“คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
น้ำเสียงของเซนแหบพร่าราวกับคนขาดน้ำ ความนิ่งงันที่เคยเป็นปราการเหล็กกล้าดูเหมือนจะพังทลายลงในชั่วพริบตา รินยืนตัวแข็งทื่ออยู่ข้างหลังเขา กลิ่นหอมจางๆ ของดอกลิลลี่สีขาวที่ติดตัวหญิงสาวปริศนาคนนั้นฟุ้งกระจายเข้ามาในห้องรับแขกที่อบอุ่นด้วยไออุ่นจากเตาผิง มันเป็นกลิ่นที่ดูหรูหราเกินกว่าจะอยู่ในบ้านไม้หลังเก่าริมทะเลแห่งนี้
หญิงสาวในชุดเดรสสีขาวบริสุทธิ์ไม่ได้ตอบคำถามนั้นทันที เธอเพียงแต่กวาดสายตามองไปรอบๆ บ้านด้วยแววตาที่รินอ่านไม่ออก ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ถ้วยชามเซรามิกใบเล็กที่วางอยู่บนชั้นไม้ใกล้ตัว รินจำถ้วยใบนั้นได้ดี มันเป็นถ้วยที่เซนตั้งใจปั้นให้เขาด้วยความพิถีพิถันเมื่อเดือนก่อน เนื้อดินเผาสีน้ำตาลอ่อนที่เคลือบผิวด้วยสีครามจางๆ เหมือนท้องฟ้ายามเย็นที่คามาคุระ
“ฉันแค่คิดว่า... ของบางอย่างมันอาจจะเหมาะกับที่ที่มันเคยอยู่มากกว่านะคะ เซน” เธอพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทุกถ้อยคำกลับบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของรินอย่างประหลาด
เซนก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว ร่างสูงใหญ่ของเขาที่รินเคยรู้สึกว่าพึ่งพาได้เสมอ กลับดูสั่นคลอนอย่างน่าใจหาย “ที่นี่ไม่ใช่ที่ของคุณอีกต่อไปแล้ว เราตกลงกันชัดเจนแล้วไม่ใช่เหรอว่าเรื่องทุกอย่างมันจบลงตั้งแต่หิมะแรกปีนั้น”
รินเม้มปากแน่น หัวใจของเขาสั่นไหวด้วยความไม่มั่นคง ความเงียบงันในห้องเริ่มหนักอึ้งจนเขารู้สึกหายใจไม่ออก เขาตัดสินใจก้าวเข้าไปใกล้เซนมากขึ้น หมายจะคว้าแขนของคนรักเอาไว้เพื่อดึงเขากลับมาจากอดีตที่กำลังหวนคืน แต่ทว่าในจังหวะที่รินก้าวผ่านร่างของเซนไปนั้นเอง ข้อศอกของเซนที่ยังคงอยู่ในอาการสั่นเกร็งกลับกระแทกเข้ากับชั้นไม้ข้างตัวอย่างจัง
*เพล้ง!*
เสียงเซรามิกกระทบพื้นไม้ดังสนั่นราวกับเสียงหัวใจของรินที่แตกสลาย เศษเสี้ยวของถ้วยใบนั้นกระเด็นกระจายไปทั่วพื้นห้อง กลิ่นหอมของชาที่ยังหลงเหลืออยู่ในถ้วยโชยขึ้นมาแตะจมูก รินก้มมองผลงานที่เซนตั้งใจสร้างด้วยน้ำมือของตัวเอง ตอนนี้เหลือเพียงเศษดินเผาที่แตกกระจายไม่เหลือชิ้นดี
ความเงียบที่ตามมานั้นน่าสะพรึงกลัวกว่าเสียงแตกเสียอีก
เซนก้มมองเศษซากเหล่านั้น ใบหน้าของเขาซีดเผือด สายตาที่เคยอ่อนโยนเวลาจ้องมองรินบัดนี้กลับกลายเป็นความว่างเปล่าราวกับดวงวิญญาณได้หลุดลอยออกไป รินพยายามจะเอื้อมมือไปสัมผัสไหล่ของเขา แต่เซนกลับเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็ว ก่อนจะก้าวถอยหลังไปจนพิงกำแพง
“ฉัน... ฉันไม่ได้ตั้งใจ” เซนพึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาขาดห้วง “มันแตกแล้ว... ทุกอย่างมันพังลงมาหมดแล้ว”
“เซน... มันแค่ถ้วยใบเดียวเองนะคะ” รินพยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่น “เราค่อยๆ เก็บมัน แล้วค่อยมาปั้นใหม่ก็ได้... ผมช่วยคุณได้นะ”
หญิงสาวในชุดสีขาวยังคงยืนอยู่ที่เดิม เธอมองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสาร ซึ่งสำหรับรินแล้ว ความสงสารนั้นช่างน่ารังเกียจเหลือเกิน เธอค่อยๆ ก้าวเดินผ่านเศษเซรามิกที่แหลมคมเข้าไปหาเซน ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้รินรู้สึกเหมือนโลกกำลังถล่มลงมาต่อหน้า
“มันไม่ใช่แค่ถ้วยหรอกริน... เธอไม่เข้าใจหรอกว่าถ้วยใบนี้คือคำสาปที่เขาสร้างขึ้นมาเพื่อขังตัวเองเอาไว้กับความผิดบาปที่เขาไม่ได้ก่อ” เธอกล่าวพร้อมกับหันมาสบตาริน แววตาของเธอสะท้อนภาพรินที่กำลังยืนเคว้งคว้าง “และตอนนี้ เมื่อมันแตกออกแล้ว... ความจริงที่เขาพยายามปิดตายมาตลอด ก็ไม่มีอะไรจะรั้งมันไว้ได้อีกต่อไป”
เซนทรุดตัวลงนั่งกับพื้น กุมขมับแน่นราวกับกำลังทนทุกข์จากอาการปวดหัวอย่างรุนแรง รินไม่สนใจหญิงสาวคนนั้นอีกต่อไป เขาพุ่งเข้าไปหาเซนทันที หมายจะดึงคนรักเข้ามากอด แต่ทว่าในตอนที่ฝ่ามือของรินสัมผัสลงบนไหล่ที่สั่นเทาของเซน สิ่งที่เขาพบกลับไม่ใช่ความอบอุ่น แต่เป็นความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของชายหนุ่ม
เซนเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาแดงก่ำและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่รินไม่เคยเห็นมาก่อน เขาไม่ได้มองที่ริน แต่มองทะลุไปข้างหลังของเขา ราวกับว่ากำลังเห็นภาพหลอนของใครบางคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นจริงๆ
“ริน... ออกไปจากที่นี่” เสียงของเซนแหบแห้งแต่เด็ดขาด “ออกไปก่อนที่เธอจะได้รับอันตรายจากสิ่งที่ฉันทำเอาไว้”
รินยังไม่ทันได้ถามความหมายของคำพูดนั้น หญิงสาวในชุดสีขาวก็เดินมาหยุดลงข้างๆ ริน เธอหยิบเศษเซรามิกชิ้นหนึ่งขึ้นมาพินิจพิจารณา แล้วยิ้มให้รินด้วยรอยยิ้มที่ทำให้กระดูกสันหลังของรินเย็นวาบ
“ถ้ารู้ความจริงแล้ว... เธอยังจะกล้าเรียกตัวเองว่าคนรักของเขาอยู่อีกไหมคะ?”
มือของเธอค่อยๆ วางบางสิ่งที่ดูคล้ายกับรูปถ่ายเก่าๆ ที่มีรอยยับยู่ยี่ลงบนฝ่ามือของริน มันเป็นรูปถ่ายของรินในวัยเด็กที่ยืนอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่งที่เขาจำได้ดี... บ้านที่ถูกไฟไหม้ในเหตุการณ์ที่เขาพยายามลบเลือนออกไปจากความทรงจำมาตลอดชีวิต
ขณะที่รินกำลังจะก้มลงมองภาพในมือ ประตูบ้านที่เปิดทิ้งไว้ก็มีเงาร่างของใครบางคนปรากฏขึ้นท่ามกลางความมืดมิดของยามค่ำคืน เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและคุ้นเคยเดินเข้ามาใกล้ พร้อมกับเสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยขึ้นมาทำลายความเงียบงันทั้งหมด
“ในที่สุด... เราก็ได้พบกันเสียทีนะ ริน”
รินหยุดหายใจไปชั่วขณะเมื่อเขาจำเจ้าของเสียงนั้นได้ดีเกินไป... คนที่เขาคิดว่าตายไปแล้วในกองเพลิงนั้นเอง
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านรอยร้าวในความทรงจำไปพร้อมกับรินและเซนในบทนี้ค่ะ
สูตรรักฉบับหิมะแรก ณ คามาคุระ•ตอนที่ 18
รอยร้าวในเครื่องปั้น
ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สูตรรักฉบับหิมะแรก ณ คามาคุระ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!