"สิบปี... นานพอที่จะทำให้เด็กผู้ชายคนหนึ่งลืมวิธีฝันไปเลยสินะครับ, ริน"
เสียงนั้นทุ้มนุ่มและราบเรียบราวกับผิวน้ำในบึงใหญ่ที่ไม่มีลมพัดผ่าน แต่สำหรับรินแล้ว มันกลับคมกริบยิ่งกว่าใบมีดแล่ปลาที่เขาใช้ลับจนขึ้นเงาทุกเช้า
ร่างของชายหนุ่มในชุดสูทสีเข้มยืนอยู่ตรงธรณีประตูห้องครัวของร้านอาหารขนาดเล็กในคามาคุระ เงาของเขาถูกยืดขยายด้วยแสงไฟสีส้มอุ่นจากโคมไฟเพดานที่ยังคงกะพริบถี่ๆ ราวกับระบบไฟฟ้ากำลังประท้วงต่อการมาถึงของแขกไม่ได้รับเชิญ กลิ่นหอมจางๆ ของน้ำหอมราคาแพงลอยปะปนกับกลิ่นไอซุปดาชิเคี่ยวเค็มๆ หวานๆ ที่รินเพิ่งปรุงเสร็จ
รินกำด้ามจับมีดสเตนเลสในมือแน่นจนข้อต่องนิ้วขึ้นสีขาว ปลายนิ้วชาดิ่งราวกับถูกความหนาวเหน็บของเดือนธันวาคมกัดกิน หัวใจเต้นกระหน่ำรัวจนแทบจะกระกระสนหลุดออกมานอกอก ใบหน้านั้น... ใบหน้าของ 'เคนสุเกะ' พี่ชายต่างมารดาผู้เป็นตัวแทนของความคาดหวังอันหนักอึ้งจากตระกูล ผู้ซึ่งเคยขีดเส้นทางชีวิตทุกตารางนิ้วให้รินเดินตาม โดยไม่เคยถามสักคำว่ารินต้องการรองเท้าไซส์อะไร
"พี่มาที่นี่ทำไมครับ" รินเปล่งเสียงออกไป แม้จะพยายามควบคุมไม่ให้มันสั่น แต่น้ำเสียงก็ยังเจือความแหบพร่าอย่างปิดไม่มิด
เคนสุเกะไม่ตอบในทันที เขากวาดสายตาคมกริบมองสำรวจรอบห้องครัวที่เต็มไปด้วยร่องรอยการใช้งาน คราบแป้งสาลีบนเคาน์เตอร์ไม้ กระทะทองเหลืองที่ผ่านการขัดถูอย่างทะนุถนอม และกลิ่นอายของความเป็นอิสระที่อบอวลอยู่ทุกมุม ริมฝีปากของชายผู้เป็นพี่ชายยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความดูแคลนระคนสมเพช ซึ่งรินเคยหวาดกลัวมันมาตลอดครึ่งชีวิต
"ร้านกาแฟเล็กๆ กับห้องครัวซอมซ่อเนี่ยนะ, ริน?" เคนสุเกะก้าวเท้าเข้ามาในเขตหวงห้ามของเชฟอย่างถือวิสาสะ รองเท้าหนังขัดมันเหยียบลงบนพื้นไม้ที่เซนเป็นคนช่วยขัดเคลือบเงาให้ด้วยมือของตัวเอง "พ่อล้มป่วยลงเมื่อสัปดาห์ก่อน ท่านเพ้อหาแต่แก... ลูกชายคนเล็กที่หนีตามความฝันไร้สาระมาซุกตัวอยู่ตามเมืองชายทะเล อาณาจักรธุรกิจอาหารของเรากำลังรอให้แกกลับไปรับช่วงต่อ แกเล่นสนุกมามากพอแล้ว ถึงเวลาต้องเลิกทำตัวเป็นเด็กเอาแต่ใจเสียที"
คำว่า *'เด็กเอาแต่ใจ'* บาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของริน คล้ายกับรอยแผลเป็นที่ถูกกรีดซ้ำด้วยของมีคม ภาพในอดีตผุดขึ้นมาเป็นฉากๆ ช่วงเวลาที่เขาต้องทนเรียนบริหารธุรกิจทั้งที่เกลียดชัง ช่วงเวลาที่ต้องฝืนยิ้มรับแขกเหรื่อในงานสังคม และช่วงเวลาที่เขาแอบร้องไห้เงียบๆ ในห้องครัวของบ้านใหญ่เพราะทำอาหารรสชาติไม่ถูกใจผู้เป็นพ่อ
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ชั่วขณะ มีเพียงเสียงฮัมเบาๆ ของตู้เย็นและการกระพริบของหลอดไฟที่เตือนให้รู้ถึงความเปราะบางของสถานการณ์
รินสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นหอมของโชยุและสาหร่ายคอมบุดึงสติให้เขากลับมาสู่ปัจจุบัน ดวงตาคู่คมที่เคยฉายแววหวาดหวั่น ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความนิ่งสงบ เขาค่อยๆ วางมีดลงบนเขียงไม้อย่างช้าๆ และมั่นคง
นี่ไม่ใช่รินเด็กชายวัยสิบแปดปีคนเดิม ที่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรมโดยไม่กล้าแม้แต่จะสบตา... นี่คือรินในวัยย่างเข้าเลขสาม ผู้ผ่านค่ำคืนอันหนาวเหน็บ รสชาติอาหารที่ล้มเหลว และอ้อมกอดอันอบอุ่นมั่นคงของเซน ชายหนุ่มผู้สอนให้เขารู้จักความหมายของการมีตัวตนอยู่เพื่อตัวเอง
"ผมไม่กลับครับ"
คำพูดสามคำหลุดจากริมฝีปากของรินอย่างชัดถ้อยชัดคำ ไม่มีเสียงสั่นเครือ ไม่มีร่องรอยของการลังเล
เคนสุเกะชะงัก รอยยิ้มบนใบหน้านั้นแข็งค้าง ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ "แก... ว่าอะไรนะ?"
"ผมบอกว่าผมไม่กลับครับ, พี่เคนสุเกะ" รินเงยหน้าขึ้นสบตากับพี่ชายตรงๆ เป็นครั้งแรกในรอบสิบปี สายตาคู่นั้นไม่มีความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่อีกต่อไป มีเพียงความแน่วแน่ราวกับภูเขาหินผาที่ตั้งตระหง่านท้าคลื่นลม "ชีวิตนี้เป็นของผม รสชาติอาหารที่ผมทำที่นี่ ถึงมันจะไม่ได้สร้างกำไรมหาศาลให้ตระกูล และไม่ได้ถูกเสิร์ฟบนโต๊ะอาหารหรูหราของคนมีชื่อเสียง แต่มันคือสิ่งที่ผมเลือกด้วยหัวใจของตัวเอง ผมเหนื่อยกับการใช้ชีวิตเพื่อความสมบูรณ์แบบของคนอื่นแล้วครับ"
"แกกล้าดียังไง..." เคนสุเกะก้าวประชิดตัว น้ำเสียงเริ่มเปลี่ยนเป็นความเกรี้ยวกราดที่ถูกกดทับไว้ "แกกล้าปฏิเสธพ่อ ปฏิเสธตระกูล เพื่อผู้ชายคนเดียว... เพื่อเตาไฟงี่เง่าพวกนี้เนี่ยนะ? แกมันอกกตัญญู ริน!"
ในวินาทีนั้นเอง ประตูไม้ด้านหลังร้านก็เปิดออกอย่างแผ่วเบา พร้อมกับลมหนาวที่พัดพาเอาละอองฝนจางๆ เข้ามา กลิ่นอายดินชื้นและกลิ่นหอมเฉพาะตัวของดินเผาเผาใหม่ลอยอบอวลเข้ามาในบรรยากาศ
เซนก้าวเข้ามาเงียบๆ เขาสวมเสื้อคลุมผ้าฝ้ายสีครามเข้ม มือทั้งสองข้างเปื้อนเศษดินเหนียวเล็กน้อย ดวงตาคู่คมกริบแต่เยือกเย็นคู่นั้นกวาดมองสถานการณ์ในครัวอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เซนจะเดินมาหยุดยืนเคียงข้างรินอย่างเงียบเชียบ ไม่พูดอะไรสักคำ แต่สัมผัสอุ่นๆ จากฝ่ามือใหญ่ที่เอื้อมมาแตะเบาๆ ที่แผ่นหลังของริน ก็เพียงพอที่จะทำให้หัวใจที่กำลังเต้นแรงของเชฟหนุ่มสงบลงได้อย่างน่าอัศจรรย์
รินหันไปมองหน้าคนรัก แววตาของเซนส่งผ่านความเชื่อมั่น พลังงานเงียบงันแต่มั่นคงราวกับรากไม้ใหญ่ที่ค้ำจุนลำต้นไว้ ทำให้รินรู้ว่าเขาไม่ได้ยืนอยู่ลำพังในสงครามประสาทครั้งนี้อีกต่อไปแล้ว
รินหันกลับมาเผชิญหน้ากับพี่ชายอีกครั้ง แววตาของเขาสุกสกาวไปด้วยประกายไฟแห่งความกล้าหาญที่ไม่เคยมีมาก่อน
"ผมไม่ได้อกกตัญญูครับพี่เคนสุเกะ... ผมแค่กำลังกตัญญูต่อตัวผมเองเป็นครั้งแรกในชีวิตต่างหาก" รินเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่เด็ดขาด "ถ้าการเป็นลูกที่ดีหมายถึงการต้องตายทั้งเป็นบนกองเงินกองทอง ผมขอเลือกที่จะมีชีวิตอยู่ แม้จะต้องเริ่มต้นใหม่ด้วยมือเปล่าก็ตามที"
เคนสุเกะขบกรามแน่นจนสันนูนขึ้นมา เขากวาดสายตามองรินและเซนสลับกันไปมาด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ระเบิดไม่ออก ก่อนจะแค่น
หัวเราะในลำคอด้วยความเย้ยหยัน
"ดี... ดีมาก ริน ถ้าแกเลือกทางนี้ ก็จำคำพูดของตัวเองไว้ให้ดี อย่ากลับไปคลานเข่าร้องขอความช่วยเหลือจากที่บ้านก็แล้วกัน"
ชายหนุ่มในชุดสูทหันหลังขวับ สาวเท้าก้าวออกไปจากห้องครัวอย่างรวดเร็ว แรงกระแทกจากประตูด้านหน้าส่งผลให้หลอดไฟเพดานที่กะพริบอยู่ ดับวูบลงสนิท ทิ้งให้ห้องครัวตกอยู่ในความมืดสลัวที่มีเพียงแสงไฟสีส้มอ่อนจากมุมเตรียมอาหารสาดส่องลงมา
รินถอนหายใจยาวเหยียด ราวกับภูเขาที่แบกไว้บนบ่าตลอดสิบปีถูกยกออกไปในพริบตา เข่าทั้งสองข้างอ่อนแรงลงชั่วขณะจนเกือบจะทรุดลงไปกองกับพื้น โชคดีที่อ้อมแขนคุ้นเคยของเซนคว้าเอวเขาไว้ได้ทัน ร่างสูงดึงรินเข้าไปซบลงกับอกเสื้อที่คุ้นเคย กลิ่นไอดินและไออุ่นจากตัวเซนโอบล้อมเขาไว้ท่ามกลางความเงียบงัน
"ทำได้ดีมากครับ, ริน" เสียงกระซิบแผ่วเบาดังอยู่ข้างใบหู พร้อมกับสัมผัสอ่อนโยนที่ลูบกลุ่มผมนุ่มอย่างทะนุถนอม
รินหลับตาลง ซึมซับความอบอุ่นนั้น น้ำตาแห่งความโล่งใจเอ่อคลอเบ้าแต่ไม่ไหลริน ความรู้สึกอิสระพรั่งพรูเข้ามาในอกราวกับดอกไม้ที่ผลิบานหลังพายุร้ายผ่านพ้น
ทว่า ในขณะที่รินกำลังจะผ่อนคลายลมหายใจในอ้อมกอดของคนรัก เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นอีกครั้งจากทางหน้าร้าน... ไม่ใช่เสียงของเคนสุเกะผู้จากไป แต่เป็นเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบและกระวนกระวายของฮารุ พร้อมกับเสียงหอบเหนื่อยที่เอ่ยเรียกชื่อรินด้วยน้ำเสียงสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์
"ริน! เซน! พวกเธอ... พวกเธอต้องรีบดูนี่..." ฮารุพุ่งพรวดเข้ามาในห้องครัว ใบหน้าของเพื่อนสนิทซีดเผือดราวกับกระดาษ มือบางถือแท็บเล็ตหน้าจอเปิดข่าวออนไลน์ค้างไว้ด้วยอาการสั่นเทา "ร้าน... ร้านเซรามิกฝั่งตรงข้ามถนน... เกิดเพลิงไหม้!"
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับความกล้าหาญของรินในบทนี้นะคะ
สูตรรักฉบับหิมะแรก ณ คามาคุระ•ตอนที่ 42
การยอมรับในตัวเอง
ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สูตรรักฉบับหิมะแรก ณ คามาคุระ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!