน้าร้านดังซู่ซ่า
กรธัสสร์พ่นลมหายใจพรืดใหญ่ออกมาอย่างโล่งอก ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้สตูลหน้าเคาน์เตอร์บาร์ ยกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ "ให้ตายเถอะปกรณ์ แม่นายคือนางมารร้ายจำแลงมาเกิดชัดๆ ฉันเกือบจะหยิบไม้บรรทัดทีสเกลมาฟาดหัวท่านอยู่แล้วเชียว"
ปกรณ์เดินกลับเข้ามาใกล้ สีหน้าของเขาไม่ได้ผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย ร่างสูงใหญ่ในชุดเชฟสีขาวสะอาดทอดสายตามองคนปากเก่งที่กำลังนั่งทำหน้ามุ่ยอยู่เบื้องหน้า ดวงตาคมกริบฉายแววซับซ้อนบางอย่างที่อ่านไม่ออก
"ขอบใจนะ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเบาๆ จนแทบจะกลืนไปกับเสียงฝน
กรธัสสร์ชะงักเงยหน้าขึ้นมอง "อะไรนะ หูฝาดหรือเปล่า เชฟปกรณ์ผู้หยิ่งยโสโอหังยอมปริปากขอบใจคนอย่างฉันเนี่ยนะ?"
"ถ้าไม่ขอบใจ แล้วจะให้ฉันทำยังไง นายโดนแม่ฉันจิกกัดขนาดนั้นยังลอยหน้าลอยตาต่อปากต่อคำกลับได้ไม่หยุด... เป็นคนอื่นคงวิ่งหนีออกไปร้องไห้กลางสายฝนไปนานแล้วล่ะ" ปกรณ์เอื้อมมือไปหยิบผ้ากันเปื้อนผืนใหม่ออกมาพับเก็บอย่างใจเย็น ก่อนจะเลื่อนแก้วช็อกโกแลตอุ่นๆ มาวางตรงหน้าสถาปนิกหนุ่ม "ดื่มซะ หน้าซีดเป็นไก่ต้มหมดแล้ว"
กรธัสสร์ก้มมองแก้วเครื่องดื่มร้อนกรุ่นควันลอยกรุ่น หัวใจเจ้ากรรมกระตุกวูบไปเล็กน้อยอย่างไม่ทันตั้งตัว ความใส่ใจที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีปากจัดและเย็นชาของอีกฝ่าย มักจะมีอานุภาพทำลายล้างกำแพงในใจของเขาได้เสมอ
"ฉันไม่ได้กลัวหรอกน่า แค่... เกรงใจโปรเจกต์ของเราต่างหาก ถ้าคุณหญิงแม่นายสั่งยกเลิกสัญญาขึ้นมาจริงๆ ฉันคงต้องไปนั่งกินแกลบแทนข้าวซูชิฝีมือเชฟนายแน่ๆ" กรธัสสร์หัวเราะกลบเกลื่อน ยกแก้วช็อกโกแลตขึ้นจิบ ความหวานละมุนแผ่ซ่านไปทั่วช่องปาก ช่วยบรรเทาความตึงเครียดจากเหตุการณ์เมื่อครู่ลงได้ไม่น้อย
"ไม่มีทางหรอก" ปกรณ์เอ่ยเสียงเรียบ ทรุดตัวลงนั่งลงบนเก้าอี้สตูลอีกตัวที่อยู่ติดกัน ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากร่างกายของอีกฝ่ายในยามค่ำคืนที่อากาศเย็นชื้น "แม่ฉันไม่มีอำนาจมาสั่งปลดโปรเจกต์นี้หรอก เพราะร้านนี้... ฉันเป็นคนสร้างมันขึ้นมาด้วยหยาดเหงื่อของตัวเอง ไม่ใช่เงินของท่าน"
แววตาเด็ดเดี่ยวและมั่นคงคู่นั้นสะท้อนอยู่ในนัยน์ตาของกรธัสสร์ สถาปนิกหนุ่มนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ ความรู้สึกชื่นชมก่อตัวขึ้นในอกอย่างห้ามไม่อยู่ ภายใต้เปลือกนอกที่ดูเนียบร้อยและหยิ่งยโส ปกรณ์กลับเป็นผู้ชายที่มีความมุ่งมั่นและยืนหยัดบนลำแข้งของตัวเองอย่างแท้จริง
"โอเค ยอมรับก็ได้ว่านายมันเท่เป็นบ้า..." กรธัสสร์พึมพำเบาๆ หลบสายตาคมกริบที่จ้องมองมาด้วยใบหน้าร้อนผ่าวแปลกๆ "ไหนๆ พายุก็คงไม่ยอมหยุดง่ายๆ และคุณแม่นายก็คงติดแหง็กอยู่ในห้องรับรองจนกว่าถนนจะแห้ง... เรามาเคลียร์แบบแปลนส่วนห้องนั่งเล่นชั่วคราวนี่ให้จบเถอะ จะได้ไม่ต้องมานั่งปวดหัวอีก"
ปกรณ์มุมปากกระตุกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่นานๆ ครั้งจะปรากฏให้เห็นบนใบหน้าของเชฟหนุ่ม "เอาสิ ฉันอยากรู้เหมือนกันว่าสถาปนิกปากเก่งอย่างนาย จะมีไอเดียบ้าบิ่นอะไรมาเสนอใหม่อีกในคืนที่ฝนตกหนักแบบนี้"
ร่างสูงลุกขึ้นไปหยิบม้วนกระดาษแปลนพิมพ์เขียวขนาดใหญ่มาคลี่กางลงบนเคาน์เตอร์บาร์ กลิ่นหอมจางๆ ของกระดาษผสมผสานกับกลิ่นกายสะอาดๆ ของปกรณ์ลอยเข้ามารบกวนประสาทสัมผัสของกรธัสสร์จนสมาธิเริ่มกระเจิง
พวกเขานั่งเบียดเสียดกันอยู่ใต้แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟเหนือเคาน์เตอร์ เสียงสายฝนด้านนอกยังคงโหมกระหน่ำซัดสาดราวกับโลกใบนี้เหลือเพียงแค่พวกเขาสองคนในพื้นที่จำกัดนี้เท่านั้น หัวข้อสนทนาเรื่องสถาปัตยกรรมการรีโนเวทเริ่มต้นขึ้นอย่างออกรส ออกท่าทางถกเถียงกันบ้างตามประสาคนอีโก้สูงทั้งคู่ แต่ทว่า... บรรยากาศรอบตัวกลับค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปอย่างเงียบเชียบ
จากระยะห่างที่เคยมีช่องว่าง ตอนนี้ไหล่กว้างของปกรณ์เกือบจะแนบชิดติดกับไหล่บางของกรธัสสร์ ทุกครั้งที่สถาปนิกหนุ่มชี้มือลงบนแปลนกระดาษ ปลายปลายนิ้วของทั้งคู่มักจะบังเอิญแตะโดนกันโดยไม่ตั้งใจ และทุกครั้งที่สัมผัสกัน กระแสไฟอ่อนๆ ก็แล่นพล่านไปทั่วผิวหนังจนกรธัสสร์ต้องแอบสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อตั้งสติ
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่มีใครรู้ จนกระทั่งพิมพ์ชนกและธนวินท์เดินกลับออกมาจากห้องรับรองด้านในพร้อมกับรอยยิ้มโล่งใจ
"ฝนเริ่มซาแล้วนะคุณหญิงน่าจะหลับไปแล้วล่ะ ส่วนฉันกับวินคงต้องขอตัวกลับก่อนนะกร นายเคลียร์งานต่อกับเชฟเขาให้ราบรื่นล่ะ ห้ามตีกันจนร้านพังอีกล่ะ!" พิมพ์ชนกส่งยิ้มเจ้าเล่ห์มาให้เพื่อนรักก่อนจะดึงแขนหุ้นส่วนหนุ่มเดินออกไปจากร้านอย่างรู้ความ ทิ้งประตูกระจกให้ปิดลงพร้อมกับความเงียบงันที่กลับมาเยือนอีกครั้ง
กรธัสสร์กระแอมเบาๆ แก้เก้อ พับม้วนแปลนกระดาษเก็บเข้าที่ "เอ่อ... ดึกมากแล้ว ฉันว่าฉันควรจะ..."
"ยังไม่ต้องกลับ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขัดขึ้นทันควัน พร้อมกับมือหนาที่เอื้อมออกไปคว้าข้อมือเรียวของกรธัสสร์ไว้เบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว
กรธัสสร์สะดุ้งสุดตัว เงยหน้าขึ้นสบตากับปกรณ์ที่ขยับเข้ามาประชิดตัวจนแทบไม่มีช่องว่าง ดวงตาคมกริบคู่นั้นเต็มไปด้วยประกายระยิบระยับบางอย่างที่ร้อนแรงยิ่งกว่าเตาอบในครัวของเขาเสียอีก
"ทะ... ทำไมล่ะ ร้านปิดแล้วนะเชฟ" กรธัสสร์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก หัวใจเต้นรัวระรัวราวกับกลองชุด
ปกรณ์โน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดพวงแก้มเนียนของสถาปนิกหนุ่ม น้ำเสียงทุ้มต่ำเอמהกระซิบแผ่วเบาข้างใบหูท่ามกลางเสียงฝนที่โปรยปรายซ่าสุดท้าย
"ข้างนอกฝนยังตกหนัก... และฉันยังเคลียร์ 'แบบแปลน' ในใจของนายไม่เสร็จ"
*(โปรดติดตามตอนต่อไป...)*
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาฟินและอินไปกับความสัมพันธ์ที่กำลังก่อตัวของตาปกรณ์กับเจ้ากรนะคะ! รักทุกคนค่ะ 🤍 - หิมะแรกในโตเกียว
สถาปนิกหนุ่มกับคุณเชฟจอมเนี้ยบในโปรเจกต์อลวน•ตอนที่ 8
ฝนตก รถติด และห้องนั่งเล่นชั่วคราว
ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหนุ่มกับคุณเชฟจอมเนี้ยบในโปรเจกต์อลวน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!